อ.ดร.รวิช ตาแก้ว
ชนชาติไทยเป็นชนชาติในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้(อุษาคเณย์)มีจารีตประเพณีความเชื่อถือของตน คือ ลัทธินับถือภูตผี ประมวล พิมพ์เสน ครูภูมิปัญญาไทยด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย เล่าว่า คนไทยมีความเชื่อว่า ทุกสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ได้แก่ ภูเขา ทะเล สิงห์สาราสัตว์ ต้นไม้มีความศักดิ์สิทธิ์ สิงสถิตย์อยู่เช่นเดียวกับวิญญาณบรรพบุรุษหรือบุคคล สามารถให้คุณและโทษแก่มนุษย์ได้ หัวหน้าเผ่าเป็นผู้ปกครองมีกฎเกณฑ์และระเบียบสำหรับใช้เพื่อควบคุมความประพฤติ ความเป็นอยู่ของชุมชน มีความรู้ความสามารถในการทำเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตของตน ซึ่งนักโบราณคดีทำการวิจัยหาอายุสมัยของโบราณวัตถุเหล่านั้น พบว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี
โชติ กัลยาณมิตร นักประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม ได้กล่าวถึง แนวคิดในการนับถือผีจนกลายเป็นขนบธรรมเนียม และประเพณีไว้ว่า
“…การนับถือผีของคนไทยในอดีตนั้นมีลำดับขั้นที่มีความซับซ้อนอย่างมาก เริ่มต้นด้วยการนับถือ “ผีเรือน” ถือกันว่าเป็นผีบรรพชนที่คอยคุ้มครองพิทักษ์รักษาลูกหลานที่ยังมีชีวิตอยู่ ผีเรือนนี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้รักษาจารีตประเพณีและศีลธรรมส่วนรวมให้อยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยกฎหมายบ้านเมือง บ้านเรือนทุกหลังจะมีผีเรือนรักษาคุ้มครอง บุคคลนอกครัวเรือนจะเคารพสิทธิของเจ้าของเรือนโดยไม่กล้าล่วงละเมิดเข้าไปในบริเวณที่เป็นส่วนเฉพาะ บุคคลในครัวเรือนจะไม่ประพฤติผิดจารีตประเพณี เพราะอาจทำให้ผีเรือนบันดาลให้เกิดโทษหรือความเจ็บป่วยให้แก่ผู้ล่วงละเมิดได้การระวังรักษาจารีตประเพณีในครัวเรือนของแต่ละครัวเรือนก็เท่ากับเป็นพื้นฐานการศึกษาจารีตประเพณีของชุมชนโดยส่วนรวม
นอกจากผีเรือนที่มีประจำในแต่ละบ้านแล้วก็ยังมีการตั้งศาลผีบรรพบุรุษของชุมชนเป็นส่วนรวมขึ้นด้วย การตั้งถิ่นฐานของคนในอดีตนั้น ถ้าหากจะอพยพจากถิ่นหนึ่งไปยังอีกถิ่นหนึ่งแล้ว เมื่อตั้งหลักฐานลงใหม่ในถิ่นใดก็มักจะสร้างศาลให้ผีบรรพบรุษุของตนซึ่งเชื่อว่าติดตามมาคุ้มครองรักษาขึ้นไว้ด้วย ดังเช่นที่เรียกกันว่า “ศาลปู่ตา” หรือ “หลาทวด” ตามวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ ศาลบรรพบุรุษโดยทั่วไปแล้วก็คือศาลหลักบ้านนั่นเอง…
สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา สถาปนิก จิตรกรและศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะสถาปัตยกรรม ได้กล่าวถึงร่องรอยชนแถบสุวรรณภูมิได้รับอารยธรรมและวัฒนธรรมจากอินเดียไว้ว่า
