ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
มโนทรรศน์ทางปรัชญาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ได้สะท้อนถึงความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่เป็นปัญหาพื้นฐานของชีวิตมนุษย์ และยังคงเป็นแกนกลางของการถกเถียงในทางปรัชญามาตั้งแต่ยุคโบราณถึงยุคหลังสมัยใหม่ นักปรัชญาหลากหลายยุคได้พยายามอธิบายต้นกำเนิด ธรรมชาติ และแนวทางการคลี่คลายความขัดแย้งเหล่านี้ ทั้งในระดับปัจเจกและสังคม
กระบวนทรรศน์โบราณ: ความขัดแย้งในฐานะปัญหาเชิงศีลธรรมและคุณธรรม
เพลโต (Plato, 427-347 ก่อน ค.ศ. ) มองว่าความขัดแย้งระหว่างมนุษย์เกิดจากความไร้ระเบียบในวิญญาณ (disorder of the soul) เพลโตเสนอแนวคิดเรื่องความยุติธรรม (justice) ว่าเป็นสภาวะที่แต่ละส่วนของวิญญาณ (เหตุผล อารมณ์ ความปรารถนา) ทำหน้าที่ของตนอย่างเหมาะสม ความขัดแย้งจึงเป็นผลของการที่เหตุผลไม่สามารถควบคุมวิญญาณส่วนต่ำกว่าได้
อริสโตเติล (Aristotle, 384-322 ก่อน ค.ศ.) เห็นว่ามนุษย์เป็นสัตว์การเมือง (zoon politikon) ซึ่งมีแนวโน้มเข้าสู่การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ความขัดแย้งไม่ใช่สิ่งผิดธรรมชาติ แต่ต้องมีการจัดการผ่านระบบคุณธรรม (virtue ethics) และทางสายกลาง (golden mean) ที่หลีกเลี่ยงความสุดโต่ง
กระบวนทรรศน์ยุคกลาง: ความขัดแย้งในกรอบเทววิทยา
เซนต์ออกัสติน (St.Augustine of Hippo, ค.ศ. 354-430) มองว่าความขัดแย้งของมนุษย์เป็นผลจากบาปกำเนิด (original sin) และความต้องการที่เห็นแก่ตัว ความรุนแรงและสงครามเป็นผลลัพธ์ของการแยกตัวออกจากพระเจ้า แนวคิดนี้กลายเป็นรากฐานของทฤษฎีสงครามที่ชอบธรรม (just war theory)
โทมัส อไควนัส (Thomas Aquinas, ค.ศ. 1225-1274) ผสมผสานปรัชญาของอริสโตเติลเข้ากับเทววิทยาคริสต์ โดยเสนอว่า ความขัดแย้งสามารถถูกจัดการได้ผ่านเหตุผลและกฎหมายธรรมชาติ (natural law) ซึ่งมาจากพระเจ้า
กระบวนทรรศน์นวยุค: สัญญาประชาคม ความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง อำนาจ อุดมการณ์และข้อวิพากษ์
โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, ค.ศ.1588-1679 ) นักปรัชญาชาวอังกฤษเสนอ ภาพของมนุษย์ในสภาวะธรรมชาติว่า มนุษย์เป็นหมาป่าของมนุษย์ (homo homini lupus) ความขัดแย้งเป็นภาวะปกติที่เกิดจากความกลัวและความปรารถนา ในภาวะไร้รัฐ (state of nature) มนุษย์ตกอยู่ในสภาวะสงครามที่ทุกคนมีกับทุกคน (bellum omnium contra omnes) รัฐจึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อระงับความรุนแรงทางการเมือง และแต่ละคนพึงยอมสละเสรีภาพบางส่วนเพื่อรัฐที่ทรงอำนาจ (Leviathan)
จอห์น ล็อก (John Locke, ค.ศ. 1632-1704) นักปรัชญาชาวอังกฤษที่แม้จะเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องสัญญาประชาคม แต่เชื่อว่ามนุษย์มีเหตุผลและสิทธิธรรมชาติ ความขัดแย้งเกิดขึ้นเมื่อมีการละเมิดสิทธิ เช่น ชีวิต เสรีภาพ และทรัพย์สิน
ฌอง-ฌากส์ รูโซ (Jean-Jacques Rousseau, ค.ศ.1712-1778) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส มองว่า ความขัดแย้งไม่ได้มีต้นกำเนิดจากธรรมชาติของมนุษย์ แต่มาจากการมีทรัพย์สินส่วนบุคคลและความไม่เท่าเทียม ที่สังคมผลิตซ้ำ
คาร์ล มาร์ก (Karl Marx, ค.ศ.1818-1883) นักปรัชญาชาวเยอรมันชี้ว่า ประวัติศาสตร์ทั้งหมดคือประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น ความขัดแย้งหลักของมนุษย์ในยุคทุนนิยมก็คือ การต่อสู้ทางชนชั้น (class struggle) อันเกิดจากการครอบครองปัจจัยการผลิตอย่างไม่เท่าเทียม ความขัดแย้งไม่ได้เป็นความผิดปกติ ความรุนแรงทางสังคมเป็นผลจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่กดขี่
