ผศ.(พิเศษ) ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

บทนำ

การศึกษาเป็นสถาบันพื้นฐานที่กำหนดทิศทางการพัฒนาของสังคมในระยะยาว ระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพไม่เพียงแต่ถ่ายทอดความรู้ แต่ยังสร้างพลเมืองที่สามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ อย่างไรก็ตาม ในหลายประเทศ ระบบการศึกษายังคงถูกวิพากษ์ว่ามีลักษณะรวมศูนย์สูง ขาดความยืดหยุ่น และไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนได้อย่างแท้จริง (Fullan, 2016)

การศึกษาร่วมสมัยจำนวนมากมักวิเคราะห์โครงสร้างการจัดการศึกษาในเชิงนโยบาย การบริหาร หรือเศรษฐศาสตร์การศึกษา การศึกษาในท่าทีใหม่จึงเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดการกระจายอำนาจทางการศึกษา (educational decentralization) และ การจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม (participatory education governance) ซึ่งมุ่งให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับพื้นที่ เช่น ครู ผู้บริหารท้องถิ่น และชุมชน มีบทบาทในการกำหนดนโยบายและการจัดการศึกษา (Bray, 2013)

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เรื่องการกระจายอำนาจมักดำเนินไปในกรอบของรัฐศาสตร์ (ฝ่ายปกครองบ้านเมือง) หรือฝ่ายการบริหารการศึกษาเท่านั้น บทความนี้เสนอว่าการทำความเข้าใจโครงสร้างของระบบการศึกษาหรือวิธีที่สังคมเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างส่วนรวมกับส่วนย่อยอาจได้รับมิติใหม่ หากพิจารณาผ่านกรอบคิดเชิงปรัชญา โดยเฉพาะแนวคิดภววิทยาของสำนักอีเลีย (Eleatic School)

สำนักอีเลียเป็นสำนักปรัชญากรีกโบราณที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาภววิทยาตะวันตก แนวคิดสำคัญของสำนักนี้คือ สิ่งที่มีอยู่เป็นหนึ่งเดียว และความแตกต่างที่มนุษย์รับรู้เป็นเพียงระดับของการปรากฏ (Parmenides, trans. 1998) แนวคิดนี้เปิดมุมมองใหม่ต่อการทำความเข้าใจระบบสังคม โดยมองว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบมิได้แยกขาดกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของเอกภาพเดียวกัน

วัตถุประสงค์

เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมจากกรณีศึกษาประเทศฟินแลนด์ แคนาดา และญี่ปุ่น อธิบายโครงสร้างดังกล่าวผ่านกรอบคิดภววิทยาของสำนักอีเลีย และเสนอแนวทางเชิงนโยบายสำหรับการพัฒนาระบบการศึกษาไทย

ผลการวิเคราะห์เชิงปรัชญา

กรอบคิดสำนักอีเลีย

แนวคิดหลักของสำนักอีเลยคือ การแยกหนทางแห่งความจริง (Way of Truth) ออกจากหนทางแห่งความคิดเห็น (Way of Opinion) โดย Parmenides เสนอว่าความจริงสูงสุดคือ “สิ่งที่มีอยู่” ซึ่งมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียว ไม่เปลี่ยนแปลง และไม่แบ่งแยก (Being is One) ส่วนความแตกต่างและความเปลี่ยนแปลงที่มนุษย์รับรู้เป็นเพียงภาพลวงของประสาทสัมผัส (Curd, 2015)

หากนำแนวคิดนี้มาประยุกต์กับการวิเคราะห์ระบบสังคม จะพบว่าระบบใดก็ตามสามารถมองได้สองระดับ ได้แก่ 1) ระดับของโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน และ 2) ระดับของรูปแบบการปรากฏที่แตกต่างกันตามบริบท ระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพจึงมิได้หมายถึง การรวมศูนย์อำนาจทั้งหมดไว้ที่ส่วนกลาง หากแต่เป็นการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างระดับต่าง ๆ ให้ดำรงอยู่ในเอกภาพเดียวกัน กล่าวคือ ส่วนกลาง ท้องถิ่น โรงเรียน และชุมชนต่างทำหน้าที่เป็นมิติของระบบเดียวกัน มิใช่หน่วยที่แข่งขันกัน การกระจายอำนาจทางการศึกษาจึงมิใช่การแบ่งระบบออกเป็นส่วน ๆ แต่เป็นการจัดระเบียบความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ ภายในเอกภาพเดียวกันของระบบการศึกษา

