ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต, ดร.รวิช ตาแก้ว

ศตวรรษที่ 20 เป็นช่วงเวลาที่ศาสนาโลกต้องเผชิญกับความท้าทายจากกระแสความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ในบริบทดังกล่าว ศาสนจักรคาทอลิกได้จัดการประชุมสภาสังคายนาระดับโลกที่เรียกว่า Second Vatican Council ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง ค.ศ. 1962–1965 ภายใต้การนำของ Pope John XXIII และต่อเนื่องโดย Pope Paul VI จุดมุ่งหมายสำคัญของการสังคายนาครั้งนี้คือการเปิดหน้าต่างของศาสนจักรสู่โลกสมัยใหม่ (Aggiornamento) เพื่อปรับบทบาทของคริสตจักรให้สอดคล้องกับสังคมร่วมสมัย (O’Malley, 2010)

เอกสารสำคัญของสังคายนา เช่น Lumen Gentium, Gaudium et Spes, Nostra Aetate ได้วางรากฐานใหม่สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนา โดยเฉพาะเอกสาร Nostra Aetate ซึ่งกล่าวถึงความสัมพันธ์กับศาสนาอื่นอย่างเปิดกว้าง

ก่อน Vatican II แนวทางการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในหลายพื้นที่มีลักษณะเชิงมิชชันนารีที่เน้นการเปลี่ยนศาสนา อย่างไรก็ตาม เอกสาร Nostra Aetate ได้เสนอแนวคิดใหม่เกี่ยวกับศาสนาอื่น โดยระบุว่า

“The Catholic Church rejects nothing that is true and holy in these religions.”

แนวคิดนี้เป็นการยอมรับว่าในศาสนาอื่นว่า มีองค์ประกอบของความจริงและความศักดิ์สิทธิ์ปรากฏอยู่ (Phan, 2003)

ในบริบทของประเทศไทยซึ่งมีพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลัก การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อรูปแบบการดำรงอยู่ของชุมชนคริสตชนที่เป็นชนชนทางศาสนาที่สำคัญในประวัติศาสตร์ชนชาติไทยโดยการเปลี่ยนแปลงนี้นำไปสู่การสร้างบรรยากาศของความไว้วางใจระหว่างชุมชนศาสนา ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ การจัดเวทีเสวนาระหว่างพระสงฆ์และบาทหลวง การศึกษาศาสนาเปรียบเทียบในสถาบันการศึกษา การก่อตั้งสภาศาสนสัมพันธ์ เป็นต้น กระบวนการดังกล่าวสะท้อนแนวคิดของนักปรัชญาอย่าง Hans-Georg Gadamer ซึ่งมองว่าการเสวนาคือกระบวนการสร้างความเข้าใจร่วมผ่านการหลอมรวมของขอบฟ้าแห่งความหมาย (fusion of horizons)

หนึ่งในผลกระทบสำคัญของ Vatican II คือแนวคิด Inculturation ซึ่งหมายถึง การทำให้ศาสนาคริสต์หยั่งรากในวัฒนธรรมท้องถิ่น ก่อนหน้านั้น พิธีกรรมคาทอลิกทั่วโลกใช้ภาษาละตินเป็นหลัก แต่หลัง Vatican II ได้อนุญาตให้แต่ละพื้นที่สามารถใช้ภาษาท้องถิ่นและปรับรูปแบบพิธีกรรมตามวัฒนธรรมได้ ในประเทศไทย สิ่งนี้นำไปสู่การปรับตัวหลายประการ เช่น การใช้ภาษาไทยในพิธีมิสซา การนำศิลปะไทยมาใช้ในสถาปัตยกรรมโบสถ์ การใช้พวงมาลัยและการกราบในพิธีกรรม กระบวนการนี้ช่วยลดภาพลักษณ์ของศาสนาคริสต์ว่าเป็นศาสนาของคนนอก และทำให้คริสตชนชาวไทยสามารถรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนไว้ได้

