ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
บทนำ
ในยุคที่สังคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างองค์รวม แนวคิดการรู้จักและจัดการตนเอง (know thyself) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในหลากหลายสาขา ทั้งจิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology) และการศึกษาเพื่อการเปลี่ยนแปลงภายใน (Inner Development) (Goleman, 1995; Ryan & Deci, 2000) องค์ประกอบของตัวตน “self” ที่ถูกนำมาศึกษาอย่างมาก ได้แก่ self-awareness, self-love, self-motivation และ self-regulation นอกจานี้ แนวคิด self-aesthetics เองก็ได้เริ่มได้รับการกล่าวถึงมากขึ้นในฐานะคุณลักษณะที่สะท้อนความกลมกลืนระหว่างภายในและภายนอกของบุคคล (Tseelon, 2012)
การเข้าใจต่อตัวตน
การรู้จักตัวจริงของตนเองผ่านกระบวนการในการเข้าใจตนเองอย่างลึกซึ้ง ทั้งในด้านความคิด ความรู้สึก ค่านิยม ความเชื่อ แรงจูงใจ และรูปแบบพฤติกรรมของเราเอง เมื่อเรารู้ว่าตนเองเป็นใคร และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น เราจะสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีทิศทาง ไม่ถูกครอบงำโดยแรงกดดันภายนอก ในเชิงจิตวิญญาณ การเข้าใจตนเองคือ การมองเห็นธรรมชาติของใจ การรู้จักตนเองจึงนำไปสู่ความเป็นอิสระจากอัตตา (ego) การเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงจึงต้องรู้จักระบบ “self” ทั้งหมดเท่าที่เป็นไปได้ ตัวอย่างเช่น
- Self-Aesthetics (ความมีคุณค่าในตนเอง)
Self-aesthetics หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการรับรู้และประเมินคุณค่าในตัวเอง ทั้งด้านรูปลักษณ์ การแสดงออก และคุณค่าภายใน (Tseelon, 2012) ซึ่งไม่ใช่เพียงความสวยงามทางรูปร่างหน้าตา แต่รวมถึงความงดงามทางจิตใจและการดำรงชีวิตอย่างมีสุนทรีย์
การพัฒนา Self-aesthetics ช่วยสร้างภาพลักษณ์ภายในที่มั่นคงและสอดคล้องกับความรู้สึกเชิงบวกต่อตนเอง
self-aesthetics ถูกมองว่ามีความสัมพันธ์กับ self-awareness เพราะการเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้งจะทำให้รู้จักความงามเฉพาะตัวของตนเอง และรู้ว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม
- Self-Awareness (ความตระหนักรู้ในตนเอง)
Self-awareness คือการรับรู้ความคิด ความรู้สึก และแรงขับเคลื่อนของตนเอง (Goleman, 1995) เช่น ความต้องการ และพฤติกรรมของตนเองอย่างชัดเจน เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาองค์ประกอบอื่นทั้งหมด เพราะทำให้บุคคลสามารถมองเห็นทั้งจุดแข็งและจุดที่ควรปรับปรุง
Self-awareness ถูกมองเป็นฐานสำคัญของทุกองค์ประกอบอื่น ๆ เพราะถ้าไม่ตระหนักรู้ในตัวเอง จะไม่สามารถปรับปรุง self-aesthetics, self-love, หรือ self-regulation ได้
Self-awareness จึงมีบทบาทในการช่วยให้บุคคลมองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง และเข้าใจผลกระทบของพฤติกรรมตนต่อผู้อื่นและตนเอง
- Self-Love (ความรักและการยอมรับตัวเอง)
Self-love คือความสามารถที่จะรัก ยอมรับ และเคารพตนเองในทุกด้านโดยไม่ตัดสิน (Neff, 2003) เป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาวะทางจิตใจ
Self-love เป็นผลลัพธ์และตัวขับเคลื่อนจาก self-awareness เพราะต้องรู้จักตัวเองก่อนจึงจะรักตัวเองอย่างแท้จริง
Self-love ช่วยส่งเสริม self-motivation เพราะเมื่อรักตัวเอง บุคคลจะมีแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองและดูแลตัวเอง
- Self-Motivation (แรงจูงใจในตนเอง)
Self-motivation คือ แรงขับภายใน ความสามารถในการสร้างแรงกระตุ้นและกำลังใจจากภายใน ทำให้บุคคลมีพลังและเป้าหมายในการดำเนินชีวิต (Ryan & Deci, 2000)
Self-motivation เกิดขึ้นจาก self-love และ self-awareness เพราะการรักและเข้าใจตัวเองทำให้รู้ว่าอะไรสำคัญและคุ้มค่าที่จะมุ่งมั่น
Self-motivation เองก็มีบทบาทในการขับเคลื่อน self-regulation เพราะแรงจูงใจภายในทำให้สามารถควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์เพื่อบรรลุเป้าหมาย
- Self-Regulation (การควบคุมและจัดการตนเอง)
Self-regulation คือความสามารถในการจัดการความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมให้สอดคล้องกับค่านิยมและเป้าหมายชีวิต (Zimmerman, 2000)
Self-regulation พึ่งพา self-awareness เพื่อเข้าใจสิ่งที่ควบคุมและปรับปรุง
Self-regulation ได้รับแรงสนับสนุนจาก self-motivation เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายแม้ในสถานการณ์ยาก ในอีกทางหนึ่ง Self-regulation เองก็ส่งผลกลับไปสู่ self-aesthetics และ self-love เพราะการจัดการตนเองได้ดี จะสร้างความพึงพอใจและความเชื่อมั่นในตัวเอง
ความสัมพันธ์เชิงวงจรสหนัยเพื่อการพัฒนาตนเอง
การวิเคราะห์ในปรัชญาจิตวิทยาและปรัชญาจิตชี้ให้เห็นว่า ระบบ self ที่ประกอบด้วย ความตระหนักรู้ในตนเอง (self-awareness) เป็นรากฐานของการพัฒนาคุณค่าภายใน (self-aesthetics) และการยอมรับตนเอง (self-love) ซึ่งนำไปสู่แรงจูงใจภายใน (self-motivation) และการควบคุมตนเอง (self-regulation) เป็นปัจจัยสำคัญที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกันในกระบวนการสร้างตัวตนที่สมบูรณ์และสมดุล ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทั้งห้ามิใช่เชิงเส้น แต่เป็นวงจรพหุสัมพันธ์ (multi-cyclic relationship) ที่แต่ละองค์ประกอบต่างเสริมพลังและสะท้อนซึ่งกันและกันในกระบวนการพัฒนาตนอย่างองค์รวม มีลักษณะเป็นวงจรสหนัย (coherence system) นี้ส่งผลให้บุคคลมีพลังในการเติบโตทั้งทางอารมณ์ ปัญญา และจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่อง
ในเชิงจิตวิญญาณนั้นจะต้องมองทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ในฐานะสิ่งที่มีอิทธิพลต่อกันและกันและแผ่แรงดึงดูดกันและกันอยู่ในภายจิต โดยอยู่ร่วมกันในลักษณะหลายมิติ (มากกว่า มิติที่ 3) แต่ก็ยังพิจารณาได้จากผลลัพธ์ที่มีต่อกัน ได้แก่
Self-awareness เป็นจุดตั้งต้น เพราะเมื่อบุคคลรู้จักตนเอง จะสามารถรับรู้คุณค่าภายในและภายนอกของตนได้อย่างงดงาม นำไปสู่ดารพัฒนาความคิดเรื่องความงามและคุณค่าในตัว (self-aesthetics)
Self-awareness + self-aesthetics จะส่งเสริม self-love ทำให้บุคคลรักและยอมรับตัวเองอย่างจริงใจ
Self-love จะกระตุ้น self-motivation ทำให้เกิดแรงผลักดันในชีวิตในการพัฒนาและก้าวไปข้างหน้า
Self-motivation เป็นแรงสนับสนุน self-regulation เพราะทำให้บุคคลสามารถควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวได้
Self-regulation ที่มั่นคงจะย้อนกลับมาเสริมความมั่นคงใน self-aesthetics และ self-love ทำให้วงจรพัฒนาตนเองเกิดการเติบโตต่อเนื่อง
สรุป
วงจรของ 5S แสดงให้เห็นถึงความเป็นพลวัตของการพัฒนามนุษย์ที่ไม่แยกส่วน แต่สัมพันธ์กันทั้งทางอารมณ์ ปัญญา และสุนทรียะ การพัฒนาองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งย่อมส่งผลต่อองค์ประกอบอื่น ๆ ในทางบวก และสามารถใช้เป็นกรอบแนวคิดในการส่งเสริมการเรียนรู้และการเติบโตภายใน ผู้ที่เข้าใจตนเองจะมีความสามารถในการเข้าใจผู้อื่น (empathy) ได้ดี เพราะเมื่อเรารู้จักกลไกของอารมณ์และความคิดในตนเอง เราจะมองเห็นกระบวนการเดียวกันในผู้อื่น จึงเหมาะสมอย่างยิ่งโดยเฉพาะในกระบวนการพัฒนาภาวะผู้นำและการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
บรรณานุกรม
Goleman, D. (1995). Emotional Intelligence: Why It Can Matter More Than IQ. New York: Bantam Books.
Neff, K. D. (2003). “Self-compassion: An alternative conceptualization of a healthy attitude toward oneself.” Self and Identity, 2(2), 85–101.
Ryan, R. M., & Deci, E. L. (2000). “Self-determination theory and the facilitation of intrinsic motivation, social development, and well-being.” American Psychologist, 55(1), 68–78.
Tseelon, E. (2012). Fashion and Aesthetics: Philosophy, Psychology and Cultural Meaning. London: Bloomsbury Academic.
Zimmerman, B. J. (2000). “Attaining self-regulation: A social cognitive perspective.” In M. Boekaerts, P. R. Pintrich, & M. Zeidner (Eds.), Handbook of Self-Regulation (pp. 13–39). San Diego: Academic Press.

Leave a comment