…เมื่อชนเผ่าอารยันบุกเข้าไปในภาคเหนือของอินเดีย ชาวอินเดียดั้งเดิมในแถบนนั้น จำนวนหนึ่งต้องร่นถอยมาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จนถึงเอเชียอาคเนย์ การอพยพมาในครั้งนั้นคงได้เอาคติและความเชื่อถือบางสิ่งบางอย่างติดตัวมาด้วย ต่อมาพ่อค้าชาวอินเดียรุ่นแรกๆ ซึ่งได้มาค้าขายในแหลมมลายูได้นำลัทธิฮินดูและความคิดเกี่ยวกับภูมิจักรวาลติดตัวมาเผยแผ่ด้วย ในที่สุดในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ศาสนาพุทธและรูปจำลองภูมิจักรวาลได้ถูกนำมาเผยแผ่ในสุวรรณภูมิและในภาคกลางของประเทศสยามเป็นครั้งแรก ตามที่ได้กล่าวมานี้แนวความคิดเกี่ยวกับระบบจักรวาล หรือภูมิจักรวาล ที่ได้ถูกนำมาใช้ในเอเชียอาคเนย์น่าจะเป็นเรื่องของสัญชาตญาณดั้งเดิม ผสมกับแนวความคิดในระยะต่อมาจากประสบการณ์อันสืบเนื่องจากการอพยพลึกเข้าสู่พื้นทวีปจนจรดเชิงเขาหิมาลัย การเผยแพร่ไปมาของแนวความคิดเกี่ยวกับภูมิจักรวาลจึงคงมีลักษณะเป็นวัฏจักร ผลก็คือสัญชาตญาณดั้งเดิมได้ถูกครอบด้วยแนวความคิดซึ่งตั้งบนพื้นฐานอันเต็มไปด้วยระบบแบบแผนตามปรัชญาฮินดูและพุทธ คนไทยได้รับแนวความคิดดังกล่าวไว้ดังนี้
1) ยอมรับสิ่งเหล่านี้อย่างปราศจากปัญหา และคติที่รับมาก็ได้ปรากฏออกมาในทางศิลปะสถาปัตยกรรมในลักษณะที่เพียบพร้อมไปด้วยระบบแบบแผน ซึ่งโดยที่จริงระบบแบบแผนก็คือเครื่องมือในการปกครองที่สำคัญอย่างยิ่ง
2) ยอมให้วัฒนธรรมอันเต็มไปด้วยระบบแบบแผนอยู่ร่วมกันได้อย่างดีกับสัญชาตญาณดั้งเดิมซึ่งไม่ขึ้นกับระบบแบบแผน
3) คนไทยมีสัญชาตญาณซึ่งไม่อาจจะระงับได้อยู่อย่างหนึ่งคือ ชอบดัดแปลงกฎเกณฑ์หรือสิ่งที่มีระบบแบบแผนมากเกินไป ในกรณีนี้ก็คือเมื่อรับวัฒนธรรมดังกล่าวมาแล้ว ก็มาดัดแปลงแก้ไขเอาเองหลายอย่าง แนวโน้มนี้ทำให้ศิลปะสถาปัตยกรรมไทยมีลักษณะพิเศษในตัวเองขึ้นมา…
ทรรศนะที่กล่าวว่า คนไทยมีสัญชาตญาณอยู่อย่างหนึ่งคือชอบดัดแปลงกฎเกณฑ์นั้น สอดคล้องกับแนวคิดของ พิสิฐ เจริญวงศ์ นักประวัติศาสตร์ ได้แสดงทรรศนะที่เกี่ยวกับอัตลักษณ์ของคนไทยไว้ว่า
…อัตลักษณ์ของประเทศไทยจึงหมายถึงความเป็นเมืองไทยซึ่งแตกต่างกับที่อื่นๆ จนเห็นได้ชัด ในที่นี้จะชี้ให้เห็นข้อหนึ่งที่เด่นที่สุด คือ การที่คนในประเทศไทยสามารถรับการผสมผสานวัฒนธรรมของคนหลายเผ่าพันธุ์ไว้เป็นวัฒนธรรมเดียว คือ วัฒนธรรมไทย โดยไม่ได้ทำลายวัฒนธรรมย่อยในระดับท้องถิ่นเลย
