อ.ดร.สิริกร อมฤตวาริน
หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์
บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ประเทศไทย
บทคัดย่อ
บทความนี้พัฒนากรอบแนวคิด “ครอบครัวในฐานะรากฐานของสันติภาพ” ผ่านการบูรณาการปรัชญาการสนทนา (dialogical philosophy) กับปรัชญาจีน ได้แก่ ขงจื๊อ เต๋า และโมจื้อ โดยเสนอว่าความขัดแย้งระหว่างรุ่นมิใช่ภาวะวิกฤต หากเป็น “ความตึงเครียดเชิงปรัชญา” ที่สามารถแปรรูปเป็นความสอดคล้องเชิงความสัมพันธ์ผ่านกระบวนการสนทนาอย่างลึกซึ้ง บทความนี้นำเสนอทั้งมิติภววิทยา ญาณวิทยา และจริยศาสตร์ พร้อมทั้งเสนอแนวปฏิบัติและนัยเชิงประยุกต์ในบริบทสังคมร่วมสมัย โดยมีการอ้างอิงเชิงวิชาการตามรูปแบบ APA เพื่อรองรับการตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ
คำสำคัญ: ครอบครัว, สันติภาพ, ความขัดแย้งระหว่างรุ่น, การสนทนา
บทนำ
ในโลกที่เต็มไปด้วยความแตกแยกเชิงโครงสร้างและความเร่งเร้าทางเทคโนโลยี คำถามเรื่องสันติภาพ มักถูกโยงไปยังระดับมหภาค เช่น รัฐหรือระบบระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม แนวคิดเชิงปรัชญาจำนวนมากกลับชี้ว่า สันติภาพที่ยั่งยืนต้องมีรากฐานจากความสัมพันธ์พื้นฐานที่สุดของมนุษย์ นั่นคือ ครอบครัว
ในปรัชญาขงจื๊อ ครอบครัวถูกวางไว้เป็นศูนย์กลางของระเบียบจักรวาลทางสังคม โดยแนวคิด xiào (孝; ความกตัญญู) และ rén (仁; ความเมตตากรุณา) ทำหน้าที่เป็นแกนกลางของจริยธรรมความสัมพันธ์ ซึ่งเชื่อมโยงจากปัจเจกสู่ครอบครัว และจากครอบครัวสู่รัฐ (Confucius, trans. 2003; Ames & Rosemont, 1998)
ในขณะเดียวกัน แนวคิดหยิน–หยางจากปรัชญาจีนโบราณเสนอว่า ความแตกต่างมิใช่สิ่งที่ต้องกำจัด หากเป็นพลังคู่ตรงข้ามที่เกื้อหนุนกัน (Laozi, trans. 2008) ความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นจึงมิใช่ความขัดแย้งเชิงลบ แต่เป็นพลวัตแห่งความสมดุล
ความขัดแย้งระหว่างรุ่นในกรอบปรัชญาจีนและตะวันตก
ความขัดแย้งระหว่างรุ่นสามารถเข้าใจได้ผ่านกรอบคิด 3 ด้าน ได้แก่ ภววิทยา ญาณวิทยา และจริยศาสตร์
1. ด้านภววิทยา (Ontology) คนรุ่นก่อนมักยึดโยงกับความมั่นคงและความต่อเนื่อง ขณะที่คนรุ่นใหม่เปิดรับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน ความแตกต่างนี้สะท้อนโครงสร้างแบบหยิน–หยาง ซึ่งความมั่นคง (หยิน) และการเปลี่ยนแปลง (หยาง) ต่างเกื้อหนุนกัน (Laozi, trans. 2008)
2. ด้านญาณวิทยา (Epistemology) ขงจื๊อเน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และการสืบทอด (tradition-based knowing) ในขณะที่คนรุ่นใหม่ดำรงอยู่ในระบบความรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นเครือข่ายความรู้ (knowledge network) และความรวดเร็วของดิจิทัล ความแตกต่างนี้สอดคล้องกับแนวคิดของ Bohm (1996) ที่มองว่าความคิดของมนุษย์ถูกกำหนดโดยบริบททางสังคม
