ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ในโลกที่เต็มไปด้วยความหลากหลายของชาติพันธุ์ ความเชื่อ และประวัติศาสตร์อันซับซ้อน แนวคิดเรื่องชาตินิยม (Nationalism) ยังคงเป็นประเด็นที่ทรงพลังทั้งในเชิงการเมือง การทหาร และวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีรากประวัติศาสตร์ยาวนาน ชนชาติมากกลุ่ม และมีความสัมพันธ์อันเปราะบางกับประเทศเพื่อนบ้าน ชาตินิยมกลายเป็นพลังที่สามารถนำไปสู่ความเป็นเอกภาพและความเข้มแข็งของชาติ หรือในทางกลับกัน อาจนำไปสู่การแบ่งแยก ขัดแย้ง และความรุนแรงได้เช่นกัน

ชาตินิยมคือ อะไร
ชาตินิยมเป็นแนวคิดมีรากฐานจากการสำนึกร่วมของประชาชนที่มีความรู้สึกว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของชาติเดียวกัน ไม่ว่าจะด้วยภาษาร่วมกัน ประวัติศาสตร์ร่วมกัน ศาสนาหรือวัฒนธรรมร่วมกัน แนวคิดนี้ได้รับการหล่อหลอมขึ้นในยุโรปช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18-19 และขยายไปทั่วโลกพร้อมกับการก่อตัวของรัฐชาติสมัยใหม่

ชาตินิยมสามารถแบ่งลักษณะสำคัญออกเป็น 2 ลักษณะ

  1. ชาตินิยมแบบรวมกลุ่ม (Civic Nationalism) แนวคิดนี้เน้นการยึดถือคุณค่าร่วม เช่น ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน และหลักนิติธรรม โดยไม่จำเป็นต้องอิงชาติพันธุ์เดียวกัน
  2. ชาตินิยมแบบชาติพันธุ์ (Ethnic Nationalism) แนวคิดนี้ยึดโยงกับสายเลือด ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่ม มักนำไปสู่การกีดกันหรือแยกตัวจากกลุ่มอื่น

อิทธิพลของชาตินิยมต่อประเทศชาติ

  1. ผลเชิงบวก ได้แก่ การเสริมสร้างเอกภาพภายในชาติ ช่วยให้ประชาชนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ มีความรักและเสียสละเพื่อส่วนรวม สร้างแรงจูงใจในการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมและอำนาจอธิปไตยจากการแทรกแซงของภายนอก และผลักดันการพัฒนาผ่านแรงขับแห่งชาตินิยมที่สามารถกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ และการศึกษาเพื่อความรุ่งเรืองของชาติได้
  2. ผลเชิงลบ ได้แก่ การนำไปสู่การคัดออก (Exclusion) ชาตินิยมแบบเข้มข้นจะทำการกำหนดอัตลักษณ์หลักและคัดออกสิ่งที่ไม่ตรงกันหรือขัดแย้งกับอัตลักษณ์หลัก โดยอาจผลักไสชนกลุ่มน้อย หรือผู้ที่มีอัตลักษณ์ต่างจากกลุ่มหลัก เมื่อขยายตัวก็จะกระตุ้นความขัดแย้งระหว่างประเทศ ผ่านการอ้างสิทธิ์ทางดินแดนหรือวัฒนธรรมร่วมกัน ทั้งนี้ อาจกลายเป็นชนวนความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน ร่วมด้วยความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ชาตินิยมบางรูปแบบอาจเลือกเฉพาะประวัติศาสตร์ที่ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของตนเอง โดยละเลยมุมมองของกลุ่มอื่น

ชาตินิยมกับความมั่นคงของรัฐ

ความมั่นคงแห่งรัฐคือ สภาวะที่รัฐสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง ปลอดภัยจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ ทั้งจากภายในและภายนอก ทั้งในมิติที่เป็นรูปธรรม เช่น การรุกรานทางทหาร และในมิติที่เป็นนามธรรม เช่น ความแตกแยกของอัตลักษณ์ ความไม่ไว้วางใจในรัฐบาล หรือการบ่อนทำลายความชอบธรรมของรัฐ