ปรากฏการณ์เช่นนี้นับเป็นเรื่องแปลก ซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของสังคมไทยโดยเฉพาะ ไม่เข้ากับ “ตัวแบบ” ที่นักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยาสร้างขึ้นเพื่อศึกษาสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะประเทศในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่รวมตัวอยู่ด้วยกันด้วยผลทางการเมืองเกือบจะอย่างเดียวไม่ค่อยยอมผสมผสานวัฒนธรรมต่างๆ เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน…
จากแนวคิดดังกล่าว หม่อมราชวงศ์ศึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี (2518-2519) และนักวิชาการด้านปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ และนักเขียน ได้แสดงทรรศนะที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมไทยไว้ในคำนำของหนังสือชุด ลักษณะไทย ไว้ว่า
วัฒนธรรมของชนชาติอื่นที่คนไทยรับมาอุปถัมภ์นั้น น่าจะได้ผ่านการเลือกเฟ้นของคนไทยมาแล้วในอดีต สิ่งใดที่เห็นว่าดีงามหรือเห็นชอบหรือตรงกับความเชื่อถือที่เป็นพื้นฐานดั้งเดิมก็รับเอาไว้แล้วทำให้งอกเงยต่อมา สิ่งใดที่ได้ปลูกลงไว้ด้วยมือของคนอื่น เมื่อคนไทยได้รับเอามาแล้วก็จะฟักฟูมให้เจริญงอกเงยด้วยน้ำมือและด้วยน้ำใจของคนไทย ทำให้สิ่งนั้นมีลักษณะเป็นไทยขึ้นมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ได้กลายเป็นวัฒนธรรมไทยโดยสมบูรณ์คงอยู่เป็นลักษณะไทยต่างๆ ซึ่งจะได้นำมาแสดงให้เห็นในหนังสือชุดนี้
การปลูกฝังวัฒนธรรมนั้นจะต้องกระทำด้วยความเชื่อถือ และด้วยความเห็นว่าสิ่งที่กระทำนั้นถูกต้อง มิฉะนั้นก็จะไม่กระทำ ศาสนาทั้งปวงเป็นเรื่องของความเชื่อและความเห็นถูกเห็นผิด วัฒนธรรม จึงมีความผูกพันอยู่กับศาสนาเป็นใหญ่ ศาสนาใหญ่ๆ ในโลกนี้ เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู ศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม ต่างก็มีวัฒนธรรมของตนเอง แม้แต่วัฒนธรรมของชนชาติกรีกและโรมันในสมัยโบราณนั้นก็มีความผูกพันอยู่กับศาสนาที่ชนชาติทั้งสองนั้นนับถืออยู่และกับปรัชญาที่ชนชาติทั้งสองนั้นเชื่อถืออยู่ในทวีปเอเชียนั้นพอจะแบ่งวัฒนธรรมออกได้เป็นสองภาค คือวัฒนธรรมที่ขึ้นอยู่กับศาสนาที่นับถือเทพยดาฟ้าดิน และลัทธิขงจื๊อ ซึ่งกลมกลืนกันได้เป็นวัฒนธรรมของจีนอันเดียวกัน ส่วนอีกภาคหนึ่งคืออินเดียนั้นมีวัฒนธรรมของศาสนาพุทธและวัฒนธรรมของศาสนาฮินดู ซึ่งถึงจะมีความแตกต่างกันอยู่มากก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ในที่เดียวกันโดยปราศจากความขัดแย้ง
หม่อมราชวงศ์ศึกฤทธิ์ ปราโมช ยังได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับความเป็นมาของวัฒนธรรมไทยไว้ว่า