ฟรีดริช นิทเชอ (Friedrich Nietzsche, ค.ศ.1844-1900) นักปรัชญาชาวเยอรมันวิจารณ์ระบบศีลธรรมแบบคริสต์ว่า เป็นเครื่องมือของผู้อ่อนแอในการกดทับผู้มีพลัง นิทเชอเสนอให้เอาชนะตนเอง เป็นอภิมนุษย์ (Übermensch) โดยไม่ต้องพึ่งศีลธรรมแบบเดิม
ซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud, ค.ศ. 1856-1939) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน มองว่าความขัดแย้งเป็นผลของแรงผลักดันในจิตไร้สำนึก (พลังชีวิตกับพลังทำลาย) การระงับแรงขับเหล่านี้ในสังคมอารยะอาจนำไปสู่ความไม่พอใจและความรุนแรงแฝง
อันโตนิโอ กรัมชี (Antonio Gramsci, ค.ศ.1913-1937) นักปรัชญาชาวอิตาลี มองเห็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง โดยเพิ่มมิติของอุดมการณ์ เสนอแนวคิดเรื่อง hegemony คือการที่ชนชั้นปกครองไม่เพียงใช้กำลัง แต่ยังควบคุมการรับรู้ของสังคมผ่านสถาบัน เช่น ศาสนา โรงเรียน สื่อมวลชน อีกด้วย
กระบวนทรรศน์หลังนวยุค: อัตลักษณ์ วาทกรรม และความขัดแย้งที่เปลี่ยนรูป
มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault, ค.ศ. 1926-1984) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเสนอว่า ความขัดแย้งไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจหรือจิตวิทยา แต่เกิดจากอำนาจ-ความรู้ (power/knowledge) ที่สถาบันต่าง ๆ ใช้กำกับควบคุมผู้คน อำนาจไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่ ณ จุดศูนย์กลาง เช่น รัฐบาล แต่แทรกซึมอยู่ในทุกความสัมพันธ์ทางสังคม แม้แต่ในครอบครัว โรงเรียน หรือสถาบันทางวิชาการ ความขัดแย้งจึงฝังอยู่ในวาทกรรมประจำวัน
ฌากส์ แดร์ริดา (Jacques Derrida, ค.ศ.1930-2004) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสวิพากษ์แนวคิดความหมายตายตัว โดยเสนอว่า ความหมายเกิดจากการเลื่อน (différance) ความขัดแย้งจึงเป็นธรรมชาติของภาษาและความเข้าใจ
ฌากส์ ร็องซีแยร์ (Jacques Rancière, ค.ศ. 1940 – ) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสเสนอว่า ประชาธิปไตยที่แท้คือ สถานการณ์ที่ผู้ไร้เสียงได้เข้ามาส่งเสียง ความขัดแย้งจึงเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ไม่ใช่ศัตรูของมัน
จูดิธ บัตเลอร์ (Judith Butler, ค.ศ. 1954 – ) นักปรัชญาชาวอเมริกันเสนอว่า อัตลักษณ์ เช่น เพศ หรือชาติพันธุ์ ไม่ได้ตายตัว แต่ถูกประกอบสร้างซ้ำ ๆ ผ่านวาทกรรม บุคคล (personhood) มิได้มีอยู่โดยธรรมชาติ แต่ถูกยอมรับผ่านโครงสร้างทางสังคม ความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นเมื่ออัตลักษณ์ถูกกดทับหรือไม่ยอมรับในความหลากหลาย
สรุป ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ได้รับการอธิบายอย่างหลากหลายในทุกกระบวนทรรศน์ โดยมีธีมแห่งยุคสมัยที่แตกต่างกัน ทั้งในฐานะปัญหาทางศีลธรรม ผลของบาป สัญญาทางสังคม โครงสร้างทางเศรษฐกิจ หรือแม้แต่กระบวนการทางภาษาและอัตลักษณ์ ท่ามกลางความแตกต่างทางแนวคิด สิ่งที่นักปรัชญาเห็นร่วมกันคือ ความขัดแย้งมิใช่เพียงอุบัติเหตุ แต่เป็นองค์ประกอบพื้นฐานของการดำรงอยู่ในสังคมมนุษย์ ความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมก็ไม่ได้เป็นเพียงอาการของความล้มเหลวของรัฐ หากแต่เป็นเครื่องมือในการเปิดเผยปัญหาเชิงโครงสร้าง อัตลักษณ์ และการจัดสรรทรัพยากร เปิดพื้นที่ให้ความเป็นมนุษย์ในทุกความหลากหลายได้แสดงออก และเปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นการต่อรองที่มีความหมายมากกว่าความรุนแรงที่ไม่มีทางออก

Leave a comment