ชาตินิยมที่มีวุฒิภาวะ เป็นพลังในการสร้างความภักดีต่อรัฐอย่างไม่สุดโต่ง กระตุ้นให้ประชาชนมีความรู้สึกร่วมต่อชะตากรรมของรัฐ ร่วมกันรักษาอัตลักษณ์ของชาติในโลกาภิวัตน์ โดยไม่ปิดกั้นวัฒนธรรมอื่น ทำให้คนในชาติเต็มใจเสียสละเพื่อส่วนรวมเมื่อจำเป็น เช่น ภัยพิบัติ หรือการป้องกันประเทศ ความมั่นคงแห่งรัฐจะไม่เกิดขึ้นจากการตั้งป้อมเพียงฝ่ายเดียว แต่เกิดจากสมดุลของความมั่นใจในตัวเองและการร่วมมือกับผู้อื่นอย่างมีศักดิ์ศรี

ความมั่นคงแห่งรัฐในบริบทภูมิภาคก็ขึ้นอยู่กับการมีความไว้วางใจระหว่างรัฐ/ประเทศซึ่งต่างก็มีแนวคิดชาตินิยม แต่ก็สามารถเสริมความมั่นคงได้ถ้าปรับบทบาทเป็นการสร้างความมั่นคงร่วม (Collective Security) เช่น การมีข้อตกลงร่วมในระดับภูมิภาคว่าไม่รุกรานกันและจะใช้การทูตระงับข้อพิพาท เป็นต้น

ชาตินิยมกับสันติภาพแห่งดินแดน

สันติภาพแห่งดินแดนเป็นแนวคิดที่มองว่า สันติภาพมิได้เป็นเพียงสถานะของการไร้สงคราม หากแต่เป็นสภาพของการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืนของผู้คน วัฒนธรรม และรัฐในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หนึ่ง ๆ โดยมีความมั่นคง ยุติธรรม และความเคารพในอธิปไตยซึ่งกันและกันเป็นรากฐาน ในบริบทนี้ ดินแดนไม่ใช่เพียงแผ่นดินหรือเขตแดน แต่หมายรวมถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณของผู้คนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนั้น

การแปลงพลังชาตินิยมไปสู่การเป็นพลังแห่งการยอมรับและร่วมสร้างสามารถเกื้อกูลสันติภาพได้ เช่น

  1. พัฒนาจากการเน้นเฉพาะว่าของเราดีที่สุด ไปเป็นเรามีสิ่งที่ภูมิภาคเราภูมิใจร่วมกัน อันเป็นกรอบของภูมิภาคนิยม (Regionalism) เราอาจใช้รากวัฒนธรรมร่วมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ ไม่ใช่แข่งขันแบบ zero-sum
  2. ส่งเสริมเอกลักษณ์ชาติในแบบที่ไม่กีดกันผู้อื่น เช่น สนับสนุนภาษา วรรณกรรม ศิลปะพื้นถิ่น ใช้ความภาคภูมิใจในชาติตนเพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาภูมิภาค ไม่ใช่ถือตนว่าเหนือกว่า
  3. มองชาติอื่นในภูมิภาค ไม่ใช่เป็นคู่แข่งหรือศัตรูตลอดกาล ไม่แบ่งเขาแบ่งเรา แต่มองว่าต่างก็เป็นเพียงผู้มีชะตากรรมร่วมกัน เช่น ต่างก็ประสบปัญหาภูมิอากาศ ความยากจน แรงงานข้ามชาติ และอาชญากรรมข้ามชาติ โดยควรส่งเสริมการสร้างกลไกระดับภูมิภาค เช่น กติกาสันติภาพร่วม องค์กรความร่วมมือความมั่นคง เป็นต้น
  4. ส่งเสริมการร่วมมือด้วยฐานของอัตลักษณ์ที่หลากหลาย ไม่ใช่เหมือนกัน ปกป้องสิทธิของรัฐเล็กในเวทีระหว่างประเทศ และส่งเสริมความเข้าใจข้ามวัฒนธรรมด้วยความภาคภูมิใจในต้นกำเนิดของตน มีความเป็นทวีปนิยม (continentalism)

แนวคิดที่คัดค้านชาตินิยมสุดโต่ง
1. สากลนิยม (Cosmopolitanism) แนวคิดนี้มองว่าทุกประเทศ ประชาชนของทุกประเทศต่างก็เป็นพลเมืองของโลก จึงควรส่งเสริมความร่วมมือเหนือขอบเขตของชาติ

2. พหุนิยมทางวัฒนธรรม (Cultural Pluralism) แนวคิดนี้ยอมรับความแตกต่างหลากหลายภายในชาติ โดยไม่ลดทอนเอกภาพร่วม