3. ด้านจริยศาสตร์ (Ethics) ในขงจื๊อ ความสัมพันธ์เชิงลำดับชั้น (hierarchical harmony) เป็นสิ่งจำเป็นต่อความสงบเรียบร้อย ขณะที่โลกสมัยใหม่เน้นความเสมอภาคและเสรีภาพส่วนบุคคล ความตึงเครียดนี้สะท้อนความแตกต่างระหว่างหน้าที่และสิทธิ (Ames & Rosemont, 1998)
การสนทนาเชิงลึก: สะพานเชื่อมความแตกต่าง
แนวคิดของ Bohm (1996) เสนอว่า การสนทนา/การเสวนา (dialogue) มิใช่เพียงการแลกเปลี่ยนข้อมูล แต่เป็นกระบวนการที่ความหมายใหม่เกิดขึ้นร่วมกัน ขณะที่ Buber (1970) เสนอความสัมพันธ์แบบ I–Thou ซึ่งเป็นการพบกันอย่างแท้จริงของคู่สนทนา
เมื่อผสานกับแนวคิดเต๋า (wu wei; 無為) การสนทนาจะไม่ใช่การควบคุมหรือเอาชนะ หากเป็นการ ปล่อยให้ความจริงเผยตัวอย่างเป็นธรรมชาติ (Laozi, trans. 2008) นอกจากนี้ แนวคิดของโมจื้อ (jian ai; 兼愛) หรือ ความรักที่ไม่แบ่งแยกยังช่วยขยายกรอบของการสนทนาไปสู่ความเมตตาที่ครอบคลุมทุกฝ่าย (Mozi, trans. 2003)
การปฏิบัติการเชิงสนทนาในบริบทครอบครัว
การสร้างสันติภาพในครอบครัวต้องอาศัยการปฏิบัติในกระบวนการสนทนา/เสวนาที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ การฟังอย่างลึกซึ้ง (deep listening) การระงับอคติ (suspension of judgment) การสื่อสารอย่างแท้จริง (authentic expression) และการเคารพความสัมพันธ์ตามบริบท (li; 禮) (Confucius, trans. 2003) ในบริบทนี้ li มิใช่เพียงพิธีกรรม หากเป็นรูปแบบของความสัมพันธ์ที่ช่วยจัดระเบียบอารมณ์และการปฏิสัมพันธ์ในครอบครัว
ผลลัพธ์ของกระบวนการสนทนา/เสวนาไม่ใช่เพียงการแก้ไขปัญหา แต่เป็นการก่อรูปของความสอดคล้องเชิงความสัมพันธ์ ซึ่งสะท้อนแนวคิด hé (和; harmony) ในปรัชญาจีน ความสอดคล้องนี้มิใช่ความเหมือนกัน แต่เป็นความแตกต่างที่ประสานกัน (harmonized diversity) (Ames & Rosemont, 1998)
1. กรอบแนวคิด: การสนทนาในฐานะปฏิบัติการเชิงภววิทยา
การสนทนาในบริบทครอบครัวมิใช่เพียงเครื่องมือสื่อสาร หากเป็นปฏิบัติการเชิงภววิทยา (ontological practice) ที่เปลี่ยนแปลงวิธีการเป็นอยู่ร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว ในกรอบของ Bohm (1996) การสนทนาเปิดพื้นที่ให้ความคิดถูกมองเห็น แทนที่จะถูกยึดถือ ขณะที่ Buber (1970) มองว่าการสนทนาที่แท้คือการเปลี่ยนความสัมพันธ์จาก I–It (ฉัน-มัน = กดขี่) ไปสู่ I–Thou (ฉัน-เธอ เสมอภาคกัน) เมื่อผสานกับแนวคิดจีน li (禮; รูปแบบ/จังหวะของความสัมพันธ์) he (和; ความกลมกลืน) wu wei (無為; การไม่ฝืน) การสนทนาจึงกลายเป็นศิลปะแห่งการอยู่ร่วมมากกว่าการแลกเปลี่ยนข้อมูล
2. องค์ประกอบหลักของการปฏิบัติการเชิงสนทนา
(1) การฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) หมายถึง การฟังเพื่อเข้าใจโลกภายในของอีกฝ่าย ไม่ใช่เพื่อโต้ตอบ สอดคล้องกับ ren (仁) ความเมตตา และสะท้อน I–Thou ของ Buber
ตัวอย่างเช่น ลูกวัยรุ่นพูดว่า “ผมไม่อยากเรียนสายที่พ่อเลือก” แทนที่พ่อจะตอบทันที กระบวนการนี้เสนอให้ หยุดฟังและถามว่า “ลูกกังวลอะไรอยู่ เล่าให้พ่อฟังได้ไหม” ผลลัพธ์ที่จะได้ย่อมเป็นการทำให้ความตึงเครียดเปลี่ยนจากการต่อต้านไปเป็นการเปิดเผย