วัฒนธรรมไทยที่ได้มาจากศาสนาพุทธก็คือวัฒนธรรมในการครองชีพ ได้แก่ ชีวิตความเป็นอยู่ การทำมาหากิน ความสัมพันธ์กับคนอื่นในสังคมเดียวกัน ความเคารพต่อบิดามารดา การอุปการะญาติและบุคคลในครอบครัวเดียวกัน ตลอดไปจนถึงการแต่งกายที่สำรวมและมารยาทในการปฏิบัติตน ไปจนถึงมารยาทในการเสพอาหาร มารยาทเหล่านี้ศาสนาพุทธได้กำหนดไว้ให้พระภิกษุปฏิบัติค่อนข้างจะละเอียดลออมากในพระวินัยหมวดเสขียวัตร์ และคนไทยซึ่งได้บวชเรียนแล้วได้จดจำออกมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันของตนและสอนคนอื่น ๆ ให้ปฏิบัติ ต่อ ๆ มาจนเกิดเป็นธรรมเนียมประเพณีอันแน่นอนอันเป็นส่วนสำคัญในวัฒนธรรมไทย ชีวิตของคนไทยทั่วไปตามปกติสามัญจึงอยู่ใต้วัฒนธรรมที่ได้มาจากศาสนาพุทธเป็นพื้น
หม่อมราชวงศ์ศึกฤทธิ์ ปราโมช ได้สรุปว่า
วัฒนธรรมไทยเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์นั้นเป็นวัฒนธรรมฮินดู แต่ในชีวิตทั่วไปของคนไทยนั้นเป็นวัฒนธรรมพุทธ แต่ทั้งหมดนี้ก็ได้มารวมเป็นวัฒนธรรมไทยด้วยกันปรากฏผลเป็นลักษณะไทยอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้
ด้วยเหตุผลดังที่ได้กล่าวมาแล้วความงามและความดีที่เป็นสมรรถภาพคิดในทรรศนะปรัชญาจากวัฒนธรรมประจำถิ่น จึงเป็นการเลือกผสมผสานในส่วนที่เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย ที่เป็นทั้งแนวคิดวัฒนธรรมพื้นถิ่นไทย วัฒนธรรมฮินดู และวัฒนธรรมพุทธ
กีรติ บุญเจือ ราชบัณฑิตสาขาปรัชญา ได้สรุปความคิดและความเชื่อในการมองโลกและชีวิตของสังคมไทยไว้ในหนังสืออรรถปริวรรตปรัชญาไทยว่า ความคิดของคนไทยสามารถสังเคราะห์เข้ากับกระบวนทรรศน์ 5 ได้ดังนี้
กระบวนทรรศน์ที่ 1 ปรากฏในวรรณคดีไทยที่เชื่อในอำนาจลึกลับต่างๆ ไม่ว่าเป็นอำนาจไสยศาสตร์ อำนาจผีสางเทวดาที่เป็นศาสนาธรรมฃาติวิทยาหรือวิญญาณนิยม เช่น ความเชื่อเรื่องเรื่องการเข้าทรง ความเชื่อเรื่องขวัญ ความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินเรื่องขุนช้างขุนแผน เรื่องพระอภัยมณี
กระบวนทรรศน์ที่ 2 ความเชื่อเรื่องกฎในศาสนา ซึ่งต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัด ตามความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม ความเชื่อเรื่องพระยุติธรรมของพระเป็นเจ้าในหมู่ชาวไทยคริสต์และชาวไทยมุสลิม วรรณกรรมที่ที่อ้างได้ เช่น เตภูมิกถา
กระบวนทรรศน์ที่ 3 ความคิดที่เข้ากับกระบวนทรรศน์นี้ได้แก่ หนังสือพัฒนาจิตใจตามคติทางศาสนาที่บ่งชัดว่า ทุกอย่างในโลกล้วนอนิจจัง ต้องสละความสุขแบบโลกียะเพื่อแลกกับความสุขสมบูรณ์แบบโลกุตระในโลกหน้า และในหนังสือพระมรรคา (Phra morakha) ที่ชาวไทยคริสต์คาทอลิกนิยมอ่านกัน