3. สันติวิธี (Pacifism) แนวคิดนี้เชื่อในการไม่ใช้ความรุนแรง (non-violence) ในการแก้ไขข้อขัดแย้ง ไม่ว่าส่วนตัวหรือในระดับรัฐ

การประยุกต์ใช้แนวคิดชาตินิยมเชิงบวก ในบริบทของรัฐที่มีความหลากหลายและความขัดแย้ง

สำหรับประเทศใดๆ ก็ตามที่มีรากประวัติศาสตร์ยาวนาน ชนกลุ่มหลากหลาย และมีความขัดแย้งเรื้อรังกับเพื่อนบ้าน การดำรงความมั่นคงโดยไม่รุกรานและไม่ถูกรุกรานจำเป็นต้องอาศัยความสมดุลระหว่างพลังแห่งชาติและสติปัญญาเชิงสันติ

แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ประเทศพึงวางเป็นหลักการได้แก่
1. สร้างชาตินิยมแบบสันติ (Peaceful Nationalism) ส่งเสริมความรักชาติที่ไม่ตั้งอยู่บนความเกลียดชังผู้อื่น แต่เน้นความภาคภูมิในความหลากหลายของชาติ และการร่วมพัฒนากับประเทศเพื่อนบ้าน

2. ยกระดับพลังอำนาจแห่งตัวตน ได้แก่ แนวคิดเรื่อง Soft Power ที่จะใช้วัฒนธรรม ภาษา ศิลปะ และการทูตเชิงวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือเสริมสร้างพันธมิตร สร้างอิทธิพลต่อแนวทางการใช้ชีวิตของกลุ่มต่าง ๆ แทนการใช้อำนาจบีบบังคับให้ยอมรับและทำตามโดยไม่อาจปฏิเสธได้

3. ส่งเสริมความยุติธรรมและสิทธิของชนกลุ่มน้อย เพื่อไม่ให้ชาตินิยมกลายเป็นข้ออ้างในการกดขี่กลุ่มอื่น แต่เป็นฐานในการอยู่ร่วมอย่างเท่าเทียมและเคารพซึ่งกันและกัน รัฐจะต้องมีกระบวนการที่ส่งเสริมความเท่าเทียมกัน (equity) แก่พลเมืองทุกกลุ่ม ชนกลุ่มน้อยและชนชายขอบต่าง ๆ ให้เข้าถึงสิทธิต่าง ๆ อย่างยุติธรรม

3. ประวัติศาสตร์เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่เครื่องมือแห่งการแบ่งแยก รัฐควรส่งเสริมการสร้างสำนึกทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลาย โดยเปิดพื้นที่มีการอภิปรายประวัติศาสตร์ และยอมรับความเห็นต่าง เปิดพื้นที่ใหม่ให้กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เข้ามามีบทบาทในประวัติศาสตร์ชาติ และมีตัวแทนในการนิยามความเป็นชาติร่วมกัน

4. การเสริมสร้างศักยภาพการป้องกันตนเองในเชิงยุทธศาสตร์โดยไม่ยั่วยุ ประเทศชาติควรมีระบบป้องกันประเทศที่เข้มแข็งโดยไม่แสดงท่าทีรุกราน รักษาสมดุลระหว่างความมั่นคงกับการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ

ชาตินิยมที่มีวุฒิภาวะสามารถยอมรับการยั่วยุได้

คำว่ายอมรับในที่นี่ หมายถึง การรับรู้ว่ามีการยั่วยุจากฝ่ายอื่น ประเทศอื่น แต่ผู้ที่มีแนวคิดชาตินิยมอย่างมีวุฒิภาวะ (maturity) จะไม่ปล่อยให้อารมณ์นำพาไปสู่การโต้ตอบแบบไร้เหตุผล ความเป็นชาตินิยมที่มีภูมิคุ้มกันทำให้กำจัดผลเล็กน้อยของการยั่วยุได้ แต่หากการยั่วยุมีความเข้มข้นก็ไม่หวั่นไหวไปกับเป้าหมายของฝ่ายยั่วยุเพื่อสร้างความแตกแยกภายในหรือทำลายภาพลักษณ์ของชาติ