โครงสร้างการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม

จากผลการศึกษาของ Suwanbundit (2021) ในตัวแบบประเทศที่มีการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วม พบว่า ประเทศเหล่านี้มีโครงสร้างการบริหาร 3 ระดับ ได้แก่ โครงสร้างหลัก โครงสร้างรอง และโครงสร้างสนับสนุน ซึ่งล้วนตั้งอยู่บนหลักการกระจายอำนาจ แม้ระดับพื้นที่ที่ใช้จะมีความแตกต่างกัน ได้แก่ 1) กรณีศึกษาประเทศฟินแลนด์ ระบบการศึกษาของฟินแลนด์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในระบบที่มีคุณภาพสูงที่สุดในโลก (Sahlberg, 2015) ลักษณะสำคัญของระบบนี้คือ การกระจายอำนาจสู่ระดับท้องถิ่น โรงเรียนมีอิสระสูงในการออกแบบหลักสูตรและวิธีการจัดการเรียนรู้ ขณะที่รัฐบาลกลางกำหนดเพียงกรอบเป้าหมายระดับชาติ การจัดการศึกษาของฟินแลนด์จึงมีลักษณะเป็นเครือข่ายของชุมชนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกัน มากกว่าระบบลำดับชั้นแบบรวมศูนย์ 2) กรณีศึกษาประเทศแคนาดา แคนาดามีโครงสร้างการปกครองแบบสหพันธรัฐ ทำให้การจัดการศึกษาอยู่ภายใต้อำนาจของแต่ละมลรัฐ (Council of Ministers of Education Canada, 2022) แต่ละรัฐมีนโยบายและหลักสูตรของตนเอง อย่างไรก็ตาม มีการประสานความร่วมมือระดับชาติผ่านองค์กรกลาง เช่น Council of Ministers of Education ระบบนี้สะท้อนแนวคิดการกระจายอำนาจที่ยืดหยุ่น โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสังคม และ 3) กรณีศึกษาประเทศญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมีระบบการศึกษาที่ผสมผสานระหว่างการกำกับจากส่วนกลางและการกระจายอำนาจสู่ระดับท้องถิ่น (OECD, 2018) สภาการศึกษากลางกำหนดทิศทางนโยบาย ขณะที่จังหวัดและเขตพื้นที่การศึกษามีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการโรงเรียน กลไกสำคัญคือ สภาการจัดการโรงเรียน (school administration council) ซึ่งเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการศึกษา

การตีความเชิงภววิทยา

เมื่อวิเคราะห์กรณีศึกษาทั้งสามประเทศผ่านกรอบคิดของสำนักอีเลีย จะพบว่าความสำเร็จของระบบการศึกษาไม่ได้อยู่ที่ระดับของการรวมศูนย์หรือการกระจายอำนาจเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างเอกภาพเชิงโครงสร้าง (Structural Unity) กล่าวคือ แม้แต่ละประเทศจะมีรูปแบบการจัดการที่แตกต่างกัน แต่ทุกระบบล้วนมีโครงสร้างที่เชื่อมโยงส่วนกลาง ท้องถิ่น และสถานศึกษาเข้าด้วยกัน

แนวคิดนี้สอดคล้องกับหลัก “No One-Size-Fits-All” ซึ่งระบุว่าระบบการศึกษาที่ดีต้องปรับให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละประเทศ ในมุมมองสำนักอีเลย ความหลากหลายเหล่านี้เป็นเพียงรูปแบบการปรากฏของเอกภาพเดียวกัน นั่นคือระบบการเรียนรู้ของสังคม (societal learning system) ผ่ายแนวคิดการคืนอำนาจให้คนในพื้นที่ (Empower the Locals) ซึ่งเน้นว่า การมีส่วนร่วมจะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เช่น ครู ผู้บริหารท้องถิ่น และชุมชน มีอำนาจในการตัดสินใจอย่างแท้จริง ซึ่งการดำรงอยู่ของส่วนย่อยมีความสำคัญต่อความสมบูรณ์ขององค์รวม หากองค์รวมกดทับส่วนย่อยจนหมดอิสระ เอกภาพนั้นจะกลายเป็นเพียงโครงสร้างเชิงอำนาจ ไม่ใช่เอกภาพที่มีชีวิต

ข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย

จากการวิเคราะห์ข้างต้นย่อมได้แนวคิดว่าการกระจายอำนาจมิได้หมายถึงเพียงการแยกส่วนของระบบ แต่เป็นการสร้างเอกภาพเชิงโครงสร้างระหว่างระดับต่าง ๆ ของการจัดการศึกษา ซึ่งโครงสร้างการศึกษาที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการกำหนดทิศทางระดับชาติและอำนาจการตัดสินใจในระดับพื้นที่ แนวคิดนี้สามารถเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการศึกษาไทย ดังนี้