เอกสาร Gaudium et Spes ของ Vatican II เน้นบทบาทของศาสนาในการรับใช้โลก แนวคิดนี้สอดคล้องกับทฤษฎีจริยศาสตร์สังคมของ Paul Ricoeur ที่มองว่าศาสนามีบทบาทในการสร้างชีวิตที่ดีร่วมกับผู้อื่นในสถาบันที่ยุติธรรม ในประเทศไทย องค์กรคาทอลิกจำนวนมากได้ร่วมมือกับองค์กรพุทธในการทำงานด้านการศึกษา การพัฒนาชุมชน การช่วยเหลือผู้ยากไร้ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตัวอย่างสำคัญคือบทบาทของ Caritas Thailand ในโครงการช่วยเหลือสังคม อีกทั้งตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ โรงเรียนในเครือคาทอลิกในประเทศไทยยังเปิดกว้างสำหรับนักเรียนทุกศาสนา โดยเน้นการพัฒนาคุณธรรมสากล เช่น ความซื่อสัตย์ ความเมตตา และความรับผิดชอบต่อสังคม

การเสวนาระหว่างศาสนาไม่ได้จำกัดอยู่ที่ระดับทฤษฎีเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในระดับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณ นักบวชคาทอลิกจำนวนหนึ่งในเอเชียเริ่มสนใจการทำสมาธิแบบพุทธในลักษณะ mindfulness ในประเทศไทยก็ได้มีการจัดเวิร์กช็อปการภาวนาแบบคริสต์และการเจริญสติแบบพุทธ การแลกเปลี่ยนนี้สะท้อนแนวคิดในปรัชญาศาสนาเปรียบเทียบที่มองว่าประสบการณ์ทางจิตวิญญาณสามารถเป็นพื้นที่ร่วมของศาสนา (Hick, 1989)

นักปรัชญาไทย คือ กีรติ บุญเจือ (1929-2025) มีบทบาทสำคัญในการนำเจตนารมณ์ของ Vatican II มาพัฒนาในบริบทไทยตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 20 โดยใช้หลักการจากเอกสาร Nostra Aetate มาขยายความผ่านงานเขียน ผลงานสำคัญของท่าน ได้แก่ ปรัชญาบริบท (contextual philosophy) ท่านเสนอว่าศาสนาไม่สามารถแยกออกจากบริบททางวัฒนธรรมได้ การเข้าใจพระเจ้าหรือความจริงสูงสุดต้องผ่านภาษา สัญลักษณ์ และประสบการณ์ของสังคมนั้น แนวคิดนี้คล้ายกับแนวคิด hermeneutics ของ Paul Ricoeur โดยท่านมองว่า ความจริง (Truth) มีลักษณะเป็นพลวัต ท่านเขียนอธิบายว่า ชาวคริสต์ควรศึกษาพุทธศาสนาไม่ใช่เพื่อหาข้อผิดพลาด แต่เพื่อหาความจริงที่ซ่อนอยู่ ซึ่งพระเจ้าทรงเผยแสดงผ่านวัฒนธรรมไทย และการเผยแผ่ศาสนาด้วยการปลูกฝังความเชื่อศาสนาร่วมกับวัฒนธรรมท้องถิ่นโดยไม่ทำลายรากเหง้าเดิม และปรับมุมมองว่า จริยธรรมในศาสนานั้นไม่ใช่เพียงกฎเกณฑ์ แต่คือความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในบริบทสังคมนั้น

ต่อมาท่านได้นำอรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics) มาใช้ในการตีความคัมภีร์ คือ เน้นการตีความด้วยวิธีการเชิงวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ แทนที่จะยึดติดกับการตีความตามตัวอักษร (exegesis) แต่ให้มองหาความหมายเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งสอดคล้องกับวิธีการตีความตามธรรมในพุทธศาสนา ทำให้ลดกำแพงระหว่างศาสนาลงอย่างมีนัยสำคัญ วิธีการนี้ช่วยให้ศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์ และเกิดการสนทนากับศาสนาอื่นได้มากขึ้น

ต่อมาท่านได้พัฒนาแนวคิดปรัชญากระบวนทรรศน์ (paradigm of thought) และได้ส่งเสริมปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodern paradigm) โดยประมวลแนวคิดของมนุษยชาติในยุคปัจจุบันนี้ว่า มีความพยายามสร้างสมดุลระหว่างความจริงสากล (universal truth) ความหลากหลายทางวัฒนธรรม (multicultural) โดยท่านเห็นว่าไม่ควรปฏิเสธความจริงสากล แบบปรัชญาหลังนวยุคสายสุดขั้ว (extreme postmodernism) แต่เราควรยอมรับว่า เราเข้าถึงความจริงสากลได้เพียงบางส่วนผ่านบริบทของเราเท่านั้น แนวคิดนี้ช่วยให้เรามีวิจารณญาณ (critical mind) ไม่หลงเชื่ออะไรง่ายๆ เป็น Skepticism แบบสร้างสรรค์ และไม่ยึดมั่นถือมั่น (detachment) จนเกิดความรุนแรง (Anti-Dogmatism) ท่านยังสนับสนุนการเสวนาศาสนา (interfaith dialogue) โดยมองว่า การเผยแผ่ศาสนาไม่ใช่การแข่งขันเพื่อพิสูจน์ความจริง แต่เป็นการร่วมกันสร้างสันติภาพและความยุติธรรมแก่โลก