กระบวนทรรศน์ที่ 4 ความคิดของคนไทยน่าจะเข้ากับกระบวนทรรศน์นี้ ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงเปิดรับอารยธรรมตะวันตก และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงส่งเจ้านายและสามัญชนไปศึกษา ณ ต่างประเทศ มีคนสนใจออกไปศึกษาหาความรู้ตามมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในยุโรปและอเมริกา การสอนวิชาการต่าง ๆ ในซีกโลกตะวันตกมีปรัชญากระบวนทรรศน์ที่ 4 เป็นพื้นฐาน เมื่อจบการศึกษาเข้ามามีบทบาทก็ได้แสดงความเชื่อตามแนวคิดของกระบวนทรรศน์ที่ 4 เช่น สมัคร บุราวาส หลวงวิจิตรวาทการ นักคิดเหล่านี้เมื่อกล่าวถึงพระพุทธศาสนาก็พยายามอ้างว่าเป็นศาสนาแห่งวิทยาศาสตร์และศึกษาพระพุทธศาสนาแบบวิทยาศาสตร์
กระบวนทรรศน์ที่ 5 เป็นกระแสความคิดใหม่ในปรัชญาโลก ความคิดของคนไทยที่จัดเข้ากับกระบวนทรรศน์นี้ คือกลุ่มคนไทยที่จบการศึกษามาจากต่างประเทศ หรือผู้อ่านมาจากหนังสือภาษาต่างประเทศ สำหรับคนไทยในสังคมไทยที่จัดเข้ากับกระบวนทรรศน์นี้คือ ท่านพุทธทาสภิกขุ (เงื่อม อินทฺปัญโญ)
กระบวนทรรศน์นี้เกิดขึ้นด้วยความคิดและความรู้สึกที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน แก้ไขจุดบกพร่องของความคิดในอดีต โดยเฉพาะประเด็นที่เอื้อต่อสงคราม และสนับสนุนประเด็นที่ส่งเสริมสันติภาพ นักคิดหลังนวยุคจึงได้นำเอาวิธีวางความคิดเป็นกลาง (epoche) ของฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl, 1859 – 1938) และมีเป้าหมายเพื่อศักดิ์ศรีและคุณค่าของมนุษย์ตามแนวคิดของลัทธิอัตถิภาวนิยม ด้วยการวิเคราะห์ภาษาอุดมคติและสามัญของวิทเกินชทายน์ (Ludwig Wittgenstein, 1889 – 1951) วิธีการนี้เรียกว่า วิธีวิจารณญาณ (critical mind)
ฐานความคิดที่ท่านพุทธทาสนำเสนอคือ ศาสนาเป็นเรื่องราวของการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรต่อกันระหว่างมวลมนุษย์บนพื้นฐานแห่งการเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นกระบวนการตีความศาสนาและแนวคิดนี้สอดคล้องกับแนวคิดของฮูสเซิร์ลที่ชักชวนให้ทุกคนใช้วิธีการปรากฎการณ์วิทยา ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นอรรถปริวรรต (Hermeneutics) แบบหลังนวยุค
กล่าวโดยสรุป แนวคิดและความเชื่อในการมองโลกและชีวิตของวัฒนธรรมไทยใช้กรอบความคิดตามแนวพระพุทธศาสนา ดังแผนภาพที่ 1

ความเชื่อและแนวคิดในการมองโลกและชีวิตตามบริบทของวัฒนธรรมไทยมีรากฐานความคิดมาจากความเชื่อประจำถิ่นที่นับถือ “ผี” ซึ่งหมายถึงสิ่งที่ดีและไม่ดีและเมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่มาถึงดินแดนสุวรรณภูมิจึงได้ปรับเปลี่ยนความคิดโดยในระดับประชาชน และในระดับชนชั้นปกครองได้นำเอาแนวคิดของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มาใช้ในการปกครองทั้งในแง่มุมของพิธีกรรมต่าง ๆ เพราะจุดเด่นของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูคือมีพิธีกรรมที่มาสามารถใช้อธิบายในเชิงเหตุผลได้ว่า ทำไมจึงต้องมีการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ขนบธรรมเนียมและวิธีการปฏิบัติตามบริบทวัฒนธรรมไทยจึงมักเป็นพิธีกรรมของพราหมณ์-ฮินดูที่เข้ามาเกี่ยวข้องจนยากในการแยกแยะ