1) การปลดล็อกการรวมศูนย์อำนาจอย่างแท้จริง การปรับโครงสร้างการบริหารการศึกษาควรให้เขตพื้นที่และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจตัดสินใจด้านงบประมาณ บุคลากร และหลักสูตรมากขึ้น (ไม่ใช่เพียงเพื่อตอบตัวชี้วัดของส่วนกลางในลักษณะสำนักงานสาขา) เพื่อให้เกิดระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพผ่านโครงสร้างความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ (structural accountability) เพื่อให้ทุกระดับของระบบมีบทบาทร่วมกันในการลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส หากโครงสร้างของระบบขาดกลไกตรวจสอบหรือปล่อยให้บางส่วนถูกละเลย ความเป็นเอกภาพของระบบก็จะสั่นคลอน

2) การสร้างกรอบนโยบายที่ยืดหยุ่น กระทรวงศึกษา (ส่วนกลาง) ควรกำหนดเพียงเป้าหมายหลัก เช่น คุณภาพการเรียนรู้และความเสมอภาคทางการศึกษา ขณะที่วิธีการดำเนินงานเปิดโอกาสให้แต่ละพื้นที่ออกแบบได้เอง จะช่วยให้การจัดการศึกษามีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อบริบทของชุมชนมากขึ้น

3) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน การจัดตั้งสภาการจัดการโรงเรียนที่มีบทบาทจริง (ไม่ใช่เพียงกรรมการสถานศึกษาที่มักจะผันตัวเป็นกรรมการตรายาง) จะช่วยให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการศึกษา สมาชิกสภาการจัดการโรงเรียนย่อมเปลี่ยนบทบาทจากเพียงผู้สนับสนุนทุนทรัพย์ เป็นผู้ร่วมประเมินและให้ Feedback แก่โรงเรียน เพื่อให้การจัดการศึกษาตอบโจทย์ลูกหลานในพื้นที่มากที่สุด ขณะเดียวกัน การให้อิสระแก่ครูในการออกแบบหลักสูตรท้องถิ่นจะช่วยเชื่อมโยงความรู้สากลกับภูมิปัญญาชุมชน ซึ่งเป็นการสร้างเอกภาพระหว่างความรู้ระดับโลกและบริบทท้องถิ่น

สรุป

การกระจายอำนาจทางการศึกษาไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องมือทางการบริหาร ที่มุ่งการแยกส่วนของระบบ แต่เป็นการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบการศึกษาให้ดำรงอยู่ในเอกภาพเดียวกัน เมื่อพิจารณาผ่านกรอบคิดของสำนักอีเลีย จะเห็นว่าความหลากหลายของรูปแบบการจัดการศึกษาในแต่ละประเทศเป็นเพียงการปรากฏของเอกภาพเดียวกัน นั่นคือระบบการเรียนรู้ของสังคมมนุษย์ ดังนั้น ระบบการศึกษาที่ดีจึงไม่ใช่ระบบที่รวมศูนย์อำนาจอย่างแข็งตัว หรือปล่อยให้ท้องถิ่นดำเนินไปอย่างไร้ทิศทาง ระบบการศึกษาที่ดีต้องสามารถรักษาสมดุลระหว่างเอกภาพระดับชาติและความหลากหลายระดับท้องถิ่น หากองค์ประกอบทั้งสองสามารถประสานกันได้อย่างเหมาะสมในโครงสร้างเดียวกันของการเรียนรู้ของสังคม ระบบการศึกษาก็จะสามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนและตอบสนองต่อความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดได้

เอกสารอ้างอิง

  1. Bray, M. (2013). Control of education: Issues and tensions in centralization and decentralization. UNESCO.
  2. Council of Ministers of Education Canada. (2022). Education in Canada; An Overview. retrieve from https://cmec.ca/299/Education-in-Canada-An-Overview/index.html
  3. Curd, P. (2015). A presocratics reader: Selected fragments and testimonia. Hackett Publishing.
  4. Fullan, M. (2016). The new meaning of educational change. Teachers College Press.
  5. Graham, D. W. (2019). Explaining the cosmos: The Ionian tradition of scientific philosophy. Princeton University Press.
  6. OECD. (2018). Education policy outlook: Japan. OECD Publishing.
  7. Parmenides. (1998). The fragments of Parmenides (trans. A. H. Coxon). Assen: Van Gorcum.
  8. Sahlberg, P. (2015). Finnish lessons 2.0: What can the world learn from educational change in Finland. Teachers College Press.
  9. Suwanbudit, A. (2021). Structural Analysis of the Participatory education with the classic design: a case study of 3 countries. Journal of MCU Buddhasothorn Review, 1(1), 1–14.retrieve from https://so02.tci-thaijo.org/index.php/JMBR_sothorn/article/view/250139/168782

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018