อ.ดร.สิริกร อมฤตวาริน

ในยุคที่ Gen Y และ Gen Z กำลังกลายเป็นกำลังหลักของโลก เราไม่ได้อยู่ในยุคที่การทำดีคือการเดินตามกรอบประเพณีเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป คนรุ่นใหม่ตั้งคำถามกับความดีในเชิงสถาบัน และมองหาความหมาย (Meaning) ที่แท้จริงจากการกระทำ โลกยุคปัจจุบันมีความสลับซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (VUCA World) การนิยามความหมายของ คนดีก็จำเป็นต้องมีการตีความใหม่ให้ก้าวพ้นเพียงกรอบจารีตแบบเดิมสู่การลงมือปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเช่นกัน

การใช้ชีวิตและการทำงานสำหรับคนรุ่นใหม่มีทิศทางที่มุ่งไป 3 ด้าน หากต่างทิศต่างทางย่อมทำให้เกิดความสับสนแก่ตน แต่หากสร้างเป็น 3 เสาหลักสำหรับค้ำจุนตนเองก็ย่อมจะได้รูปแบบการใช้ชีวิตที่ดีได้อย่างหนึ่ง 3 เสาหลักที่สำคัญ ได้แก่ การเป็นผู้กระทำ (The Great Doer) การให้ที่สร้างแรงกระเพื่อม (The Impact Giver) และการสร้างเกราะจริยธรรม (The Ethical Integrity)

การเป็นผู้กระทำความดีที่ยิ่งใหญ่ (The Great Doer)

ในยุคปัจจุบัน คนดีต้องกล้าที่จะลุกขึ้นมาแสดงบทบาทผู้นำในการแก้ไขปัญหา (Leadership) ไม่ว่าจะเป็นในระดับครอบครัว องค์กร หรือสังคม โดยเน้นการเป็นผู้ดูแล (Caregiver) ที่ช่วยควบคุมและบำรุงรักษาสิ่งแวดล้อม และสังคมรอบตัวให้ดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ในโลกแห่งการทำงานนั้นคน Gen Y/Z ที่มีคุณลักษณะสำคัญคือ รักในอิสระและมีความรู้สึกร่วมในการเป็นเจ้าของพนักงาน (Ownership) แนวคิดนี้สามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานได้ ดังนี้

1. จาก “พนักงาน” สู่ “Intrapreneur” (ผู้ประกอบการในองค์กร)
คนรุ่นใหม่ไม่ควรทำเพียงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย (Task-oriented) แต่ต้องมองภาพใหญ่ (Big Picture) ว่าสิ่งที่ทำส่งผลกระทบต่อระบบอย่างไร การมีจิตวิญญาณแบบผู้ประกอบการ คือการกล้าตัดสินใจ รับผิดชอบ และแก้ปัญหาเสมือนว่าเราเป็นเจ้าของผลลัพธ์นั้นจริงๆ

2. ผู้นำในแนวราบ (Flat Leadership)
ผู้นำที่ดีในการตีความแบบหลังนวยุค คือ ผู้นำที่ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ (Collaboration) ไม่ใช่การสั่งการจากบนลงล่าง สำหรับ Gen Y/Z ที่ทำงานในโครงสร้างแบบ Agile หรือ Flat Organization คุณธรรมข้อนี้คือ การให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน การสื่อสารที่โปร่งใส และการสร้างบรรยากาศที่ทุกคนสามารถแสดงผลการทำงานที่โดดเด่นได้ (Empowerment)

3. การปรับตัวและนวัตกรรม (Adaptability as Rainmaker)
การเข้าใจจังหวะและโอกาสในโลกการทำงานยุคปัจจุบัน คือการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ (Upskilling) เพื่อให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง การเป็นคนที่มีประโยชน์ในเวลาที่เหมาะสม (The Right Person at the Right Time) คือ คุณธรรมของการปกป้องความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานของตนเอง

จิตสาธารณะ การให้ที่สร้างแรงกระเพื่อม (The Impact Giver)

การเป็นคนดีในยุคนี้ไม่ใช่เพียงแค่การไม่ทำชั่ว แต่คือการเป็นผู้ให้ที่สร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม (Public Good) โดยเฉพาะการใช้ความรู้ ความสามารถ หรือทรัพยากรส่วนตนเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่หวังลาภยศหรือสิ่งตอบแทน อันเป็นการสะท้อนถึงจิตใจที่บริสุทธิ์ คน Gen Y/ Z ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน (Sustainability) และความหลากหลาย (Diversity) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ESG (Environment, Social, and Governance) คือ

1. การเป็น Content Creator ที่ทรงคุณค่า
ในยุค Digital สื่อในมือเราคือ “อำนาจ” การเป็นคนดีในยุคนี้คือการไม่สร้าง Toxic Content แต่เป็นการส่งต่อความรู้ (Knowledge Sharing) หรือการสร้างความตระหนักรู้ในประเด็นสังคม การให้ของคนรุ่นใหม่อาจไม่ใช่การบริจาคเงินเสมอไป แต่อาจเป็นการให้เสียง (Voice) แก่ผู้ที่ไม่มีโอกาส

2.การบริโภคอย่างมีจริยธรรม (Ethical Consumption)
การเป็นผู้ดูแล-รักษ์โลก คือ การเลือกสนับสนุนแบรนด์ที่มีธรรมาภิบาล การลดการสร้างขยะ และการคำนึงถึง Carbon Footprint คนรุ่นใหม่สามารถใช้พลังการซื้อของตนเป็นเครื่องมือในการสร้างจริยธรรมให้เกิดขึ้นในโลกทุนนิยม

