อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

มนุษย์ได้จัดวางระบบความคิดและความเชื่อขึ้นเพื่อต้องการความเชื่อมั่นที่สามารถยืนยันได้ว่า สิ่งที่ตนเองรับรู้และสรุปเป็นความรู้นั้นเป็นสิ่งที่แน่นอน และถูกต้อง แต่ความแน่นอนและความถูกต้องที่ใช้เหตุผลไม่สามารถตอบสนองความรู้สึกได้ ทั้งพบว่า ความรู้สึกก็เป็นส่วนหนึ่งของความรู้ด้วย และเป็นความรู้ที่ตอบสนองต่อส่วนที่สร้างความพึงพอใจที่เกิดขึ้นของตนเอง การค้นคว้าหาความรู้จึงได้จัดวางกรอบการค้นคว้าสิ่งต่าง ๆ ในโลก ออกเป็น 3 เรื่อง คือ ความจริง ความดี และความงาม ด้วยความเชื่อที่ว่า ทั้ง 3 เรื่อง เป็นสิ่งที่เป็นอยู่ตามสภาพความเป็นจริง ความเป็นจริงที่ประกอบด้วยสสารและจิต

การแยกเกณฑ์เพื่อเป้าหมายการสร้างความรู้

การจัดวางระบบความรู้ของมนุษย์ที่เกิดขึ้น จึงยึดถือทั้ง 3 เรื่องเป็นกรอบในการคิดสร้างความรู้ ด้วยความสนใจใคร่รู้ในสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ซึ่งรวมเข้ากับความรู้สึกภายในจิตตนเอง นักปรัชญาต่างมุ่งค้นคว้าในเรื่องเหล่านี้ และได้แยกแยะประเด็นความรู้ต่าง ๆ ออกเป็นส่วน ๆ ทั้งนี้เพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจและง่ายต่อการศึกษาค้นคว้า ทั้งเพื่อให้เกิดความสะดวกในจัดหมวดหมู่การศึกษาค้นคว้า ประเด็นต่าง ๆ จึงถูกแยกแยะและขยายออกจนซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ มาเป็นลำดับ ความใคร่รู้จึงพัฒนาการเป็นความรู้และความเชื่อต่าง ๆ ที่แตกต่างกันออกไป จนกระทั่งเกิดความเชื่อมั่นว่า ระบบความคิดและความเชื่อที่มนุษย์ได้พิสูจน์มาแล้วนั้น เป็นแนวความคิดที่น่าเชื่อถือได้ จึงยึดถือไว้ใช้เป็นมาตรการเพื่อการศึกษาในเรื่องอื่น ๆ ต่อไป การกระทำดังกล่าวได้กระทำสืบต่อกันมาจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในวิธีคิดเพื่อการศึกษาค้นคว้าในแต่ละเรื่อง

ความเชื่อมั่นที่ได้จากการแยกเกณฑ์เพื่อการสร้างความรู้ต่าง ๆ ทำให้เกิดความรู้ ต่าง ๆ อย่างหลากหลายสาขา เพราะการแยกเกณฑ์เป็นการแยกแยะประเด็นในแต่ละประเด็นให้ชัดเจน ซึ่งกระบวนการคิดที่ดำเนินการคือ การแยกแยะค้นคว้าแต่ละเรื่องแล้วสรุปผล นำผลที่สรุปจากการแยกแยะในแต่ละเรื่องมาสรุปรวมเป็นเรื่องที่ได้ตั้งประเด็นไว้ในครั้งแรก ซึ่งเป็นผลรวมสรุปมาจากทั้งเหตุผลที่มาจากความรู้สึกและเหตุผลที่มาจากความเข้าใจในการคิดเชื่อมโยงในแต่ละประเด็นสร้างเป็นความรู้ต่าง ๆ ที่หลากหลาย ดังที่พบเห็นได้ในระบบความรู้ของมนุษย์

