Descartes on truth ความจริงของเดการ์ต

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เดการ์ต (Descartes 1496-1650)บิดาของลัทธิเหตุผลนิยม (ดู rationaliscn) สอนให้ขจัดอคติในวิธีคิดของเราเอง เนื่องจากเห็นว่านักปราชญ์ที่แล้ว ๆ มาใช้ความพยายามมากมายสืบเสาะหาความจริงจนสามารถสร้างเป็นระบบประสานกันแน่นแฟ้นจนทุก ๆ ส่วนเกี่ยวโยงกันหมดเป็นเครือข่าย (network) ถ้าเรามองดูทั้งระบบแล้วก็เห็นว่าประสานกลมกลืนกันดี แต่อะไรเล่าจะเป็นหลักค้ำประกันว่าความรู้ทั้งระบบนี้ ตรงกับความเป็นจริงคือระบบเครือข่ายของเอกภพ ถ้าสมมุติมีสิ่งผิดพลาดในระบบนี้สักตอนหนึ่ง จะมิทำให้ระบบทั้งระบบผิดพลาดไปหมดหรือ เพราะความจริงในระบบทุกข้อทุกตอนต่างก็อาศัยกันและกัน

เดการ์ตจึงคิดว่าจำเป็นต้องใช้วิธีถูกต้องวางรากฐานให้ความจริงต่อเนื่องกันไปจนเป็นระบบ เมื่อรากฐานมั่นคงคือ เรามั่นใจว่าจริงอย่างแน่นอน ไม่มีปัญหาแล้ว ความจริงที่ซ้อนขึ้นไป ถ้าหากเราใช้วิจารณญาณวางซ้อนขึ้นไปให้ถูกวิธีอย่างแน่นอนเป็นขั้น ๆ ไปแล้ว ความจริงทั้งระบบก็จะน่าเชื่อถือได้ เดการ์ตมองเห็นว่าวิธีการใดก็สู้วิธีค้ำประกันความจริงของวิชาเรขาคณิตไม่ได้ เพราะใช้วิธีหาความจริงจากง่ายและเห็นแจ้งที่สุด ค่อย ๆ พิสูจน์ไปเรื่อย ๆ ทีละขั้น ๆ จนถึงความจริงที่ยากและสลับซับซ้อนที่สุด ในเมื่อเราใช้วิธีถูกต้องอย่างใจเย็นแล้ว เราก็มั่นใจได้ว่าความจริงที่ยากและสลับซับซ้อนขั้นสุดท้ายนั้นต้องจริงด้วย เพราะเราได้ค่อย ๆ พิสูจน์ไปอย่างรอบคอบทีละขั้น ๆ วิธีค้ำประกันความจริงอย่างนี้เรียกว่า ใช้มาตรการสัจพจน์ (axiomatizationcriterium)

จุดอ่อนที่เดการ์ตเห็นในเบเขิน ผู้นำหน้าตน ก็คือว่า การหาประสบการณ์อย่างไร้เทวรูป 4 นั้น ไม่แน่ใจได้ว่าจะไร้อคติทั้งหมดแล้วจริง ๆและแม้ไร้อคติทั้งหมดก็ยังไม่มีอะไรค้ำประกันได้ว่าต้องตรงกับความเป็นจริงภายนอก แม้ตรงกับความเป็นจริงภายนอกก็ได้ความจริงเพียงจุดเดียวในระบบเครือข่าย คือ ความรู้ที่ได้จะได้เป็นจุด ๆ ไม่ได้ระบบเครือข่ายซึ่งเป็นความรู้ที่น่าสนใจมากกว่า

เรขาคณิตเริ่มจากสิ่งที่เห็นจริงแล้วหรือสัจพจน์ (axiom) ซึ่งเป็นสิ่งที่เห็นแจ้งที่สุด ไม่มีข้อแม้ให้สงสัยได้เลย แล้วจึงใช้สิ่งที่เห็นจริงนี้พิสูจน์ทฤษฎีอื่น ๆ เรื่อย ๆ ไปทีละขั้น ๆ เดการ์ตจึงพยายามจะหาดูว่า อะไรจะเป็นสิ่งที่เห็นจริงได้ในทางปรัชญา ซึ่งใช้ศัพท์เรียกว่าเป็นมูลบท(postulate)มูลบทกับสัจพจน์ต่างก็เป็นฐานบท (assumption) แต่ต่างกันที่ว่าสัจพจน์เป็นสิ่งเห็นจริงแล้วทั่วไป

ส่วนมูลบทเป็นสิ่งเห็นจริงแล้วเฉพาะวิชา อย่างในตอนนี้เป็นมูลบทของวิชาปรัชญาซึ่งต่างจากมูลบทของวิชาเรขาคณิต แต่ทั้ง 2 วิชาใช้สัจพจน์ร่วมกัน ต้องระวังด้วยว่า เมื่อใช้คำ axiomatization (การพิสูจน์แบบสัจพจน์) นั้น น่าจะใช้คำว่า assumptionization (การพิสูจน์แบบฐานบท) มากกว่า เพราะใช้ทั้งสัจพจน์และมูลบท เมื่อรวมกันเรียกว่า ฐานบท แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เพราะนิยมใช้คำ axiomatizationกันจนติดแล้ว ซึ่งจะต้องเข้าใจในความหมายของ assumptionization กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยในวิชาปรัชญา ผู้สนใจพึงสังเกตและรับรู้ไว้ เพราะเหตุขัดข้องนี้ นักหลังนวยุคจึงเลี่ยงไปใช้คำลัทธิมูลฐานนิยม (ดู foundationalism) แทนความจริงสำหรับเดการ์ตก็คือความรู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าถูกต้องเหมือนการพิสูจน์ของวิชาเรขาคณิต (ดูDescartes’foundationalism)

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018