อ.ดร.รวิช ตาแก้ว
ก่อนปลายศตวรรษที่ 20 ปรัชญาไทยถูกครอบงำด้วยโครงสร้างหลักสองประการ คือ โครงสร้างพุทธศาสนาแบบราชการ ปรัชญา=พุทธปรัชญา และโครงสร้างรัฐชาติแบบชาตินิยม ปรัชญาเน้นย้ำอัตลักษณ์ไทย ปรัชญาในยุคนี้มักถูกมองย้อนกลับว่าเป็นเพียงศาสตร์แห่งการอธิบายคำสอน เป็นการธำรงอัตลักษณ์ เป็นการแปลคัมภีร์ และเป็นการสถาปนาความเป็นไทยขึ้นใหม่ในเชิงปรัชญา แต่หลังปี 1980 เป็นต้นมา คณาจารย์ นักวิจัย และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ค่อย ๆ เปิดพื้นที่ให้ปฏิสัมพันธ์กับปรัชญาการพัฒนาสังคม ปรัชญาการศึกษา ปรัชญาสิ่งแวดล้อม ปรัชญาเศรษฐกิจ ปรัชญาหลังสมัยใหม่ ปรัชญาเปรียบเทียบไทย–ตะวันตก ปรัชญากับนโยบายสาธารณะ ซึ่งทำให้ปรัชญาไทยไม่ใช่พื้นที่ตีความคัมภีร์เท่านั้น แต่กลายเป็นศาสตร์ของการสร้างกรอบคิดเพื่อพัฒนาสังคมในยุคใหม่
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 1990 ปรัชญาไทยได้เดินออกจากกรอบความหมายเดิมที่เคยถูกผูกไว้ด้วยพุทธศาสนาแบบราชการและโครงสร้างชาตินิยม แต่โลกใหม่ที่ปรากฏขึ้นเพื่อเตรียมรับปี 2000 ได้เปลี่ยนแนวโน้มของการคิดอย่างลึกซึ้ง ไม่เพียงเพราะแรงผลักจากโลกาภิวัตน์ หากแต่เป็นเพราะสังคมไทยเริ่มต้องการกรอบคิดที่สามารถรองรับความซับซ้อนของสังคมเศรษฐกิจ การเมือง และความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมที่รุนแรงกว่ายุคก่อนหน้าอย่างมาก
ปรัชญาไทยยุคหลังจึงเริ่มจากการตั้งคำถามพื้นฐานที่สุดว่า “เราคิดเพื่ออะไร?” และ “เราต้องการคุณค่าหรือความจริงแบบใดมานำทางชีวิตและสังคม?” จากคำถามเหล่านี้ ทำให้ปรัชญาไทยก้าวสู่ความเป็นสหวิทยาการอย่างจริงจัง นักวิจัยหลายท่าน แสดงให้เห็นว่าปรัชญาได้ทำหน้าที่ใหม่ คือเป็นฐานคุณค่าในการออกแบบความเป็นไปได้ของสังคม ตั้งแต่เศรษฐกิจ การศึกษา ไปจนถึงคุณภาพชีวิต
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือความสนใจต่อ ปรัชญาเศรษฐกิจของความพอเพียง ซึ่งเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดหลังวิกฤตต้มยำกุ้งปีพ.ศ. 2540 นักวิจัยไทยรุ่นใหม่มิได้เพียงตีความหลักความพอเพียงเชิงเหตุผลเท่านั้น หากได้อ่านความพอเพียงผ่านกรอบอภิปรัชญา จริยศาสตร์ และภววิทยาใหม่ที่มองมนุษย์ในฐานะสิ่งมีชีวิตที่ฝังตัวอยู่ในความสัมพันธ์อันซับซ้อน ทั้งในระดับชุมชน ทรัพยากร และระบบคุณค่า เศรษฐกิจพอเพียงในกายภาพของสังคมไทยจึงกลายเป็นมากกว่าคำประกาศเชิงศีลธรรม แต่เป็นโครงสร้างของพฤติกรรมและนโยบาย ซึ่งสามารถวัดผลได้ ออกแบบได้ และสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง
แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงถูกตีความใหม่ในกรอบวิชาการใหม่บนฐานคิดเชิงภววิทยาเป็น 1) ความพอเพียงมองมนุษย์ในฐานะผู้ฝังอยู่ในระบบความสัมพันธ์ และ 2) ความพอประมาณคือสภาวะสมดุล ไม่ใช่การถอยหนีจากเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ฐานคิดเชิงอภิปรัชญาคุณค่า มองใน 2 ด้านคือ 1) การบริโภคต้องสัมพันธ์กับความยั่งยืนของระบบรวม และ 2) คุณค่าไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพ แต่รวมถึงสันติภาพ ความงาม ความดี ซึ่งสื่อให้เห็นว่า ปรัชญาไทยหลังศตวรรษที่ 20 ไม่เพียงตีความ แต่ขยายความคิดปรัชญาไปสู่เครื่องมือกำกับพฤติกรรมสังคม
ในอีกด้านหนึ่ง ปรัชญาไทยร่วมสมัยยังได้ให้ความสำคัญกับ การบรรจบกันของจริยศาสตร์–สุนทรียศาสตร์–พุทธเศรษฐศาสตร์ มุมมองนี้ชี้ให้เห็นว่า ความดี ความงาม และคุณภาพของชีวิตมิได้แยกขาดจากกัน หากเป็นเงื่อนไขร่วมกันของการสร้างสังคมที่มีความหมายและความสมดุล ผลงานจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า การออกแบบเมือง โรงเรียน ชุมชน หรือกระทั่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ควรมีคุณค่าความงามและความดีเป็นเสาหลักร่วมกัน สุนทรียศาสตร์ในที่นี้จึงไม่ใช่การเสพศิลป์ หากเป็นมิติของการใช้ชีวิตอย่างมีสมดุลและมีศักดิ์ศรี
ปรัชญาไทยพยายามแสดงคุณค่าในฐานะฐานคุณค่าของนโยบายสาธารณะ แนวคิดเช่น ความพอเพียง คุณธรรม สันติภาพ ความงาม ถูกออกแบบให้ใช้ใน การวางยุทธศาสตร์ประเทศ จังหวัด การเรียนรู้ตลอดชีวิต นโยบายสุขภาพ เมืองสร้างสรรค์ เศรษฐกิจชุมชน ผ่านการตีความความเป็นไทย การตั้งคำถามใหม่กับอัตลักษณ์ เช่น ไทยคืออะไร ความศักดิ์สิทธิ์คืออะไร ความดีแบบไทยคืออะไร ธรรมะแบบไทย ๆ มีบทบาทอย่างไรในโลกโลกาภิวัตน์
กระแสของโลกหลังสมัยใหม่ก็เข้ามามีอิทธิพลไม่น้อยต่อภูมิปัญญาปรัชญาไทย แต่อิทธิพลนั้นมิได้ถูกรับมาด้วยท่าทีสุดโต่งแบบตะวันตก ตรงกันข้าม นักคิดไทยจำนวนมากเริ่มสร้างสิ่งที่เรียกว่า หลังนวยุคสายกลาง (Moderate Postmodern) ซึ่งยอมรับความไม่แน่นอนของความจริงและความหลากหลายของชีวิต แต่ยังคงยึดโยงกับความจริงเชิงปฏิบัติ เช่น ความทุกข์ ความสัมพันธ์ และความจำเป็น ของการคลี่คลายปัญหาอย่างมีเมตตา แนวคิดนี้ทำให้ปรัชญาไทยร่วมสมัยนั้นมีตำแหน่งยืนเฉพาะตัว คือเปิดรับความเปลี่ยนแปลง แต่ยังคงรักษามิติชีวิตที่ลึกซึ้งของการพัฒนาและการระลึกรู้ตัวตนที่แท้จริง