การแยกเกณฑ์เพื่อค้นหาอรรฆธรรม

อรรฆธรรมเป็นเกณฑ์ความรู้เชิงคุณค่าซึ่งเป็นคุณค่าที่รับรู้ได้จากความรู้สึกและการใช้เป็นเหตุผล อรรฆธรรมจึงเป็นเกณฑ์หนึ่งที่มนุษย์พยายามศึกษาค้นคว้าด้วยระบบการใช้เหตุผลเชิงความคิดว่า จริยศาสตร์เป็นเรื่องมาตรการทางความดีที่ต้องการให้คุณค่าแก่ความประพฤติของมนุษย์ และความงามเป็นมาตรการให้คุณค่าแก่วัตถุที่ต้องการบอกว่า สิ่งนั้นมีคุณค่ามากน้อยเพียงใด โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ดีขึ้น ตามกรอบความต้องการของมนุษย์ที่สร้างความเชื่อมั่นด้วยความรู้เชิงคุณค่าซึ่งมีประเด็นการสร้างความเชื่อมั่น 2 ประการ ประการแรก คือ ความเชื่อมั่นที่ได้จากระบบการคิดเชิงเหตุผล และประการที่สอง คือ ความเชื่อมั่นที่ได้จากการอนุมานจากความรู้สึก

ความเชื่อที่ได้จากการคิดเชิงเหตุผล อิมมานูเอล คานท์ได้แสดงทรรศนะไว้ว่า การคิดเชิงเหตุผลเป็นความเชื่อมั่นที่ได้เป็นความรู้นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากภายนอกโดยผ่านกลไกทางสมองเป็นขั้น ๆ แต่ละขั้นให้ความรู้แก่เราในระดับต่าง ๆ กัน ซึ่งมี 3 ขั้น คือ

1) ความรู้ระดับประสบการณ์ซึ่งเป็นกลไกขั้นแรก เรียกว่า แบบแห่งความรู้สึกมีอยู่ 2 ขั้น คือ ห้วงเทศะและเวลา (Space and Time) ได้ความรู้เป็นประสบการณ์เฉพาะหน่วยของแต่ละบุคคล

2) ความรู้ระดับวิชาการ เป็นความรู้สากลผ่าน 12 แบบแห่งความเข้าใจซึ่งมี 4 ชั้น ๆ ละ 3 ช่อง ความรู้ต่างประเภทกัน จะผ่านช่องต่าง ๆ กันไป มีกลไกเรียกว่า สคีมาตา (Schemata) คอยป้อนให้เข้าถูกช่อง ความรู้ประสบการณ์เฉพาะหน่วยนี้ ในขั้นที่ 1 ถ้าผ่านกลไกขั้นตอนที่ 2 ต่อไปก็กลายเป็นข้อมูลของความรู้สากล โครงสร้างของกลไกขั้นตอนที่ 2 เรียกว่า แบบบริสุทธิ์แห่งความเข้าใจ

ความเชื่อมั่นที่ได้จากความรู้สึกนั้น คานท์ได้ให้เหตุผลไว้ว่า ความรู้สึกที่เกี่ยวกับความงามไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผล เพราะผ่านตรงเข้าสู่ความรู้สึกได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เหตุผล ซึ่งเป็นเหตุผลปฏิบัติ (Practical reason) และเหตุผลการตัดสิน (Judgement reason) เป็นสมรรถภาพที่ทำหน้ารับรู้สุนทรียภาพและเป้าหมายของชีวิต กำหนดบทบาททำการเชื่อมต่อระหว่างโลกแห่งความจำเป็นกับโลกแห่งเสรีภาพนั้นไม่จำเป็นต้องแยกออกจากกัน เพราะในการตัดสินใจเลือกตัดสินนั้น มนุษย์ใช้ความรู้สึกตัดสินมากกว่าใช้เหตุผล ดังนั้นในการตัดสินใจเชิงคุณค่าที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกนั้น เป็นคุณค่าที่เกิดขึ้นจากความรู้สึก

เหตุผลความเชื่อมั่นทั้ง 2 ประการ คือ 1) ความเชื่อมั่นที่มาจากการอนุมานจากความรู้สึก 2) ความเชื่อมั่นที่มาจากความเข้าใจเชิงเหตุผล นักปรัชญาตะวันตกนำความเชื่อมั่นทั้ง 2 ประการมาเป็นเกณฑ์การตัดสินเชิงคุณค่า และได้ให้ทรรศนะที่เกี่ยวกับกรอบมาตรการจริยะไว้ 2 กรอบ คือ กรอบมาตรการจริยะตามแนวคิดศาสนา ที่ยึดถือโลกหน้าเป็นมาตรการของความดีและกรอบมาตรจริยะตามแนวคิดปรัชญา ซึ่งกรอบแนวคิดมาตรจริยะตามแนวคิดปรัชญาที่ได้ใช้เป็นทรรศนะในเรื่องเกณฑ์การตัดสินเชิงคุณค่าที่เกี่ยวกับ ความดี ความไม่ดี คานท์ได้ให้ทรรศนะที่เกี่ยวเกณฑ์การตัดสินเชิงคุณค่าไว้ว่า มนุษย์มีปัญญา ปัญญาของมนุษย์มีสมรรถภาพคิด 3 อย่าง กล่าวคือ

