Autrecour, Nicholas of นีเคอเลิสแห่งโอเทรอคูร์
ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ
นีเคอเลิสแห่งโอเทรอคูร์ (Nicholas of Autrecour 1300 ?-1350 ? ) ตัวแทนของลัทธินามนิยม (ดู nominalism) เรียนและสอนที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนน์ ซึ่งขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยปารีส ถูกเรียกตัวไปสอบสวนต่อหน้าสันตะปาปาเคลเมินท์ที่ 6 ในวังอาวีโญง คำสอน 60 ข้อถูกประณามซึ่งนีเคอเลืสยอม แต่ก็ถูกห้ามสอน
พื้นฐานเบื้องต้นและพื้นฐานเดียวของความแน่นอนแห่งความรู้ก็คือหลักการไม่ปฏิบท ดังนั้น ความรู้ที่แน่นอนทุกข้อจะต้องลดทอนลงได้ถึงหลักการนี้
หลักการไม่ปฏิบททำให้เราแน่ใจข้อความวิเคราะห์ทุกข้อ และข้อความสังเคราะห์หลังประสบการณ์ทุกข้อด้วย แต่นีเคอเลิสให้ข้อสังเกตว่า ความแน่ใจที่ว่าเราได้จากประสบการณ์ก็คือประสบการณ์และความสำนึกว่ามีประสบการณ์ ทั้ง 2 เรื่องนี้เราจะปฏิเสธไม่ได้เพราะจะขัดแย้งตนเอง แต่ทว่าความแน่ใจดังกล่าวมิได้กินความไปถึงวัตถุแห่งประสบการณ์ว่ามีจริงหรือไม่และมีอย่างไร เบอร์เนิร์ดแห่งอเรดโส (Bernard of Arezzo) ค้านว่า เมื่อเราเห็นสีขาว เราจะแน่ใจไม่ได้เทียวหรือว่ามีวัตถุขาว นีเคอเลิสตอบว่า ข้อแย้งของเบอร์เนิร์ดสมมุติ 2 เรื่องคือ สมมุติว่าเราสามารถอนุมานจากความมีอยู่ของสิ่งหนึ่งไปสู่ความมีอยู่ของอีกสิ่งหนึ่งได้ และสมมุติว่าจรสมบัติต้องมีสารรองรับทั้ง 2 เรื่องนี้นีเคอเลิสถือว่าเราไม่อาจแน่ใจได้ด้วยวิธีใด ข้อแย้งจึงขาดน้ำหนัก
ในเมื่อไม่ยอมรับการอนุมานความมีอยู่ของสิ่งหนึ่ง จากความมีอยู่ของอีกสิ่งหนึ่งเช่นนี้ นีเคอเลิสย่อมไม่ยอมรับกฎการเป็นสาเหตุ เพราะความเป็นสาเหตุยืนยันความมีอยู่ของผลจากความมีอยู่ของสาเหตุ อย่างไรก็ตาม นีเคอเลิสยอมรับว่าในชีวิตจริงเราเชื่อว่าถ้ามีสาเหตุก็จะมีผลติดตามมา เรื่องนี้นีเคอเลิสชี้แจงว่าเป็นผลทางจิตวิทยา คือ เมื่อเราได้เคยมีประสบการณ์ในอดีตซ้ำ ๆ ซาก ๆ ทำให้เราคาดหมายว่าในอนาคตน่าจะเป็นเช่นนั้นอีก จะเห็นต่อไปว่าคำสอนเรื่องนี้จะเป็นประเด็นสำคัญในปรัชญาของเดวิด ฮิวม์ อย่างไรก็ตาม นีเคอเลิสยอมรับว่า พระเป็นเจ้าทรงเป็นสาเหตุแรกของทุกสิ่งแต่ถือว่าเราแน่ใจได้จากวิวรณ์ มิใช่จากเหตุผล
