ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ปัญหาเรื่องความเป็นคู่ในภววิทยา

คำถามพื้นฐานของอภิปรัชญาคือ สิ่งที่มีอยู่ (being) มีโครงสร้างอย่างไร โดยมีคำถามต่อพ่วงให้คิด ได้แก่ ความเป็นจริงเป็นหนึ่งเดียวหรือมีอยู่สองภาค มีความแตกต่างจริง ๆ หรือเป็นเพียงความต่างเชิงปรากฏการณ์

ในประวัติศาสตร์ปรัชญาตะวันตก ปัญหานี้ปรากฏอย่างชัดในงานของ René Descartes ผู้เสนอ dualism ระหว่างจิต (res cogitans) และสสาร (res extensa) (Descartes, 1641/1996) ขณะที่ในตะวันออก แนวคิด non-duality ในอทไวตะของ Adi Shankara เสนอเอกภาพของอาตมันและพรหมัน (Shankara, trans. 1977)

ในระดับจักรวาลวิทยา ความตึงเครียดนี้สามารถกำหนดเป็นสัญลักษณ์ด้วยคำว่า cosmos (ระเบียบ ความเป็นระบบ) และ chaos (ความไร้รูป ศักยภาพที่ยังไม่ถูกจัดรูป) ซึ่งปรากฏแนวคิดนี้ตั้งแต่กรีกโบราณใน Hesiod (Hesiod, ca. 700 BCE/2006)

บทความนี้จะวิเคราะห์ว่าโครงสร้างเชิงภววิทยาระหว่าง cosmos–chaos สามารถเข้าใจได้อย่างไร

1. Dual Nature (ความมีสองมิติภายในสิ่งเดียว)

    Hylomorphism และความเป็นสองมิติ ปรากฎในงานของ Aristotle ความเป็นจริงประกอบด้วย form และ matter (Aristotle, trans. 1998) สิ่งหนึ่งมิใช่รูปหรือเนื้อสารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเอกภาพของสองหลักการ นี่คือแนวคิด dual nature ที่หมายถึง การที่สิ่งหนึ่งมีสองคุณสมบัติหรือสองมิติที่แตกต่างกัน แต่ยังคงเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่ใช่แนวคิดที่ตรงกับ dualism ของเดการ์ต ทั้งนี้ Chaos = matter (potentiality) และ Cosmos = form (actuality) จากมุมมองนี้ Being จึงเป็นการเคลื่อนจากศักยภาพสู่การปรากฏ

    Immanuel Kant ได้เสนอความแตกต่างระหว่างสิ่งที่ปรากฏ (phenomenal being) กับสิ่งในตัวมันเอง (noumenal being) (Kant, 1781/1998) และชี้ว่า มนุษย์มีสองสถานะคือ เป็นสิ่งในโลกธรรมชาติ และเป็นเสรีภาพในเชิงศีลธรรม นี่ก็คือ dual nature ของมนุษย์

    2. Duality (ความเป็น 2 ในเชิงสารัตถะ)

    Descartes (1641/1996) เสนอว่าจิตและสสารเป็น substance สองชนิด (dualism) cosmos ถูกเข้าใจว่าเป็นความเป็นระเบียบของวัตถุ ส่วน chaos เป็นพื้นที่ของความไม่แน่นอนของจิต ผลที่ตามมาคือ เกิด interaction problem นั่นคือ โลกแตกเป็นสองโดเมน (domain) ในเชิงภววิทยา Chaos และ cosmos กลายเป็นสองโลกที่ไม่อาจบรรจบกัน มีสิ่งหนึ่งและก็มีอีกสิ่งหนึ่งด้วย

    ปัญหาของ Dualism ถูกนำเสนอโดย Gilbert Ryle ที่วิจารณ์ dualism ว่าเป็น “ghost in the machine” (Ryle, 1949) เนื่องจาก Duality สร้างช่องว่างในเชิงภววิทยาที่ยากต่อการอธิบาย

    3. Polarity (ความเป็นคู่แบบพึ่งพา)

    แนวคิด polarity ต่างจาก dualism โดย polarity เสนอว่า แต่ละขั้วต้องการอีกขั้วเพื่อให้เกิดมีความหมาย Heraclitus เห็นว่าโลกคือ การไหลและความขัดแย้ง จากวลี “The way up and the way down are one and the same.” (Kirk, Raven, & Schofield, 1983) ความตรงข้ามคือ เอกภาพเชิงพลวัต ส่วน G.W.F. Hegel เสนอ dialectical movement (Hegel, 1807/1977) โดยมองว่า Chaos ไม่ใช่ศัตรูของ cosmos แต่เป็น moment ในการพัฒนา Spirit