1) เป็นเรื่องเหตุผลบริสุทธิ์ (pure reason) เป็นเรื่องการรับรู้เชิงวิชาการ ซึ่งเป็นคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นการใช้โครงสร้างทางปัญญาของมนุษย์ และให้ข้อเท็จจริงเชิงข้อมูล

2) เป็นเรื่องเหตุผลปฏิบัติ (practical reason)ซึ่งเรื่องคุณค่าทางจิตใจเป็นความรู้แบบอัชฌัตติกญาณคือเห็นแจ้งในกฎศีลธรรมและสิ่งเหนือธรรมชาติโดยตรงไม่ต้องใช้เหตุผล ซึ่งรับรู้ในเรื่องศีลธรรมและศิลปะ

3) เป็นเรื่องเหตุผลการตัดสิน (Judgement reason) ที่กำหนดบทบาทและทำการเชื่อมต่อระหว่างโลกแห่งความจำกับโลกแห่งเสรีภาพ เหตุผลการตัดสินเป็นกิจกรรมทางปัญญา ปัญญาจะตัดสินได้เมื่อเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทำการ (ประธาน) กับการกระทำ (การแสดง) ซึ่งการตัดสินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ข้อตัดสินวิเคราะห์และข้อตัดสินสังเคราะห์ ข้อตัดสินวิเคราะห์คือ การตัดสินการกระทำของภาคแสดงซึ่งอยู่ผู้ทำการ ส่วนข้อตัดสินสังเคราะห์คือ ข้อตัดสินที่ความหมายของภาคแสดง ซึ่งอยู่ที่ความสัมพันธ์ที่เข้ากันได้โดยไม่มีข้อโต้แย้งและไม่ต้องทดสอบด้วยประสบการณ์ ข้อตัดสินสังเคราะห์มี 2 ประเภทย่อยตามลักษณะความสัมพันธ์ คือ 1) ข้อตัดสินที่จำเป็น จัดเป็นสังเคราะห์ก่อนประสบการณ์ (synthetical a priori) ในเรื่องที่จำเป็น 2) ข้อตัดสินที่ไม่จำเป็น จัดสังเคราะห์หลังประสบการณ์ (synthetical a posteriori) ส่วนข้อตัดสินวิเคราะห์นั้นจัดเป็นประเภทก่อนประสบการณ์เสมอ เพราะภาคแสดงอยู่ประธาน

ทรรศนะของคานท์ได้ยืนยันว่า ผัสสะและเหตุผลให้ความจริงแค่ขั้นประสบการณ์เท่านั้น (Phenomena) และความเป็นจริงปรากฏอยู่ภายนอก (noumena) สมอง สมองมนุษย์มีศักยภาพขั้นปัญญาซึ่งเรียกว่า อัชฌัตติกญาณ (Intuition) ซึ่งเป็นเหตุผลปฏิบัติ ซึ่งเป็นการหยั่งรู้โดยการคิดเชื่อมโยงด้วยการคิดเชิงอนุมานที่ต้องยอมรับกฎ 5 ข้อ กล่าวคือ

1) เป็นแนวปฏิบัติที่ทุกคนทำได้

2) ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน

3) อยู่ในสังคมที่มีกรอบจริยธรรมเดียวกัน

4) หลักส่วนตัวขัดกับหลักส่วนรวมไม่ได้

5) แต่ละคนมีหน้าที่ให้ทุกคนปฏิบัติหลักโดยส่วนรวม

กรอบหน้าที่จึงเป็นเกณฑ์มาตรฐานของความดี ซึ่งจะมีคำสั่ง 2 คำสั่ง คือ สั่งโดยมีเงื่อนไข และสั่งโดยเด็ดขาด ด้วยเป็นสำนึกในหน้าที่ เกณฑ์มาตรฐานเรื่องความดี จึงเป็นเกณฑ์เรื่องสำนึกในหน้าที่ตามแนวคิดของคานท์ และคานท์ได้ให้ทรรศนะไว้ว่า “สิ่งงามเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งดีทางศีลธรรม” (The beautiful is the symbol of the morally good) ซึ่งเป็นการสัมพันธ์กันในลักษณะเปรียบเทียบ