3. จิตอาสาที่ไม่ใช่แค่กิจกรรม แต่คือ Life-style
การทำเพื่อส่วนรวมในมุมมองหลังนวยุคไม่ใช่การทำเพื่อเอาหน้า แต่ทำเพราะเห็นความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของโลก (Interconnectedness) การทำงานอาสาสมัครในรูปแบบต่างๆ หรือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในแพลตฟอร์มออนไลน์ คือการบำเพ็ญบารมีแบบสมัยใหม่

Soft Skills ที่ทำให้คุณแตกต่าง กับการสร้างเกราะจริยธรรม (The Ethical Integrity)

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารบิดเบือนได้ง่าย การปฏิบัติตนเป็นคนดี ไม่จำกัดว่า อะไรคือความดีนั้น แต่เป็นการทำที่ต้องอาศัยความสม่ำเสมอ (Consistency) และความซื่อตรง (Integrity) คน Gen Y/Z ที่เป็นผู้ใหญ่ย่อมพัฒนาทักษะทางอารมณ์ (Soft Skills) ที่เหมาะสมกับตน และสิ่งที่สำคัญที่สุดในศตวรรษที่ 21 ที่ควรพัฒนาทักษะนี้ในการใช้ชีวิต ได้แก่

Family First & Work-Life Integration ครอบครัวมาอันดับหนึ่ง และบูรณาการชีวิตการทำงานที่ลงตัว ไม่ใช่เพียงแค่รู้จักกตัญญู (รู้บุญคุณ) ตามประเพณี แต่คือการให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว และสุขภาพจิตของคนที่รักท่ามกลางโลกที่บีบคั้น จึงให้ความสำคัญ เอาใจใส่ และรู้ว่าต้องทำงานเลี้ยงตน และสงเคราะห์ญาติเช่นไรจึงพอดี

Respectful Mentorship การเคารพต่อผู้ใหญ่ในตระกูลท่เคยชี้แนะสั่งสอนเรามา การมีสัมมาคารวะต่อพี่เลี้ยง หรือรุ่นพี่ในที่ทำงาน ก็ย่อมเพื่อได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์ (Wisdom) ในขณะที่เราให้เทคโนโลยี (Tech) กลับคืนไป

Non-Violent Communication การพูดจาสุภาพ สื่อสารไม่หยาบคายรุนแรง ในโลกโซเชียลที่มีแต่ Hate Speech การสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) นี้คือพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

Anti-Toxic Culture การไม่พูดส่อเสียด การไม่เป็นส่วนหนึ่งของการนินทา หรือการกลั่นแกล้งกันในที่ทำงาน (Workplace Bullying) ย่อมทำให้ไม่เกิดบรรยากาศเป็นพิษในชีวิตและการทำงาน

Generosity in Collaboration การยินดีในการแบ่งปัน การทำงานแบบ Open Source หรือการแบ่งปันไอเดียโดยไม่หวงก้าง ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับเพื่อนร่วมงาน เพราะ ความสำเร็จของทีมก็คือความสำเร็จของเรา ย่อมทำให้เราเติบโตได้ร่วมกับการเติบโตของผู้อื่น

Radical Candor & Authenticity การพูดคำสัตย์ การแสดงความจริงใจ คือคุณค่าที่ Gen Z ถวิลหา การกล้าพูดความจริงอย่างถูกกาลเทศะเพื่อการพัฒนาองค์กรเป็นสิ่งที่เหมาะสมและควรเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Emotional Intelligence การรู้จักระงับความโกรธ การบริหารจัดการอารมณ์ (Stress Management) และการไม่ตัดสินผู้อื่นด้วยอารมณ์ชั่ววูบในโลกที่รวดเร็ว (Slow down in a fast world) จะทำให้เราอารมณ์ดีได้เสมอ

การบูรณาการสู่เป้าหมายชีวิต (Life Purpose)
เมื่อ Gen Y และ Gen Z นำแนวคิด 3 เสาหลักเหล่านี้ไปใช้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ความสำเร็จที่มาพร้อมกับชีวิตที่มีความหมาย

ในเชิงส่วนตัว เราย่อมจะมีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น เพราะการเป็นผู้ให้ และผู้ดูแล จะช่วยลดความยึดมั่นในตัวตน (Ego) และเพิ่มความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง (Self-esteem)

ในเชิงการทำงาน เราจะเป็นคนที่มีบารมี (Charisma) ที่ไม่ได้มาจากตำแหน่ง แต่มาจาก ความไว้วางใจ (Trust) และผลงานที่สร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นจริง ๆ

บทสรุป

ในยุคนี้ คนรุ่นใหม่ควรก้าวข้ามผ่านนิยามคนดี ความดี ไปสู่การ “เป็น” มนุษย์ที่สมบูรณ์ การมีชีวิตของมนุษย์ทุกคนนั้น เป็นพื้นฐานที่แต่ละคนควรที่ลุกขึ้นมารับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น สำหรับคนรุ่นใหม่ Gen Y และ Gen Z การเป็นคนดีมีคุณธรรมไม่ใช่เรื่องเชยหรือน่าเบื่อ แต่มันคือ ศิลปะการใช้ชีวิต (The Art of Living) ที่จะทำให้เราโดดเด่นท่ามกลางความว่างเปล่าของความหมายของโลกดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีในมือเพื่อเยียวยาโลก ใช้พลังแห่งความเยาว์วัยเพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ของความถูกต้อง และใช้หัวใจที่กว้างขวางเพื่อโอบรับความแตกต่างหลากหลาย ย่อมเป็นนิยามใหม่ของ “ความดีที่เหมาะสมกับยุคสมัย” อย่างแท้จริง


Leave a comment