    4. Non-Duality (ความไม่เป็นสอง)

    Baruch Spinoza เสนอว่า reality มี substance เดียว (Spinoza, 1677/2002) จิตและสสารคือ attributes ของสิ่งเดียว (monad) แนวคิดนี้คล้ายกับแนวคิดอทไวตะ เวทานตะ (Advaita Vedānta) โดย Shankara เสนอว่า พรหมัน (Brahman) คือความจริงสูงสุด ความแตกต่างเป็นเพียงมายา ดังนั้น Chaos และ cosmos เป็นเพียงระดับการรับรู้ของเราเท่านั้น นอกจากนี้ในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ยังเสนอผ่านหฤทัยสูตร (Heart Sutra) ว่า “รูปคือความว่าง (สุญยตา; Śūnyatā) ความว่างคือรูป” ดังนั้น Non-duality มิใช่การปฏิเสธความต่าง แต่ปฏิเสธการยึดถือในความต่าง-ความแยกขาดโดยเด็ดขาดนั้น

    5. Process Ontology (ภววิทยากระบวนการ)

    Alfred North Whitehead เสนอว่า ความจริงคือกระบวนการ ไม่ใช่สภาวะคงที่ (Whitehead, 1929/1978) ดังนั้น Cosmos = รูปแบบของ event และ Chaos = field of potentiality ซึ่ง Being เป็น becoming เสมอ

    6. Martin Heidegger

    ไฮเดกเกอร์ เสนอว่า truth คือ aletheia (ความจริงคือ การเปิดเผยพร้อมการปกปิด) (Heidegger, 1927/1962) คล้ายแนวคิดสำนักอีเลีย และในแนวคิดนี้ Chaos ไม่ใช่ความไม่มีอะไร แต่คือมิติที่ยังไม่ถูกเปิดเผย

    Frameworkโครงสร้างความจริงความสัมพันธ์ Cosmos–Chaos
    Dual Natureโครงสร้างของสองมิติในเอกภาพศักยภาพ–รูปแบบ
    Dualismสองสารัตถะแยกกันโลกคู่ขนาน
    Polarityความต่างที่พึ่งพากันในสนามของแรงพลังงานสนามแรง
    Non-Dualเอกภาพในกระบวนการเดียวการเคลื่อนไหวเดียวกัน

    สรุป

    การเข้าใจ cosmos–chaos ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและปัญหาทางปรัชญามาอย่างยาวนานนั้น หากเข้าใจผ่าน duality อย่างเดการ์ตจะนำไปสู่การแยกขาดจากกัน หากเข้าใจผ่าน polarity จะนำไปสู่การเห็นความพึ่งพาต่อกัน และหากเข้าใจผ่าน non-duality จะนำไปสู่การเห็นเอกภาพ (unity) ของกระบวนการ

    ในระดับ ontology ย่อมมีความเข้าใจใหม่ต่อ Being ว่ามิใช่โครงสร้างคงที่ แต่คือจังหวะของการเปิดเผย–ปกปิด chaos มิใช่สิ่งตรงข้ามของ cosmos แต่ Chaos คือเงื่อนไขของ cosmos และ Cosmos คือการปรากฏของ chaos ความเป็นคู่จึงสามารถเข้าใจได้ในสี่ระดับ (1) ความมีสองธรรมชาติภายในสิ่งเดียว (dual nature) (2) ความแยกขาดเชิงสารัตถะ (dualism) (3) ความเป็นคู่แบบพึ่งพา (polarity) และ (4) เอกภาพที่เหนือความคู่ (non-duality) ดังนั้นความจริงมิใช่สิ่งที่เป็นระเบียบล้วน ๆ และมิใช่ความไร้ระเบียบล้วน ๆ เช่นกัน แต่คือการดำเนินไปด้วยกันของทั้งสองสิ่งนี้

    เอกสารอ้างอิง

    1. Aristotle. (1998). Metaphysics (H. Lawson-Tancred, Trans.). Penguin. (Original work ca. 350 BCE)
    2. Descartes, R. (1996). Meditations on first philosophy (J. Cottingham, Trans.). Cambridge University Press. (Original work published 1641)
    3. Hegel, G. W. F. (1977). Phenomenology of spirit (A. V. Miller, Trans.). Oxford University Press. (Original work published 1807)
    4. Heidegger, M. (1962). Being and time (J. Macquarrie & E. Robinson, Trans.). Harper & Row. (Original work published 1927)
    5. Hesiod. (2006). Theogony (M. L. West, Trans.). Oxford University Press.
    6. Kant, I. (1998). Critique of pure reason (P. Guyer & A. Wood, Trans.). Cambridge University Press. (Original work published 1781)
    7. Kirk, G. S., Raven, J. E., & Schofield, M. (1983). The presocratic philosophers. Cambridge University Press.
    8. Ryle, G. (1949). The concept of mind. Hutchinson.
    9. Shankara. (1977). Brahma Sutra Bhashya (S. Radhakrishnan, Trans.). George Allen & Unwin.
    10. Spinoza, B. (2002). Ethics (E. Curley, Trans.). Penguin. (Original work published 1677)
    11. Whitehead, A. N. (1978). Process and reality (Corrected ed.). Free Press. (Original work published 1929)

    Leave a comment

    Quote of the Course

    “Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

    ~ Kirti Bunchua, 2018