นอกจากเกณฑ์ในเรื่องสำนึกในหน้าที่แล้ว ยังมีเกณฑ์ประโยชน์นิยม ซึ่งยึดถือประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลักในการตัดสิน เกณฑ์ประโยชน์ส่วนตัว ตามแนวคิดของเบนเธิม (Jeremy Bentham, 1748 – 1852) และเกณฑ์ประโยชน์ส่วนรวม ตามแนวคิดของจอห์น สจ๊วต มิล (John Stuart Mill, 1806 – 1873) และเกณฑ์ที่ยึดถือประเพณีแต่ละท้องถิ่น

เกณฑ์การตัดสินเชิงคุณค่า ตามแนวของนักปรัชญาตะวันตก แบ่งออกเป็น 2 เรื่อง คือ เกณฑ์การตัดสินเชิงคุณค่าทางด้านจริยศาสตร์ และเกณฑ์การตัดสินเชิงคุณค่าทางด้านสุนทรียศาสตร์ เกณฑ์การตัดสินเชิงคุณค่าทางด้านจริยศาสตร์ใช้กรอบการมองใน 2 เรื่อง คือ ปรวิสัย (Objective) และอัตวิสัย (Subjective) เกณฑ์ปรวิสัยถือว่ามีจริงในธรรมชาติถือว่าเป็นคุณค่าที่ไม่แน่นอน ส่วนอัตวิสัยถือว่ามีจริงในความคิดถือว่าเป็นคุณค่าที่แน่นอน
เกณฑ์การตัดสินคุณค่าทางด้านสุนทรียศาสตร์ ใช้กรอบการมอง 2 เรื่อง คือ วัตถุวิสัย (Objective) และอัตวิสัย (Subjective) เกณฑ์ถือว่ามีจริงในธรรมชาติถือว่าเป็นคุณค่าที่ไม่แน่นอน ส่วนอัตวิสัยถือว่าไม่ได้มีจริงในธรรมชาติ ซึ่งในแต่ละทรรศนะมีขอบเขตของการมองที่ต้องการชี้แนะให้เห็นว่า ความงามมีอยู่จริง

เหตุผลของฝ่ายที่ยืนยันและเชื่อว่าเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาตัดสินในเรื่องความดีและความงามนั้นต้องแยกออกจากกัน เพราะเหตุผลที่นำอ้างในเรื่องความงามไม่ได้กล่างถึงเรื่อง “ความประพฤติของมนุษย์” ทั้งนี้เพราะเชื่อว่า ความดีเป็นเรื่องของความประพฤติของมนุษย์ ส่วนความงามนั้น เป็นเรื่องความรู้สึกที่มนุษย์คิดการประเมินค่าวัตถุว่ามีค่าทางด้านจิตใจมากน้อยเพียงใด ไม่ควรนำมารวมกัน และไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์การตัดสินเชิงคุณค่า

เกณฑ์อรรฆธรรมที่ถูกจัดวางระบบการคิดเชิงเหตุผลมาความเข้าใจและความรู้สึกซึ่งเป็นระบบคิดจากระบบความรู้ ดังนั้น หลักประกันความเชื่อมั่นในระบบความรู้จึงใช้เป็นหลักประกันความเชื่อมั่นสำหรับเกณฑ์อรรฆธรรม (เกณฑ์เชิงความรู้เชิงคุณค่า) ด้วย ข้อดีของการแยกเกณฑ์อรรฆธรรมมีดังนี้
1. การแยกเกณฑ์เพื่อค้นหาอรรฆธรรมทำให้เกิดระบบการจัดการอรรฆธรรมอย่างเป็นระบบ ระบบความรู้ที่เกี่ยวกับอรรฆธรรมที่นักปรัชญาแต่สำนักได้แสดงทรรศนะไว้นั้น เป็นการแสดงความคิดและความเชื่อโดยใช้กรอบวิธีการมอง 2 เรื่อง คือ วัตถุวิสัยหรือ ปรวิสัย (Objective) และอัตวิสัย (Subjective) ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินคุณค่าอรรฆธรรมว่ามีจริงในธรรมชาติหรือไม่ ถ้าถือว่ามีจริงในธรรมชาติก็ถือว่าเป็นคุณค่าที่แน่นอน ส่วนอัตวิสัยถือว่าไม่ได้มีจริงในธรรมชาติ แต่มีอยู่ทรรศนะของแต่ละคน ซึ่งในแต่ละทรรศนะมีขอบเขตของการมองที่ต้องการชี้แนะให้เห็นว่า ความงามมีอยู่จริง ตามแต่ละทรรศนะ การจัดวางระบบเช่นนี้ทำให้ง่ายต่อการเข้าใจ โดยศึกษาความเป็นจริงของความประพฤติดีและความงาม ตัวอย่างเรื่อง ความประพฤติดีได้วางระบบไว้ว่า ต้องเชื่อว่ามีความประพฤติดี เมื่อมีความเชื่อว่ามีจริงจึงต้องศึกษาว่าที่เชื่อว่ามีจริงนั้นมีจริงเป็นอย่างไร เชื่อว่าความประพฤติดีมีจริงที่เป็นลักษณะแบบปรวิสัยหรืออัตวิสัย ถ้าเชื่อว่าความประพฤติดีเป็นปรวิสัยหรือความประพฤติดีเป็นอัตวิสัยนั้น มีรายละเอียดตามความเชื่ออย่างไรบ้าง ระบบที่จัดวางไว้ตามลำดับนี้เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์แบบแยกเกณฑ์ ระบบของความงามก็มีวิธีการคิดเช่นเดียวกับความประพฤติดี