สารรองรับเราก็แน่ใจไม่ได้ เพราะเราไม่มีประสบการณ์ และจากประสบการณ์จรสมบัติเราไม่อาจอนุมานถึงสารได้ ในทำนองเดียวกันจากประสบการณ์ว่ามีความเข้าใจและเจตจำนง เราไม่อาจจะอนุมานไปถึงดวงวิญญาณในร่างกายได้
นีเคอเลิสสอนเหมือนนักคิดอื่น ๆ ในขบวนการว่า เราอาจพิสูจน์ความมีอยู่ของพระเป็นเจ้าได้ในระดับน่าจะมีเท่านั้น จะพิสูจน์ให้รู้แน่นอนไม่ได้ นอกจากจะแน่ใจด้วยวิวรณ์และเชื่อด้วยศรัทธาเท่านั้น
ทางด้านจักรวาลวิทยา นีเคอเลิสคิดว่า ทฤษฎีปรมานูของดิมาเครอเทิส (Democritus) สามารถอธิบายเรื่องการเปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าทฤษฎีสสารและแบบของเอเริสทาเทิล และใช้อธิบายการปูนบำเหน็จและการลงโทษในโลกหน้าได้ กล่าวคือ วิญญาณที่มีกุศลจะรวมตัวกับปรมาณูดีๆ ตามระดับของกุศลและจะมีประสบการณ์ที่น่าพอใจ ส่วนวิญญาณที่มีบาปจะรวมตัวกับปรมาณูเลว ๆ ตามระดับของบาปและจะมีประสบการณ์ที่น่าขยะแขยง
นีเคอเลิสเป็นนักวิจารณ์และนักตรรกวิทยาไม่ใช่นักสร้างระบบ ดังนั้น เมื่อถูกไล่เรียงก็หาทางเลี่ยงจนพ้นผิดได้เสมอ คาร์ดีนัลคูร์ติ (Cardinal Curti) ซึ่งเป็นประธานกรรมการสอบสวนคำสอนของนีเคอเลิส ระอาใจถึงกับกล่าวว่านีเคอเลิสแก้ตัวอย่างหมาจิ้งจอก (ลต. Excusatio vulpine = foxy excuse) กล่าวคือ ปลิ้นปล้อนจนจับไม่ติด แต่ทว่าผู้เอาใจช่วยนีเคอเลิสอย่างเช่นพีเทอร์แห่งไอยี (Peter of Ailly) กลับเห็นว่า นีเคอเลิสมิได้สอนผิดแต่ประการใด หากแต่ถูกฟ้องเพราะความริษยามากกว่า อย่างไรก็ตาม เราอาจจะเห็นได้ว่านีเคอเลิสอยู่ฝ่ายหัวก้าวหน้า ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าวิถีใหม่ นั่นคือพยายามจะปรับปรุงความเข้าใจและวิธีอธิบายคำสอนของศาสนาด้วยวิธีการใหม่ ๆ ผู้ทำเช่นนี้มักจะถูกเข้าใจผิดและถูกโจมตีอย่างไม่ปรานีจากผู้ยึดมั่นกับวิถีเก่า สิ่งใหม่ในความคิดของนีเคอเลิสและของขบวนการอากเคิมก็คือการวิเคราะห์ภาษา สมัยนั้นคนส่วนมากไม่เห็นคุณค่า เห็นแต่เพียงว่าเป็นการแหวกแนว ในสมัยนี้เราเห็นคุณค่ามากขึ้น และยอมรับว่าเป็นวิธีที่ทันสมัย เราได้ปรับปรุงจนได้วิธีปรัชญาวิเคราะห์ในปัจจุบัน การที่ขบวนการอากเคิมเสนอแนวทางใหม่ มีผู้สนับสนุนบ้างคัดค้านบ้าง มีผู้เข้าใจถูกบ้างผิดบ้าง ฯลฯ ต้องนับว่าเป็นครรลองปกติแห่งวิวัฒนาการทางปัญญาของมนุษย์ ส่วนการที่มีมือการเมืองเข้าเกี่ยวข้องขัดขวางนับเป็นจุดด่างพร้อยของประวัติศาสตร์สร้างสรรค์ของมนุษยชาติ

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018