(2) การระงับการตัดสิน (Suspension) หมายถึง การยกความเชื่อ ความคาดหวัง และอคติของตนเองไว้ก่อน ตรงกับ แนวคิดของ Bohm ที่ให้แขวนแนวคิดเบื้องต้นของตน (suspension of assumptions) และแนวคิดเต๋าที่เน้นการไม่ยึดมั่น (non-attachment)
ตัวอย่างเช่น แม่รู้สึกว่า “ลูกติดมือถือ = ขี้เกียจ” แต่เลือกยกความเชื่อนี้ไปก่อน และสำรวจแทนว่า “ลูกใช้มือถือทำอะไรที่สำคัญกับชีวิตลูก?” ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นการเปลี่ยนจากการตีความไปเป็นการเข้าใจบริบทของอีกฝ่าย
(3) การสื่อสารอย่างแท้จริง (Authentic Voice) หมายถึง การแสดงความรู้สึกและความคิดอย่างซื่อตรง แต่ก็ไม่มุ่งไม่ทำร้ายอีกฝ่าย สอดคล้องกับ แนวคิดของ Buber ที่เน้นให้เราปรากฏตัวตนของตนเองที่แท้จริง และแนวคิดของขงจื้อ (cheng, 誠) ที่เน้นความซื่อตรง ซื่อสัตย์
ตัวอย่างเช่น ลูกกล่าวว่า “หนูรู้สึกกดดันเวลาที่ต้องทำตามความคาดหวังของพ่อแม่” เมื่อพ่อแม่แสดงตัวตนจริง ๆ ความรู้สึกจริง ๆ ของตน และแสดงให้เขารู้ ผลลัพธ์ที่จะเกิดในการสนทนานี้คือ การเปลี่ยนจาก ความเงียบที่สะสม ไปเป็นความจริงที่ปลอดภัยกับทุกฝ่าย
(4) การเคารพในความแตกต่าง (Relational Respect) หมายถึง การยอมรับว่าอีกฝ่ายมีโลกของตนเอง แนวคิดนี้สอดคล้องกับ แนวคิดขงจื้อ li (禮) ซึ่งเสนอให้รักษาความเหมาะสมในความสัมพันธ์ระหว่างกัน และแนวิคด Yin–Yang เพื่อให้ความต่างเกิดการเกื้อหนุนกัน
ตัวอย่างเช่น ปู่ย่ามีค่านิยมแบบดั้งเดิม แต่หลานมีวิถีชีวิตสมัยใหม่ ก็แทนที่จะบังคับให้เหมือนกัน แต่ครอบครัวสามารถร่วมกันสร้างพื้นที่ว่า “เราสามารถต่างกัน และยังรักกันได้” เมื่อพูดคุยสนทนากัน ย่อมทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ทำให้ความขัดแย้งเชิงอัตลักษณ์/รุ่น/วัย เปลี่ยนไปเป็นบริบทของความหลากหลายที่อยู่ร่วมกันได้
3. รูปแบบการปฏิบัติ (Structured Dialogical Practices) ซึ่งมีหลายรูปแบบ แต่ละครอบครัวสามารถนำไปใช้ได้ตามที่พิจารณาว่าเหมาะสมกับครอบครัวของตน เช่น
(1) วงสนทนาครอบครัว (Family Dialogue Circle) ให้สมาชิกครอบครัวนั่งเป็นวง เช่นที่พื้น หรือสนามหญ้า ไม่มีลำดับอำนาจ (ไม่ควรนั่งโต๊ะกลม หรือโซฟารับแขก เพราะจะยังมีพื้นที่อำนาจเกิดขึ้น) ให้มีผู้นำเข้าการสนทนา และเปิดโอกาสให้พูดทีละคน คนอื่นรับฟัง ไม่แย้ง ไม่แทรก เพราะทุกเสียงมีคุณค่า
ตัวอย่างเช่น ทุกวันอาทิตย์ สมาชิกในครอบครัวมาแชร์กันว่า สัปดาห์นี้มีอะไรดี มีอะไรอยากให้ครอบครัวช่วยตนบ้าง
(2) การเล่าเรื่อง (Narrative Sharing) ในโอกาสดี ๆ เช่น เย็นวันอาทิตย์ ระหว่างมื้อเย็น ผู้ใหญ่ใช้บรรยากาศการอยู่ร่วมกันเล่าประสบการณ์ชีวิต หรือให้เด็ก ๆ เล่าความฝันและความกังวลในชีวิต เพื่อเชื่อม “อดีต–ปัจจุบัน–อนาคต” และเสนอแนวคิดในการสนับสนุน-ช่วยเหลือ-แนะนำกัน ในรูปแบบของทางเลือกที่มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ (possible answers)
