Bernardino Telesio แบร์นาดีโน เตเลสิโอ

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

แบร์นาดีโน เตเลสิโอ (Bernardino Telesio 1509-1588) เป็นชาวอิตาเลียน เรียนปรัชญาและแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งปาดัว ได้ศึกษาปรัชญาของแอเริสทาเทิลตามอรรถกถาของแอลิกแซนเดอร์ แอเฟรดีเสียสรู้สึกไม่จุใจ จึงเร่ร่อนหาความรู้ต่อไปตามเมืองต่าง ๆ และเข้าถือพรตในคณะเบนีดิกทีนเสีย 10 ปี ยังไม่สมใจจึงสึกออกมาหาความรู้ต่อไป ได้รู้จักอรรถกถาของอีเบินรูชด์ที่เนเปิลก็ยังไม่พอใจจึงคิดจะตั้งหลักหาแนวทางของตนเอง แต่งงานกับแม่ม่ายในปี 1555 มีลูกติดมา 2 คน และมีใหม่อีก 4 คน ทำให้เตเลสิโอมีหนี้สินรุงรังต้องพยายามเขียนหนังสือใช้หนี้ เนื่องจากมีความคิดเป็นอิสระ จึงถูกคัดค้านจากทุกฝ่าย ต้องต่อสู้ด้วยการตอบโต้แก้ข้อกล่าวหาและหาเงินใช้หนี้ สันตะปาปาพอลที่ 3 พอลที่ 4 และไพเอิสที่ 4 ทรงเห็นใจอยากจะช่วยเหลือก็ไม่ยอมรับ ดิ้นรนด้วยตนเองจนถึงวันตาย มีลูกศิษย์ลูกหาซึ่งรวมตัวกันเป็นสำนักเตเลสิโอที่เนเปิลเพื่อสืบต่อเจตนารมณ์และเผยแพร่แนวความคิดต่อไป ตัวเตเลสิโอเองเนื่องจากมีศรัทธาต่อคริสตศาสนาอย่างเหนียวแน่น จึงมีปัญหาว่าจะประสานกฎของเอกภพกับคริสตศาสนาได้อย่างไร

วิธีรู้กฎของเอกภพ เตเลสิโอไม่พอใจแอเริสทาเทิลซึ่งตามความเข้าใจของคนสมัยนั้นคิดว่าเป็นบิดาของลัทธิเหตุผลนิยม คือ ให้หากฎของเอกภพหรือกฎของธรรมชาติด้วยการไล่เลียงด้วยเหตุผลนิรนัย เตเลสิโอเห็นว่าการใช้เหตุผลมิได้ช่วยให้ได้ความจริง เหตุผลช่วยได้เพียงแต่สนับสนุนความคิดเท่านั้น ดังที่ปรากฏว่าบรรดาผู้ที่ใช้เหตุผลเสนอกฎของเอกภพต่าง ๆ กันจนไม่รู้จะเชื่อใครดี ในที่สุดเตเลสิโอถึงกับสรุปว่า “การค้นหากฎของเอกภพด้วยเหตุผลนิรนัยและจินตนาการเป็นการบิดเบือนกิจการของพระเจ้า”(Dizionario : Telesio) เตเลสิโอจึงคิดว่าทางที่ดีควรใช้การสังเกตทดลองเป็นหลักในการแสวงหากฎของเอกภพ นั่นคือให้เชื่อสัมผัสมากกว่าเหตุผล และเมื่อได้ข้อเท็จจริงแล้วจะใช้เหตุผลพิสูจน์อย่างไรก็ได้ แต่ผลสรุปจะต้องไม่ขัดแย้งกับข้อมูลทางผัสสะ หลักการนี้เองทำให้แฟรงซิส เบเคิน ยกย่องเตเลสิโอมาก ถึงกับวิจารณ์ว่าเป็นคนหัวใหม่คนแรก เป็นผู้เตรียมทางไปสู่วิธีการวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบต่อไป

