อ.ดร.สิริกร อมฤตวาริน;

การพูดคุยกัน การสนทนา (Dialogue / Conversation) เป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิด คำพูด และความเข้าใจระหว่างบุคคลมากกว่าหนึ่งคน โดยอาจมีจุดมุ่งหมายเพื่อ แสวงหาความจริง การทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน หรือการแสดงออกซึ่งความคิดเห็น

ในมุมมองของนักปรัชญาโบราณ เช่น โสกราตีส (Socrates) เน้นการสนทนาเพื่อแสวงหาปัญญา โสกราตีสถือว่า การสนทนาเป็นวิธีค้นหาความจริงและปัญญา โดยใช้วิธีที่เรียกว่า Socratic Method คือ ตั้งคำถามอย่างลึกซึ้งเพื่อกระตุ้นให้คู่สนทนาไตร่ตรองและค้นพบคำตอบด้วยตนเอง ทั้งนี้ การสนทนาไม่ใช่การโต้แย้งเพื่อชนะ แต่เป็นการร่วมกันค้นหาความรู้ เพลโต (Plato) เน้นการสนทนาเพื่อค้นหาอุดมคติ เพลโตใช้ Dialogue เป็นวิธีการนำเสนอปรัชญา เช่น ในหนังสือ The Republic โดยมองว่าการสนทนาไม่ใช่แค่การแลกเปลี่ยนคำพูด แต่เป็นการเดินทางทางปัญญาที่นำไปสู่การเข้าใจในตัวแบบ (Forms) และ อริสโตเติล (Aristotle) เน้นการสนทนาเพื่อหาเหตุผล อริสโตเติลมองว่า การสนทนาที่ดีต้องมีตรรกะและหลักเหตุผลที่ชัดเจน ผู้พูดควรใช้แนวคิด Rhetoric (ศิลปะแห่งการพูด) ในการโน้มน้าวใจและให้ข้อโต้แย้งที่เป็นเหตุเป็นผล

การสนทนาถูกมองว่าเป็นปรัชญาโดย มาร์ติน บูเบอร์ (Martin Buber 1878-1965) นักปรัชญาชาวออสเตรียเชื้อสายยิว เสนอไว้เป็นแนวคิดเรื่อง philosophy of dialogue ในหนังสือ I and Thou (1923) โดยมีมโนคติหลักว่า กรอบความคิดเชิงปรัชญาระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ (man with man) นั้นจะต้องใช้การสนทนาเพื่อสร้างให้เกิดพื้นที่ระหว่างมนุษย์ (sphere of between) มีบทสนทนาซึ่งกันและกันระหว่างสิ่งเป็นอยู่ (entity) สองคนหรือมากกว่า บทสนทนาเป็นรูปแบบของการสื่อสารที่มีความหมายแฝงทางวาจา ในขณะที่การติดต่อสื่อสารสามารถแลกเปลี่ยนความคิดและข้อมูลโดยสัญญะที่ไม่ใช่คำพูด พฤติกรรม

ในฐานะเป็นนิรุกติศาสตร์ การสนทนายังเป็นการใช้ภาษา แต่ก็ถูกแยกออกจากวิธีการสื่อสารอื่น ๆ เช่น การอภิปรายและการโต้วาที การสนทนาเน้นการฟังและทำความเข้าใจ เป็นลักษณะธรรมชาติในการสื่อสารที่แท้จริงของมนุษย์และเกี่ยวข้องกับสำนึกทางศาสนา ความทันสมัย มโนทรรศน์ จริยธรรมการศึกษา จิตวิญญาณและการตีความ

นักประวัติศาสตร์วรรณกรรมเชื่อว่าเพลโตได้แนะนำการใช้บทสนทนาอย่างเป็นระบบเป็นรูปแบบวรรณกรรมอิสระ บทสนทนาแบบเพลโตมีรากฐานมาจากตัวละครใบ้ซึ่งกวีชาวชิชิลีนาม Sophron และ Epicharmus ได้แต่งขึ้นไว้ 50 ปีก่อนหน้านั้น เพลโตชื่นชมผลงานของนักเขียนเหล่านี้ แต่นักวิชาการคิดว่ามันเป็นเพียงบทละครเล็ก ๆ ที่มักนำเสนอด้วยนักแสดงเพียงสองคนเท่านั้น เพลโตช่วยทำให้รูปแบบบทสนทนาง่ายขึ้นและลดทอนลงเพื่อให้เป็นบทสนทนาที่เน้นการถกเถียงกันอย่างบริสุทธิ์ ในขณะที่เหลือองค์ประกอบที่แสดงความน่าขบขันเอาไว้ผ่านการวาดภาพตัวละคร เพลโตเริ่มเขียนบทสนทนาในปี ก.ค.ศ. 405 และในปี ก.ค.ศ. 399 เขาได้พัฒนาการใช้บทสนทนาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัฏเรื่องราวที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากการตายของโสเครติส งานปรัชญาทั้งหมดของเขายกเว้นเรื่อง “การขอโทษ” ต่างก็ใช้รูปแบบนี้ เพลโตใช้บทสนทนาเป็นเครื่องมืออย่างน่าชื่นชม และทุกวันนี้มันก็ยังคงเป็นรูปแบบที่โดดเด่นอย่างยิ่ง

