ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต
นิยามของ Integrity นั้นมีความเข้าใจแตกต่างกันเป็น 2 มิติ คือ
มิติภายนอก (มิติที่คนทั่วไปเข้าใจ) ในมิตินี้ integrity คือ คุณภาพของการเป็นคนซื่อสัตย์ (Honesty) มีหลักการทางศีลธรรมที่มั่นคง (Moral Principles) และมีความน่าเชื่อถือ (Trustworthy) มิตินี้จะมองเห็นได้ผ่านการกระทำ เมื่อเราพูดความจริงและแสดงออกถึงลักษณะนิสัยที่ดีในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
มิติภายใน (มิตที่ปรัชญามองเห็นได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าคนทั่วไป) ในมิตินี้ Integrity คือ ภาวะของ “ความสมบูรณ์และความไม่ถูกแบ่งแยก” (Being whole and undivided) หมายถึง “เอกภาพภายในจิตใจ” (Internal Unity) เมื่อเรารู้สึกขัดแย้งในใจ (conflicted) ระหว่างการกระทำกับความเชื่อของตัวเอง นั่นเป็นสัญญาณว่าเราเกิด Lack of Integrity
Integrity ที่แท้จริงต้องเริ่มจากข้างใน คือ การรู้จุดยืนของตัวเองและไม่สับสนหรือแบ่งแยกตัวตน
ดังนั้น ในปรัชญา จึงมักไม่แปล Integrity ว่า ความซื่อตรง/ซื่อสัตย์ (ใช้คำนี้ในระดับจริยธรรม) แต่ในอภิปรัชญาจะใช้ในความหมายถึง ความครบถ้วน ไม่แตกแยก เนื่องจากรากศัพท์ integer หมายถึง ทั้งก้อน / ไม่แตกหัก
Integrity จึงหมายถึง ภาวะที่ “สิ่งที่คิด–พูด–ทำ–เป็น” ไม่แยกจากกัน
ในระดับจริยศาสตร์จึงมีทรรศนะสำคัญว่า integrity นั้นไม่ใช่การเป็นคนดีตามมาตรฐานสังคม แต่คือ การไม่ต้องใช้พลังชีวิตไปกับการสวมหน้ากาก
ประเด็นสำคัญที่ควรคำนึงถึงเวลาใช้คำว่า integrity ได้แก่
Integrity คือ ความไม่แตกแยกภายใน ไม่ใช่แค่การทำตามกฎ แต่คือการที่ตัวตนภายใน (inner self) เช่น ความเชื่อ/ศีลธรรม กับ การกระทำภายนอก (outer act) เป็นเรื่องเดียวกัน ไม่มีการเสแสร้งหรือขัดแย้งกันเอง
Integrity คือ การทำสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อไม่มีใครดู นั่นคือ แม้ตอนที่เรารู้ว่าไม่มีใครรู้เห็นการกระทำของเรา แต่เรายังเลือกทำสิ่งที่ถูก เพราะเราเคารพในตัวตนของตัวเอง
การแสดงออกถึงความซื่อสัตย์มีความเสี่ยง แต่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะการยืนหยัดเพื่อความถูกต้องอาจทำให้เรามีลำบากใจหรือขัดใจผู้มีอำนาจในระยะสั้น แต่ในระยะยาวแล้ว มันคือสิ่งเดียวที่สร้างความไว้วางใจที่แท้จริงได้ของตัวเราต่อบุคคลอื่นได้
ในระดับจริยศาสตร์ จะแนะนำการพัฒนาตนเองให้มี integrity ได้ผ่านการฝึกฝนต่าง ๆ เช่น
- การสำรวจตัวเอง (Self-Reflection) ผ่านการถามตัวเองว่ามีการกระทำใดบ้างที่ขัดแย้งกับความเชื่อลึก ๆ ของเรา? ความรู้สึกที่ตะขิดตะขวงใจที่เกิดขึ้นก็คือสัญญาณเตือนว่า Integrity ของเรากำลังสั่นคลอน เราควรเริ่มฝึกความซื่อตรงกับตัวเองก่อน (Honest with yourself)
- ฝึกความคงเส้นคงวา (Consistency) ผ่านการตั้งกติกาให้ตัวเองว่าจะไม่ทำผิดแม้ในเรื่องเล็กน้อยที่ไม่มีใครรู้ เช่น การไม่หยิบของที่ไม่ใช่ของตน, การไม่โกหกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ หรือ White Lies นั่นคือ การฝึกให้ความคิด และการกระทำ เป็นเรื่องเดียวกัน เพื่อสร้างความรู้สึก “Whole” (สมบูรณ์) ในจิตใจ
- กล้าหาญที่จะยืนหยัด (Courage to stand up) ในชีวิตจริง เมื่อเจอสถานการณ์ที่ถูกบีบให้ทำสิ่งที่ผิด เช่น โกหกเพื่อทีม ให้เรากล้าปฏิเสธอย่างสุภาพแต่หนักแน่น โดยยึดหลักการว่า การรักษาความน่าเชื่อถือระยะยาวสำคัญกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น
- การไม่ต้องรอให้ใครมาชื่นชม (not wait for appraisal) เราต้องเปลี่ยน Mindset ว่าเราทำดีไม่ใช่เพื่อให้คนอื่นเห็นหรือประทับใจ แต่ทำเพราะมันคือสิ่งที่ถูกต้อง (It’s the right thing to do) และเพื่อให้เรานับถือตัวเองได้อย่างเต็มภาคภูมิ
การยืนหยัดต่อ integrity จะเกิดขึ้นเมื่อเรายอมรับผลของการเลือกอย่างมีสติ เน้นความสอดคล้องภายในมากกว่าภาพลักษณ์ภายนอก และเราเข้าใจว่า ความจริงที่ไม่ทำร้ายชีวิต (Compassionate Truth) แต่ก็ไม่ได้บอกว่า เราต้องพูดทุกอย่างตรง ๆ แต่คือการเลือกความจริงที่ไม่ทรยศคุณค่า และไม่ทำลายผู้อื่นโดยไม่จำเป็น สิ่งนี้ในระดับสังคม คือ การดำรงอยู่รวมกันอย่างไม่แตกแยก มีสันติ และเกิดสันติภาพร่วมกัน
สรุป
Integrity ในทางปรัชญา มักจะนิยมใช้ในความหมายว่า ความซื่อตรงกับตัวเอง ความสมบูรณ์พร้อม ความครบถ้วน ความไม่แตกแยก ซึ่งแสดงภววิทยาที่ถึงสิ่งที่คิด–พูด–ทำ–เป็น” ไม่แยกจากกัน จึงต้องการคำอธิบายภายในเพิ่มขึ้น ในขณะที่คนทั่วไปจะเข้าใจในระดับของจริยธรรมคือ ความซื่อสัตย์ การกลางที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง การไม่ทำผิดแม้ไม่มีผู้อื่นรู้เห็นก็ตาม ทั้ง 2 ระดับความเข้าใจนี้ต่างก็เป็นสิ่งดีในการอยู่ร่วมกันของบุคคลในสังคม จึงเป็นคุณธรรมสำคัญสำหรับบุคคลและค่านิยมร่วมในสังคมที่ควรขยาย พัฒนาและสร้างให้เกิดขึ้นร่วมกัน