2. การแยกเกณฑ์เพื่อค้นหาอรรฆธรรมทำให้เห็นองค์ประกอบโดยรวมของอรรฆธรรมในแต่ละประเด็น ข้อดีของการแยกเกณฑ์นอกจากจัดวางระบบความรู้ที่เกี่ยวกับอรรฆธรรม ยังให้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าองค์ประกอบย่อยของแต่ละเรื่องที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นระบบความรู้ของอรรฆธรรม ดังเช่นเรื่อง ความงาม เชื่อว่าความงามมีจริง เมื่อมีความเชื่อว่าความงามมีจริงจึงต้องศึกษาว่าความงามมีจริงอย่างไร เชื่อว่าความงามที่มีจริงนั้นเป็นปรวิสัยหรืออัตวิสัย ถ้าเชื่อว่าความงามเป็นปรวิสัยหรือความงามเป็นอัตวิสัยนั้น มีรายละเอียดตามความเชื่อนั้นอย่างไรบ้าง นักปรัชญาแต่ละกลุ่มตามความเชื่อต่างก็มีวิธีคิดที่แตกต่างกัน องค์ประกอบย่อยของความประพฤติดีก็มีวิธีการคิดเช่นเดียวกับความงาม

3. การแยกเกณฑ์เพื่อค้นหาอรรฆธรรมทำให้เห็นความแตกต่างและความเหมือน ข้อดีของการแยกเกณฑ์อรรฆธรรมที่เป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์ความรู้คือทำให้สามารถแยกแยะความต่างและความเหมือนในรายละเอียดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระของความประพฤติดี (จริยศาสตร์) กับความงาม (สุนทรียศาสตร์) ได้ชัดเจน ดังที่ได้อธิบายเรื่องระบบการจัดวางระบบอรรฆธรรมไว้ในข้อที่ 1 และ 2 ในตอนต้นจะเห็นจากตัวอย่างทั้ง 2 เรื่องมีความแตกต่างและความเหมือนกัน ประเด็นที่เกี่ยวกับความเหมือนในระบบความรู้ทั้ง 2 เรื่อง ที่เห็นได้ชัดในกรอบความคิดเรื่องปรวิสัยและอัตตวิสัย สำหรับประเด็นที่เกี่ยวกับความแตกต่าง จะเห็นได้จากรายละเอียดที่มีความแตกต่างกัน

4. การแยกเกณฑ์เพื่อค้นหาอรรฆธรรมทำให้สามารถศึกษาในรายละเอียดในแต่ละประเด็นได้ชัดเจน ข้อดีของการแยกเกณฑ์เพื่อการศึกษาค้นคว้าเนื้อหาสาระอรรฆธรรมในเรื่องความประพฤติดี (จริยศาสตร์) และความงาม (สุนทรียศาสตร์) ลำดับการแยกเกณฑ์เพื่อการค้นคว้าในรายละเอียด ซึ่งในแต่ละประเด็นถูกแบ่งย่อยไปตามลำดับ ดังที่ได้อธิบายระบบการจัดวางเนื้อหาสาระของอรรฆธรรมไว้ในข้อที่ 1 และ 2 ในตอนต้น ตัวอย่าง เรื่อง ความประพฤติ ตามแนวคิดสุขนิยม (eudemonism) ตามแนวคิดของนักปรัชญากรีก คือ กลุ่มผู้แสวงหาความสุขในโลกนี้ที่สำคัญ มีดังนี้

