Aquinas and holy life อไควเนิสกับชีวิตศักดิ์สิทธิ์
ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ
การไถ่บาป (redemption) การไถ่บาป หมายถึง การช่วยมนุษย์ได้พ้นทุกข์ได้ง่ายขึ้น อไควเนิสไม่เห็นด้วยกับออเกิสทีนในหลักการที่ว่า “ถ้าพระเป็นเจ้าไม่ช่วย มนายืทำดีอะไรไม่ได้เลย” อไควเนิสถือหลักว่า “พระเป็นเจ้าทรงช่วยผู้ที่ช่วยตัวเอง” ดังนั้น หลักการเบื้องต้นสำหรับการหลุดพ้นของอไคเนิสจึงไม่ต่างกับพุทธสุภาษิตมากนักที่ว่า “ตนของตนเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง” หมายความว่าในสภาวะตามธรรมชาติของมนุษย์ มนุษย์สามารถพ้นทุกข์บรรลุถึงการหลุดพ้นได้อยู่เหมือนกัน หากแต่ต้องมีมานะและต้องการความเพียรอดทนมากจนทำให้คนส่วนมากท้อแท้และหมดกำลังใจ พระเป็นเจ้าทรงสงสารและทรงแสดงพระเมตตาโดยวางโครงการไถ่บาปมนุษย์ การไถ่บาปจึงเป็นการช่วยมนุษย์ให้บรรลุถึงการหลุดพ้นได้ง่ายขึ้นและสูงส่งขึ้นนั่นเอง อไควเนิสคิดว่าพระเป็นเจ้าไม่จำเป็นจะต้องรับเอากายเป็นมนุษย์เพื่อการไถ่บาปดังกล่าว แต่ทรงเลือกการรับเอากายเพราะเป็นวิถีแสดงความรักหวังดีต่อมนุษย์ได้อย่างดีที่สุด การรับเอากายของพระบุตรมาเป็นพระเยซูจึงมีผลทางประทานคำสอน ประทานตัวอย่าง สร้างบารมีและตั้งคริสตจักร
คำสอนและตัวอย่างของพระองค์ปรากฏในพระวรสาร (The Gospels) และในคำสอนของนักปราชญ์คริสต์ที่พัฒนาจากพระวรสารเรื่อยมาตามประวัติศาสตร์ บารมีของพระองค์สะสมไว้ในคริสตจักรรวมกับบารมีของนักบุญทั้งหลายที่ได้สร้างสะสมไว้ ผู้ประสงค์จะพึ่งบารมีของพระองค์ก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบการของคริสตจักรและเข้าร่วมพิธีกรรมของคริสตจักรของพระองค์
พิธีกรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ พิธีกรรมดั้งเดิม (sacrament) ซึ่งพระเยซูทรงกำหนดขึ้น อไควเนิสถือว่ามี 7 อย่าง คือ ศีลล้างบาป (Baptism) ,ศีลกำลัง (Confirmation), ศีลอภัยบาป (Confession), ศีลมหาสนิท (Communion), ศีลอนุกรม (Order), ศีลสมรส (Matrimony), และศีลเจิมคนป่วย (Unction) นอกเหนือไปจากนี้เป็นพิธีกรรมเสริม (sacramental) ซึ่งคริสตจักรแต่งเติมเสริมขึ้นตามความเหมาะสมของกาลเทศะ อย่างเช่น พิธีมิสซาแต่เดิมเป็นพิธีศีลมหาสนิทเท่านั้น ต่อมามีการแต่งเติมพิธีก่อน หลัง และแทรกกลางเข้ามากมาย จนอาจจะใช้เวลาถึง 2-3 ชั่วโมงตามความต้องการของโอกาสต่าง ๆ พิธีมิสซาจึงอาจจะปรับปรุงเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ยกเว้นส่วนที่เป็นศีลมหาสนิทซึ่งเป็นพิธีดั้งเดิม
โลกหน้า(after life) โลกหน้ามี 3 แดน คือ สวรรค์ (Heaven) นรก (Hell) และแดนชำระ (Purgatory) สารัตถะแห่งชีวิตในสวรรค์ก็คือการได้เข้าใจพระเป็นเจ้าโดยตรงด้วยอัชฌัตติกญาณอุตระ ซึ่งพระคัมภีร์เรียกว่าการเห็น (vision) ผู้ที่เข้าใจพระองค์โดยตรงเช่นนี้แล้วย่อมจะรักพระองค์ในฐานะเป้าหมายสูงสุด (ลต. Summumbonum) เจตจำนงจึงปักแน่นอยู่ในความรักนี้อย่างไม่มีวันลดน้อยลง เปรียบเหมือนเหล็กที่ถูกแม่เหล็กดูดอย่างแรงชนิดที่ไม่มีวันจะมีแรงอื่นมาดูดได้แรงกว่า
นรกคือแดนทรมาน สำหรับผู้ที่ไม่ยอมเลือกเป้าหมายสูงสุดทั้ง ๆ ที่รู้ว่าต้องเลือก ผู้ที่ตัดสินใจทำได้ย่อมมีทิฐิ ตัวเขาเองจะไม่มีวันเปลี่ยนใจหันเหจิตใจมาหาเป้าหมายสูงสุดอีกเลย นรกจึงเป็นสภาวะนิรันดรเพราะทิฐิมานะของผู้ตกนรกเองมิใช่เพราะพระเป็นเจ้าทรงปรารถนาจะลงโทษตลอดกาลนิรันดร
แดนชำระเป็นแดนใช้กรรมชั่วคราว ซึ่งไม่อาจจะรู้ได้ว่า พระเป็นเจ้าจะให้ใช้กรรมแบบใด ที่รู้แน่ก็คือผู้ที่ได้สร้างบาปกรรมไว้จะต้องใช้กรรมจนหมดสิ้นบริสุทธิ์จริง ๆ จึงจะได้ขึ้นสวรรค์ได้