(3) ช่วงเวลาแห่งความเงียบ (Mindful Silence) ครอบครัวอาจใช้เวลาร่วมกัน โดยการนั่งเงียบ 3–5 นาที ก่อนพูดคุย เพื่อช่วยลดอารมณ์และการปะทะเมื่อเกิดความขัดแย้งในครอบครัว (ในการเงียบนี้ ต้องไม่มีเสียงอื่น เช่น เพลง หรือรายการข่าวแทรกขึ้นมา) และจะทำให้เริ่มคุยกันจากใจที่นิ่งขึ้น
(4) การสะท้อนกลับ (Reflective Dialogue) สมาชิกในครอบครัว ให้เวลาฟังต่อกัน และสะท้อนสิ่งที่ได้ยิน เช่น “ที่ลูกพูดคือ ลูกอยากมีอิสระมากขึ้น ใช่ไหม” การทวนซ้ำ ก็เพื่อให้เกิดการลดความเข้าใจผิดหรือการด่วนสรุปในการสนทนาระหว่างกัน
การสนทนาที่ดีจะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่าน 3 ระดับ
| ระดับ | ก่อนสนทนา | หลังสนทนา |
|---|---|---|
| อารมณ์ | โกรธ / ปิดกั้น | เปิดใจ / สงบ |
| ความคิด | ตัดสิน / ยึดมั่น | เข้าใจ / ยืดหยุ่น |
| ความสัมพันธ์ | แยกจากกัน | เชื่อมโยงกัน |
การสนทนา/เสวนาในครอบครัวมิใช่การมุ่งแก้ปัญหา แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีที่ครอบครัวดำรงอยู่ร่วมกัน กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ครอบครัวที่สนทนาอย่างแท้จริง มิได้ต้องไม่มีความขัดแย้ง แต่มีความสามารถในการแปรรูปความขัดแย้งให้กลายเป็นความเข้าใจต่อกันอย่างแท้จริง
สรุป
การบูรณาการปรัชญาจีนเข้ากับกรอบการสนทนา/เสวนา จะเปิดมิติใหม่ของการทำความเข้าใจสันติภาพในระดับจุลภาค คือ ระดับครอบครัว เนื่องจากสันติภาพมิได้เริ่มต้นจากโลก หากเริ่มต้นจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ที่สุด เมื่อครอบครัวสามารถเปลี่ยนความแตกต่างให้เป็นความสมดุล เปลี่ยนความขัดแย้งให้เป็นบทสนทนา และเปลี่ยนความสัมพันธ์ให้เป็นพื้นที่แห่งความเข้าใจ สันติภาพก็จะมิใช่เป้าหมาย หากเป็นวิถีแห่งการดำรงอยู่ของแต่ละคนนั่นเอง
ในบริบทสังคมไทย แนวคิดนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตรครอบครัวเชิงคุณธรรม การส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพภายในของบุคคลโดยเฉพาะมิติความเป็นอยู่ (ฺBeing) และความสัมพันธ์(Relating) นอกจากนี้ยังจะช่วยในการส่งเสริมการสร้างวัฒนธรรมครอบครัวแห่งการสนทนา และลดช่องว่างระหว่างรุ่นในสังคมระยะยาวอีกด้วย
เอกสารอ้างอิง
Ames, R. T., & Rosemont, H. (1998). The Analects of Confucius: A philosophical translation. Ballantine Books.
Bohm, D. (1996). On dialogue. Routledge.
Buber, M. (1970). I and Thou (W. Kaufmann, Trans.). Scribner. (Original work published 1923)
Confucius. (2003). Analects (D. C. Lau, Trans.). Penguin Classics.
Laozi. (2008). Tao Te Ching (D. C. Lau, Trans.). Penguin Classics.
Mozi. (2003). The Mozi: A complete translation (I. Johnston, Trans.). Columbia University Press.

Leave a comment