ในช่วงปี 2008 เป็นต้นมา ท่านเน้นการนำปรัชญามาใช้ในระดับการยกระดับจิตใจ (mindset shift) ท่านสอนว่า ปรัชญาต้องนำไปสู่ความสุขแท้ (authentic happiness) และการแก้ปัญหาในระดับต่าง ๆ หากปรัชญาใดอ่านแล้วเข้าใจยากและใช้ไม่ได้จริง ปรัชญานั้นยังไม่บรรลุผล ปรัชญาต้องอธิบายสิ่งต่าง ๆ ให้ง่าย เพื่อให้คนเข้าใจและจะได้นำไปเป็นหลักในการปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวัน และในขณะเดียวกันก็นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของคน ๆ นั้นด้วย เช่น เป้าหมายทางศาสนา เป็นต้น

ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของสังคมที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลัก แต่มีความใจกว้าง เปิดพื้นที่ให้ศาสนาอื่นเข้ามาและดำรงอยู่ได้อย่างสันติมาแต่สมัยโบราณ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก Vatican II ทำให้ชุมชนคาทอลิกในไทยสามารถปรับบทบาทจากผู้มาเยือนจากต่างวัฒนธรรม แม้จะอยู่ในสังคมไทยมากกว่า 400 ปี โดยได้ปรับภาพลักษณ์มาเป็นเพื่อนร่วมสังคมเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลสำคัญต่อการลดความหวาดระแวงทางศาสนา การสร้างความร่วมมือทางสังคม และการพัฒนาการศึกษาและสวัสดิการแก่ชาวไทยอย่างเสมอภาค

สรุป

การสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 (Vatican II, ค.ศ. 1962–1965) ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนทิศทางของศาสนจักรคาทอลิกจากท่าทีเชิงปกป้องตนเองและการเผยแผ่เชิงแข่งขัน ไปสู่แนวทางการเสวนา และความร่วมมือกับศาสนาอื่นในโลกสมัยใหม่ ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกกับพุทธศาสนาในประเทศไทยได้ขับเคลื่อนไปในทางบวกผ่านมิติปรัชญา วัฒนธรรม และสังคม นักปรัชญาไทย กีรติ บุญเจือ ได้พัฒนาแนวคิดปรัชญาบริบทและปรัชญาหลังนวยุคสายกลางเพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างเจตนารมณ์ของ Second Vatican Council กับบริบททางวัฒนธรรมของไทย แนวคิดจากการสังคายนาครั้งที่ 2 จึงได้เปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการเสวนาระหว่างศาสนา การปรับตัวทางวัฒนธรรม การร่วมมือเพื่อพัฒนาสังคม และการแลกเปลี่ยนทางจิตวิญญาณได้อย่างมีแนวทางที่ร่วมสมัยในประเทศปรัชญาบริบทและปรัชญาหลังนวยุคสายกลางยังเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความจริงและความหมายของชีวิตในโลกสมัยใหม่อีกด้วย

เอกสารอ้างอิง

  1. Gadamer, H. G. (2004). Truth and method. Continuum.
  2. Hick, J. (1989). An interpretation of religion. Yale University Press.
  3. O’Malley, J. W. (2010). What happened at Vatican II. Harvard University Press.
  4. Phan, P. C. (2003). Christianity with an Asian face : Asian American theology in the making. N.Y., Orbis Books.
  5. Ricoeur, P. (1992). Oneself as another. University of Chicago Press.
  6. Bunchua, K. (2005). Contextual philosophy. Assumption University Press.
  7. Bunchua, K. (2007). Philosophy in the ordinary language. St.John University Press.
  8. Second Vatican Council. (1965). Nostra Aetate. Vatican Press.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018