ชีวิตร่วมสมัยของคนไทยประสบกับปรากฎการณ์ปัญหาความโดดเดี่ยว ความเร่งรีบ การติดเทคโนโลยี การเปลี่ยนโครงสร้างครอบครัว ซึ่งกระตุ้นปรัชญาไทยให้ตอบโจทย์ชีวิตจริงมากกว่ายุคก่อน ปรัชญาถูกสนใจในฐานะวิธีคิดเชิงสหวิทยาการที่เชื่อมระหว่างจิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ การศึกษา สังคมวิทยา การพัฒนาชุมชน สถาปัตยกรรมและเมือง ทำให้ปรัชญากลายเป็นชุดเครื่องมือคิดที่สำคัญ และเนื้อหาของการคิดเน้นประเด็นการอยู่ร่วมกันในโลกเปลี่ยนแปลง เช่น การเมืองที่ผันผวน ความเหลื่อมล้ำ และความท้าทายสภาพภูมิอากาศ นำไปสู่ประเด็นความยุติธรรม ความยั่งยืน ความสัมพันธ์มนุษย์–สิ่งแวดล้อม และความเป็นพลเมือง
ท้ายที่สุด เมื่อเราหันกลับมามองว่า “ปรัชญาไทยหลังศตวรรษที่ 20 มองอะไร?” เราเห็นความเคลื่อนไหว 5 ประการที่สำคัญ ได้แก่
หนึ่ง ปรัชญาได้กลายเป็นฐานคุณค่าของนโยบายสาธารณะ เราจึงพบความพอเพียง คุณธรรม ความงาม และความยั่งยืนอยู่ในแผนพัฒนาหลายระดับ
สอง ปรัชญากลายเป็นสะพานสู่สหวิทยาการ เชื่อมโยงจิตวิทยา เศรษฐศาสตร์ การศึกษา สังคมศาสตร์ สถาปัตยกรรม และเทคโนโลยี
สาม ปรัชญาถูกใช้ในการตั้งคำถามต่อความเป็นไทย การนิยามอัตลักษณ์ และการตีความวัฒนธรรมใหม่อย่างมีวิพากษ์
สี่ ปรัชญาเริ่มตอบสนองปัญหาชีวิตร่วมสมัย ไม่ว่าความโดดเดี่ยว ความเหลื่อมล้ำ หรือความเร่งรีบเชิงเทคโนโลยี
ห้า ปรัชญาไทยกำลังกลายเป็นศาสตร์ของการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ไร้ความแน่นอนมากกว่าที่เคย
ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้สะท้อนว่าปรัชญาไทยหลังศตวรรษที่ 20 มิได้เป็นเพียงการสืบทอดภูมิปัญญาเก่า หากแต่ปรัชญาไทยได้ขยายบทบาทจากศาสตร์ตีความแบบดั้งเดิม สู่ความเป็นศาสตร์เชิงปฏิบัติ เป็นศาสตร์ของการมองโลกใหม่ มองมนุษย์ใหม่ และมองความเป็นไปได้ใหม่ของชีวิตร่วมกันในดินแดนแห่งความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดนิ่ง เป็นพื้นที่ที่ผสานจริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ นโยบายสาธารณะ การศึกษา การพัฒนาคุณภาพชีวิต ตัวตนและวัฒนธรรม เพื่อนำเสนอความเป็นไทยของคนไทยในปัจจุบัน
กล่าวสั้น ๆ แต่ครบถ้วนได้ว่า
ปรัชญาไทยหลังศตวรรษที่ 20 คือการมองลึกลงไปในความเป็นมนุษย์แบบไทยท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก และแสวงหาวิถีที่งดงาม ดีงาม และยั่งยืนร่วมกัน

Leave a comment