ต่อมาอริสโตเติลได้ขยายบทสนทนาทางปรัชญาให้มีรูปแบบแตกต่างกันจำนวนมาก และมีการเรียนการสอนกันในยุคเฮเลนนิกจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักปรัชญาหลายท่านได้แต่งผลงานเป็นบทสนทนาเพื่อให้เข้าใจง่าย บทสนทนานั้นเป็นความพยายามที่จะเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะผู้ให้และผู้รับของแต่ละคนในขณะเดียวกันเพื่อให้เกิดการสนทนา (conversation) ที่ชาญฉลาดและเพิ่มพูนปัญญา ทั้งนี้จะเกิดในส่วนของการเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทั้งสิ่งที่ชัดแจ้ง (explicit) และ ส่วนที่อยู่ภายในใจ (implicit) ทั้งนี้ การสนทนาจะนำไปสู่การแก้ไขความไม่เห็นด้วย (disagreement) โดยการชี้แจงให้เห็นข้อเชื่อของอีกฝ่ายและทำให้ข้อขัดแย้งนั้นไม่อาจถูกใช้เป็นสมมติฐานในฐานความคิดได้อีกต่อไป และการสนทนานำไปสู่สมมติฐานใหม่ที่น่าจะช่วยให้การคิดดำเนินต่อไปได้


มาร์ติน บูเบอร์ ได้กำหนดให้การสนทนาเป็นจุดศูนย์กลางของปรัชญาด้วยเห็นว่า การสนทนาเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการสื่อสารอย่างต่อเนื่องไม่ใช่เพียงแต่เป็นความพยายามที่จะนำไปสู่ข้อสรุปของบางมุมมองเท่านั้น บูเบอร์จึงได้เสนอไว้ว่าสารัตถะของมนุษย์นั้นมี 2 อย่างคือ ฉันต่อมัน (I toward IT )และ ฉันต่อท่าน (I toward THOU) นั่นคือ เรามีประสบการณ์อย่างไรต่อวัตถุ (object) และชีวิตของมนุษย์มุ่งค้นหาความหมายในความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ซึ่งนำมนุษย์ไปสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้าผู้เป็นนิรันดร์ (Eternal Thou)


บูเบอร์ชี้ว่าความสัมพันธ์แบบฉันต่อมัน (I-It) เป็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ต่อสิ่งอื่นเป็นสิ่งๆ ไป เป็นคนๆ หรือชิ้นๆ ไป (discrete object) ซึ่งมนุษย์แต่ละคนก็มีแตกต่างกัน และมนุษย์คนหนึ่งๆ เองก็มีต่อสิ่งต่างๆ แตกต่างกันด้วย ในขณะที่ความสัมพันธ์แบบฉันต่อท่าน (I-Thou) นั้น ไม่ใช่ฉันเดียวกันกับฉันใน (I-It) แต่เป็นฉันที่เป็นจิตวิญญาณ (spirit) และจิตคิด (mind) ที่เกิดเป็นความรู้สึกหรือมโนทรรศน์ต่อความสัมพันธ์กับสิ่งที่รับรู้ผ่านผัสสะ สิ่งที่รับรู้นั้นมีผลโดยกึ่งอัตโนมัติต่อความคิดหรือจิตใจของมนุษย์ และนำไปสู่ความรู้สึกเชิงบวกหรือลบต่อสิ่งนั้น เช่น ความรัก เป็นความสัมพันธ์ใน I-Thou ไม่ใช่ I-It เพราะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง subject-subject ไม่ใช่ subject-object ซึ่งเรามีต่อวัตถุอื่น ดังนั้น ความสัมพันธ์ I-Thou ที่สูงสุดก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับพระเจ้านั่นเอง


มิคาลิ บาคติน (Mikail Bakhtin 1895-1975) นักปรัชญาชาวรัสเซียนำเสนอ Theory of dialogue ว่า การสนทนาเป็นอำนาจของการสนทนาที่ช่วยเพิ่มความเข้าใจในมุมมองที่หลากหลายและสร้างความเป็นไปได้ต่างๆ นับไม่ถ้วน ความสัมพันธ์และสายสัมพันธ์นี้มีอยู่จริงระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย และการสนทนาได้สร้างความเข้าใจใหม่ต่อสถานการณ์ที่สิ่งมีชีวิตนั้นต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง ทั้งนี้ ก็ด้วยวิธีการทางภาษาที่เข้ามาเกี่ยวข้องนั่นเอง หากไม่มีคำพูดและภาษาก็จะไม่อาจเกิดความสัมพันธ์นี้ได้ แต่ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบภาษา

นักการศึกษา เช่น เปาโล แฟรร์ (Paulo Freire 1921-1997) ได้นำหลักการของบาคตินไปพัฒนาแนวทางการเรียนการสอนระหว่างครูกับนักเรียนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันด้วยความเคารพและความเท่าเทียมกันในทางปฏิบัตินิยมที่ต้องกระทำจริงและเชื่อมโยงกับค่านิยมของแต่ละบุคคลด้วย การสนทนาจึงไม่ใช่เพียงการเข้าใจอย่างลึกซึ้งระหว่างการสนทนา แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโลกของผู้สนทนาในเชิงบวกอีกด้วย


เมื่อพิจารณาแนวคิดการสนทนาด้วยปรัชญากระบวนทรรศน์ย่อมมองบทบาทของการสนทนาในแต่ละมุมมองความคิดได้ดังนี้

  1. กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ (primitive paradigm) มองทุกอย่างว่ามาจากน้ำพระทัยของอำนาจลึกลับหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน การสนทนา (dialogue) เป็นบทสนทนาของเบื้องบนกับมนุษย์ผู้ได้รับเลือกเท่านั้น เพราะปกติเบื้องบนมีอำนาจจึงสั่งการแต่เพียงอย่างเดียว ใครได้รับเมตตาจากเบื้องบนจึงจะได้สนทนากับเบื้องบน และมีแต่ทำตามเบื้องบนจึงจะได้ผลตอบแทนชีวิตที่ดี มนุษย์ย่อมไม่อาจกระทำการสนทนาได้ด้วยตนเองฝ่ายเดียว
  2. กระบวนทรรศน์โบราณ (ancient paradigm) มองทุกอย่างว่ามาจากกฎเกณฑ์ตายตัว หรือต้องดำเนินการตามระบบเครือข่ายของเจ้า การสนทนาจึงต้องพิจารณาว่าทำตามกรอบของเจ้าสำนักใด หากทำเองได้ดีก็ตั้งตัวเป็นเจ้าสำนักใหม่ได้ การสนทนาเป็นเทคนิควิธีที่เรียนรู้ได้ กำหนดหลักการและกฎเกณฑ์เพิ่มเติมได้ ส่วนลูกศิษย์ก็รับแนวทางไปปฏิบัติตามอย่างพร้อมใจ ไม่ต้องคิดอะไรมาก
  3. กระบวนทรรศน์ยุคกลาง (medieval paradigm) มองทุกอย่างว่าเป็นทางไปสู่โลกหน้า การสนทนาเป็นวิธีการที่ทำให้เราฝึกฝนตนเอง เข้าใจสิ่งสร้างต่างๆ ตามที่ศาสนาสอนไว้ แล้วเราทำได้ดี ทำได้ในชีวิตประจำวัน ก็จะถือว่าเราทำดี ได้บุญ และเป็นทางไปสู่โลกหน้าที่ดีได้
  4. กระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) มองทุกอย่างว่าเป็นระบบเครือข่ายตามเกณฑ์วิทยาศาสตร์ ทุกอย่างที่เป็นความจริงต้องสามารถพิสูจน์ได้ในระบบเครือข่ายทางวิทยาศาสตร์ การนทนาต้องมีหลักการและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ผู้ปฏิบัติย่อมพยายามศึกษาและเขียนออกมาเป็นหนังสือ เป็นระเบียบปฏิบัติ หรือกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ ให้ชัดเจน รวมไปถึงพยายามนำเสนอในฐานะตนเองเป็นผู้รู้ และต้องการขยายผลด้วยการให้ใช้การสนทนาเป็นหลักการในทุกๆ สาขาวิชา ทุกกิจกรรมและหากเป็นไปได้ควรมีตัวชี้วัดด้วยก็จะยิ่งแสดงว่าการสนทนาเป็นหลักการที่เป็นสากลอย่างแท้จริง
  5. กระบวนทรรศน์หลังนวยุค (postmodern paradigm) มองทุกอย่างด้วยวิจารญาณ เขาย่อมพยายามตีความและหาความหมายของการสนทนาผ่านการวิเคราะห์ ประเมินค่า และประยุกต์ใช้ให้ตรงกับบริบทของมนุษย์ในแต่ละพื้นที่ แต่ละสังคม แต่ละวัฒนธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้แก่มนุษย์ทุกคนมีโอกาสที่จะสร้างโครงสร้างใยข่ายความรู้ในสมองตนเองเพื่อประโยชน์ในการช่วยจำและเข้าใจต่อสิ่งต่างๆ ที่ตนเองรับรู้และสามารถพัฒนาสติปัญญาตัวเองได้ด้วยการฟัง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้อื่น
    • ในกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสุดขั้ว (extreme postmodern) การสนทนาถูกใช้เพื่อขจัดอำนาจที่มีอยู่ในผู้เข้าร่วมวงสนทนาเพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี
    • กระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern) ได้เข้ามาปรับกระแสให้เห็นคุณค่าของการสนทนาตามกระบวนทรรศน์หลังนวยุค เปิดโอกาสให้สามารถพัฒนาเทคนิค ลูกเล่นต่างๆ เพิ่มขึ้นได้ โดยผสมผสาน บูรณาการกับวัฒนธรรมต่างๆ ของแต่ละท้องถิ่น และใช้เพื่อเพิ่มความเข้าใจระหว่างกันให้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้การสนทนาดำเนินการไปเพื่อเป้าหมายสำคัญที่หลังนวยุคนิยมสายกลางส่งเสริม คือ
      1) สร้างสรรค์ (creativity) การคิดหรือทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน เป็นการเพิ่มความก้าวหน้าแก่มนุษยชาติ เปิดโอกาสให้มีการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์โดยทั่วไป
      2) การปรับตัว (adaptivity) การดัดแปลงการประยุกต์ใช้ให้เป็นคุณ ปราศจากโทษ หรือดัดแปลงโทษให้เป็นคุณ
      3) การร่วมมือ (collaborativity) การร่วมมือทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เกินความคาดหมาย และเป็นความปรองดองสามัคคีกันของกลุ่มชนนั้น
      4) การแสวงหา (requisitivitiy) ปัญญาของมนุษย์มีศักยภาพที่จะคิดเข้าใจถึงโลกจึงต้องการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ

การสนทนาสะท้อนความเป็นปรัชญาทั้งในระดับอันตวิทยาว่าเป็นจุดศูนย์กลางของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์และมนุษย์กับสิ่งอื่น มีความเข้าใจการสนทนาทั้งในส่วนของอภิปรัชญาและญาณปรัชญาที่สามารถตีความได้ตามปรัชญากระบวนทรรศน์ซึ่งมนุษยชาติต่างมีร่วมกัน ดังนั้น การสนทนาที่ดี ผู้สนทนาจะต้องเรียนรู้พื้นฐานปรัชญาเพื่อทำความเข้าใจมโนคติที่ชัดเจน และจะนำไปสู่การมองเห็นคุณค่าของการสนทนาที่แท้จริง ทำให้การนำไปปฏิบัติใช้นั้นเกิดการประยุกต์ได้อย่างหลากหลายต่อไป เช่น บทบาทในการเสริมสร้างสันติภาพโลก

  1. การสนทนาที่ดีช่วยให้ผู้คนจากวัฒนธรรม ความเชื่อ และภูมิหลังที่แตกต่างกันสามารถเข้าใจกันได้มากขึ้น แทนที่จะยึดติดกับอคติหรือความกลัว การเปิดใจรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างจริงใจช่วยลดความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้ง
  2. การสนทนาที่มีคุณภาพไม่ได้เป็นแค่การพูด แต่รวมถึงการฟังอย่างตั้งใจ เมื่อเราเปิดใจฟังเรื่องราวและประสบการณ์ของผู้อื่น เราจะสามารถเข้าใจมุมมองของพวกเขาได้ดีขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความเห็นอกเห็นใจ (empathy) และการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาอย่างสันติ
  3. การสนทนาและการเจรจาที่ดีจะช่วยให้เกิดข้อตกลงที่ยุติธรรม ลดการใช้ความรุนแรง และสร้างแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนต่อปัญหาซับซ้อน เช่น สงคราม ความขัดแย้งชายแดน หรือสิทธิของชนกลุ่มน้อย
  4. การสื่อสารที่ดีระหว่างผู้นำประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และประชาชนทั่วไป สามารถสร้างความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นรากฐานของสันติภาพที่ยั่งยืน
  5. คำพูดมีพลังในการเปลี่ยนแปลงโลกได้ นักคิด นักเคลื่อนไหว และผู้นำหลายคนใช้การสนทนาและสุนทรพจน์เป็นเครื่องมือในการสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนสังคมไปสู่ความยุติธรรมและสันติภาพ

การสนทนาที่ดีไม่ใช่เพียงแค่การแลกเปลี่ยนคำพูด แต่เป็นกระบวนการสร้างความเข้าใจ ความเคารพ และความร่วมมือ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพโลก หากเราทุกคนสามารถพูดคุยกันด้วยความจริงใจและเปิดใจรับฟังมากขึ้น โลกของเราจะมีความขัดแย้งน้อยลง และเต็มไปด้วยความสงบสุขมากขึ้น


Leave a comment