ลัทธิซาฟิสม์เป็นลัทธิเดียวของกรีกที่อยู่ฝ่ายอัตวิสัย คือ ถือว่าไม่มีมาตรการตายตัวแน่นอนสำหรับตัดสินความประพฤติดี ดังที่โพรแทรเกอเริส (Protagorasm, 490 – 420 BC.) เจ้าลัทธิคนหนึ่งแถลงเป็นสูตรไว้ว่า “คนเป็นมาตรการวัดทุกสิ่ง” (Man is the measure of all things.)
ลัทธิรตินิยม (Hedonism) มีทรรศนะที่ถือว่าความพึงพอใจ (pleasure) เป็นสิ่งประเสริฐที่สุดหรือเป็นความดีสูงสุดของชีวิต ทรรศนะนี้สอนให้บุคคลมุ่งแสวงหาความสุขทางผัสสะ หรือความสุขสบาย หรือโลกีสุขในชีวิตปัจจุบัน
ลัทธิเอพิคิวเรียน (Epicureanism) คำสอนของลัทธินี้เน้นการเสพความสุขให้นานที่สุด มีลักษณะเป็นสสารนิยม (Materialism) ที่เชื่อว่าสสารเท่านั้นที่เป็นจริง วิญญาณของมนุษย์ก็มีลักษณะเป็นสสารจึงมีความแตกดับเช่นเดียวกับสสาร ไม่มีโลกหน้าที่มนุษย์จะได้รับการพิจารณาความดีความชั่ว ขณะยังมีชีวิตอยู่จึงควรแสวงหาความสุขให้แก่ตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้และให้นานที่สุด
ลัทธิสโทว์อิก (Stoicism) ถือว่าจักรวาลดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ตายตัว หากมนุษย์ใช้เหตุผลก็จะเข้าใจกฎเกณฑ์เหล่านี้และจะรู้ว่าตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ความรู้และความเข้าใจนี้ จะทำให้จิตใจสงบ ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ความสงบของจิตใจ ซึ่งจะเกิดได้ เมื่อมนุษย์ไม่เอาตัวเองไปผูกพันกับความพึงพอใจที่เกิดจากวัตถุนอกกาย อิสรภาพที่แท้จริง คือ การหลุดพ้นจากการบีบคั้นของโลกภายนอก การข่มใจตนเองเป็นหนทางไปสู่อิสรภาพนี้
ลัทธิซีนิก (Cynicism) เชื่อว่าชีวิตที่ถูกต้องและมีคุณธรรมเกิดจากการประพฤติปฏิบัติให้เป็นอิสระจากเหตุการณ์และปัจจัยภายนอกตัวมนุษย์ทั้งปวงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อิสรภาพนี้จะบรรลุถึงได้ก็โดยการเอาชนะความปรารถนาทางด้านร่างกาย
สาระที่นำมากล่าวในที่นี้เป็นสาระที่นำมาสรุปเพื่อชี้ให้เห็นว่า การแยกเกณฑ์นั้นมีข้อดีที่สามารถศึกษาในรายละเอียดได้ชัดเจนมากขึ้น

กล่าวโดยสรุป ข้อดีของการแยกเกณฑ์เพื่อค้นหาอรรฆธรรมทำให้มนุษย์สามารถจัดวางระบบความรู้ของอรรฆธรรม แยกแยะความรู้ออกเป็นรายละเอียดปลีกย่อยเป็นลำดับขั้น ร้อยเรียงให้เห็นเป็นเรื่องราวได้ชัดเจน โดยใช้ระบบการคิดเชิงเหตุผลตามความเข้าใจของแต่ละบุคคล ทั้งใช้ระบบการรับรู้โดยประสาทสัมผัสที่ใช้ความรู้สึกของแต่ละบุคคล เมื่อนำมาผนวกรวมกันเพื่อใช้เป็นเกณฑ์การประเมินเชิงคุณค่าของความประพฤติดี (จริยศาสตร์) และความงาม (สุนทรียศาสตร์) เพื่อยืนยันว่าความรู้ที่มนุษย์ได้สร้างสรรค์ขึ้นนั้นมีคุณค่าต่อมนุษยชาติอย่างไร


Leave a comment