วิธีการรับมือกับการยั่วยุโดยยังรักษาความมั่นคงของชาติและความสามัคคีภายใน

  1. เน้นการตอบรับเพื่อให้รู้ว่ารับทราบ จากนั้นตอบโต้ด้วยหลักเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ เพื่อแสดงออกซึ่งความมั่นคงทางจิตใจของชาติ ไม่ใช่แค่กำลังทหาร อธิบายจุดยืนของประเทศอย่างสง่างามในเวทีระหว่างประเทศ โดยใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และการสื่อสารเชิงกลยุทธ์
  2. เน้นการกำหนดขอบเขตประเด็นที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้การยั่วยุกลายเป็นเงื่อนไขบั่นทอนความสามัคคีภายในเสียเอง ระวังไม่ให้ชาตินิยมแบบตอบโต้ตามอารมณ์กลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองภายใน/ภายนอกที่ต้องการปลุกกระแส หรือกดขี่เสียงของคนเห็นต่าง นอกจากนี้ควรสื่อสารกับกลุ่มภายในประเทศให้รอบด้าน เปิดพื้นที่ให้คนในชาติตีความการยั่วยุด้วยวิจารณญาณ ไม่ใช่ปลุกระดม และสื่อสารกับนานาประเทศผ่านเครือข่ายการฑูตเพื่อให้เห็นขอบเขตและประเด็นของสถานการณ์ตามบริบทนั้น ๆ
  3. ใช้หลักสันติวิธีควบคู่กับการเตรียมการป้องกัน รัฐทั้งฝ่ายพลเรือนและทหารควรเตรียมพร้อมทางการทูตและการทหารในระดับที่สมเหตุสมผล แต่ไม่แสดงอาการโกรธ หรือ ยั่วยุสวนกลับให้สถานการณ์บานปลาย ควรใช้สื่อ การศึกษา และกรอบวัฒนธรรม เป็นเครื่องมือเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ให้กับประชาชน
  4. แยกแยะระหว่างฝ่ายตรงข้ามกับเพื่อนมนุษย์ ชี้แจง แยกแยะสิ่งที่เกิดขึ้น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้การยั่วยุก่อให้เกิดการเหยียดเชื้อชาติ ศาสนา หรือคนจากอีกประเทศอย่างเหมารวม เพราะจะทำลายความเป็นมนุษย์ของเราเอง ชี้ชัดถึงการยึดมั่นในคุณค่าของมนุษยธรรม และใช้สิ่งนี้มาเสริมให้เห็นถึงชาตินิยมที่มีวุฒิภาวะ เช่น ความยุติธรรม ศักดิ์ศรี และสันติภาพ
  5. ส่งเสริมให้มีการอภิปรายและเสนอชาตินิยมแบบมีวิสัยทัศน์ (Visionary Nationalism) โดยให้กลุ่มต่าง ๆ มีบทบาทในเสนอแนะ เพื่อให้เกิดการมองเห็นเป้าหมายระยะยาวของชาติ เช่น ความเป็นผู้นำในภูมิภาค ความมั่นคงทางจิตวิญญาณ และการมีที่ยืนอย่างเคารพได้ในเวทีโลก และกำหนดขอบจำกัดเพื่อไม่ให้การยั่วยุเล็กน้อยบั่นทอนเป้าหมายใหญ่

สรุป ชาตินิยมมิใช่สิ่งที่ควรถูกสรรเสริญหรือประณามโดยสิ้นเชิง หากแต่เป็นพลังทางวัฒนธรรมและการเมืองที่ต้องได้รับการหล่อหลอมอย่างมีสติและวิจารณญาณ เป็นรากฐานที่มั่นคงให้เรายื่นมือไปจับมือผู้อื่นอย่างมั่นใจ สำหรับรัฐที่มีโครงสร้างซับซ้อนและเปราะบาง การผสมผสานระหว่างความรักชาติ การเคารพความหลากหลาย และการวางยุทธศาสตร์อย่างรอบคอบเท่านั้นที่จะสามารถรักษาไว้ซึ่งพลังแห่งชาติที่มั่นคง โดยไม่กลายเป็นภัยคุกคามต่อตนเองหรือต่อผู้อื่น นำไปสู่ชาตินิยมที่มีสติพอจะเลือกเวลาต่อสู้ และมีภูมิปัญญาพอจะรู้ว่าเมื่อไรควรนิ่ง การรับรู้และยอมรับได้กับการยั่วยุในบางสถานการณ์จึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือสัญญาณของความมั่นใจในพลังของชาติ และเป็นการปกป้องความสามัคคีภายในจากการถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามนั่นเอง


Leave a comment