อย่างไรก็ตามผัสสะจะต้องคล้อยตามวิวรณ์เสมอ ดังจดหมายถึงท่านดยุคคาราฟาแห่งโนเชรา (Duke Carafa of Nocera) ตอนหนึ่งว่า “คำสอนของเรากลมกลืนกับผัสสะและพระคัมภีร์จนดูเหมือนจะมีบ่อเกิดจาก 2 ทางนี้เท่านั้น” เพราะเหตุที่เตเลสิโอยังไม่รู้จักแยกความเข้าใจระดับวิวรณ์ออกจากระดับวิทยาศาสตร์นี่แหละ ทำให้วิธีการวิทยาศาสตร์ของเตเลสิโอไม่สมบูรณ์แบบ จึงได้เกียรติเพียงเป็นผู้นำหน้าวิธีการวิทยาศาสตร์เท่านั้น

กฎของเอกภพ เตเลสิโอสอนว่าเอกภพประกอบขึ้นด้วย 3 สิ่ง คือสสารซึ่งมีลักษณะเป็นเนื้อสาร อีก 2 ชนิด เป็นพลังงานที่มีลักษณะและทำการตรงกันข้าม คือ ความร้อนกับความเย็น ความร้อนเป็นพลังกัมมันต์ ผลักดันให้สสารทำการ ส่วนความเย็นเป็นพลังเฉื่อย ยึดสสารให้อยู่นิ่ง ท้องฟ้ามีความร้อนมากกว่าความเย็น ส่วนแผ่นดินมีความเย็นมากกว่าความร้อน และเพราะเหตุนี้เองที่โลกของเราเป็นศูนย์กลางของเอกภพอยู่ก็เพราะมีความเย็นมากที่สุดนี่เอง ท้องฟ้าส่วนที่ยิ่งห่างโลกยิ่งร้อนจัดและมีพลังกัมมันต์มาก คำสอนของแอเริสทาเทิลเรื่องผู้เคลื่อนแรกซึ่งตัวเองไม่เคลื่อนจึงเป็นเรื่องเหลวไหล และเตเลสิโอถึงกับถือว่าบุคคลผู้ใดกล่าวหาพระเจ้าว่าทรงเป็นผู้เคลื่อนซึ่งตัวเองไม่เคลื่อนย่อมกล่าวผรุสวาท เพราะผู้เคลื่อนที่ไม่เคลื่อนเป็นคำพูดที่ขัดแย้งในตัว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ พระเจ้าทรงกระทำการตลอดเวลาและทำการอย่างเข้มข้นที่สุด อยู่นิ่งเมื่อไรก็ไม่เป็นพระเจ้าเมื่อนั้น พระเจ้าทรงทำการดูแลโลกอย่างเข้มข้นที่สุด

มนุษย์ เตเลสิโอคิดว่าสสารแต่ละหน่วยย่อมมีพลังความร้อนไม่มากก็น้อย หากสสารส่วนใดมีพลังความร้อนเข้มข้นเป็นพิเศษจนถึงขั้นจิต สสารหน่วยนั้นจะเป็นสิ่งมีชีวิตและชีวิตก็คือจิตความร้อน (hot spirit) นั่นเอง สัตว์มีจิตความร้อนเข้มข้นมากกว่าพืช มนุษย์นอกจากจะมีจิตความร้อนเหมือนสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ แล้ว ยังมีวิญญาณอมตะซึ่งพระเจ้าประทานให้แต่ละคนเป็นรายบุคคล

มนุษย์เรียนรู้โดยอาศัยจิตความร้อน ซึ่งทำการตั้งแต่รับรู้ผัสสะ เก็บไว้เป็นความจำ ยักย้ายไปต่าง ๆ เป็นจินตนาการ และอนุมานเป็นเหตุผล เมื่อเป็นเช่นนี้สัตว์ก็มีเหตุผลเหมือนกัน เพราะมีจิตความร้อนเหมือนมนุษย์ หากแต่เข้มข้นน้อยกว่า จึงใช้เหตุผลได้เพียงระดับต่ำ ๆ เท่านั้น ส่วนวิญญาณอมตะมีไว้สำหรับรู้และรักพระเจ้าเท่านั้น

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018