และเมื่อมีศาสนาอิสลามซึ่งมีจุดเด่นในด้านศรัทธาและหลักการปฏิบัติเข้ามาเผยแผ่ในดินแดนสุวรรณภูมิทำให้แนวคิดในการปฏิบัติตามบริบทวัฒนธรรมไทยมั่นใจในวิถีทางปฏิบัติที่ยึดถือกันมามากขึ้น ในระยะแรกแม้ว่าแนวคิดปรัชญาจีนเข้ามาเผยแพร่ แต่เลือกสรรนำมาใช้เพียงบางเรื่องที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของสังคมไทยเท่านั้น
ฐานความคิดและความเชื่อหลักของวัฒนธรรมไทยถูกจัดวางให้เดินตามกรอบความคิดที่เกี่ยวกับไตรภูมิ (เตภูมิกถา) ซึ่งได้รจนาขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยตามกรอบกระบวนทรรศน์ปรัชญายุคกลางที่ต้องการให้ทุกคนปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเพื่อหวังความสุขในโลกหน้า กรอบความคิดเรื่องไตรภูมิมีอิทธิพลต่อกรอบความคิดของวัฒนธรรมไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเกิดมีแนวคิดอื่น ๆ เข้ามา ดังนั้นฐานความคิดและความเชื่อในเรื่องความดีและความงาม จึงเดินตามกรอบความคิดของไตรภูมิ พระพุทธศาสนา และศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ระยะหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในปี พ.ศ.2475 ความคิดเสรีในเรื่องต่าง ๆ เปิดกว้างมากขึ้นจึงมีปัญญาชนบางกลุ่มได้นำเสนอแนวคิดปรัชญาจีนมาเผยแพร่ทำให้ความคิดปรัชญาจีนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะแนวปรัชญาจีนที่ท่านพุทธทาส นำมาตีความใหม่ให้สอดคล้องกับแนวคิดของพระพุทธศาสนา การอธิบายความของท่านพุทธทาสทำให้เกิดเป็นค่านิยมใหม่สำหรับการศึกษาปรัชญาจีน และอีกแนวคิดหนึ่งคือกลุ่มที่นิยมชมชอบลัทธิคอมมิวนิสต์แบบจีน จึงนิยมศึกษาปรัชญาจีนควบคู่ไปกับการศึกษาแนวคิดของมากซ์ ทั้งนี้เพื่อจะได้เข้าใจว่าถ้านำลัทธิคอมมิวนิสต์แบบจีนมาปรับใช้ถ้าต้องดำเนินการ ด้วยเหตุนี้จึงมีกลุ่มนักศึกษาปัญญาชนที่เรียนรู้การใช้ภาษาลาตินและภาษาจีน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการตีความและนำไปสู่การปฏิบัติ
ฐานความคิดและความเชื่อเรื่องความดีและความงามในบริบทวัฒนธรรมไทย จึงมีความหลากหลายมากขึ้น ตามแนวคิดของปัญญาชนนักคิดที่ยึดถือกรอบความคิดที่ตนเองนิยมชมชอบ จึงพยายามอธิบายเรื่องความดีและความงามตามบริบทที่ตนเองต้องการ มาตรการความงามและความดีถือว่าเป็นเรื่องเดียวกัน แต่นำไปใช้ในเรื่องที่แตกต่างกันจึงใช้คำแตกต่างกัน เพราะต้องการสื่อสารเชิงความหมายให้ชัดเจน

Leave a comment