first paradigm and sacrifice กระบวนทรรศน์ที่ 1 กับการบูชายัญ

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

แสวงหาความอยู่รอดบนโลหิตของผู้อื่น

มักจะเป็นเหตุผลของพวกเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ในช่วงกระบวนทรรศน์ที่ 1 ที่เชื่อว่าจะต้องสละชีวิตเพื่อให้เกิดชีวิตใหม่ พวกเพาะปลูกต้องการเห็นเลือดหลั่งลงดินสลายไปเหมือนเมล็ดพืชต้องสลายตัว จึงเกิดชีวิตใหม่งอกงาม แต่แทนที่จะหลั่งเลือดของตนเองก็หลั่งเลือดสัตว์ บางทีก็มนุษย์ที่เชื่อว่าเทพต้องการมากที่สุด อย่างเช่นนักรบที่ชนะศึกจับเชลยมาได้ ถ้าถือว่าเชลยเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่ยึดมาได้ ก็จะต้องแบ่งส่วนหนึ่ง (ส่วนที่คิดว่าดีที่สุด) ถวายแด่เทพที่คิดว่าได้ช่วยให้ชนะศึกมาได้ วิธีถวายที่นับว่าสละมากที่สุดก็คือฆ่าบูชายัญ รองลงมาก็คือยกให้เป็นทาสรับใช้วิหาร ส่วนพวกล่าสัตว์นิยมฆ่า (คนและ/หรือสัตว์) บูชายัญแล้วแบ่งเนื้อย่างกันกินเพื่อเอาเคล็ด

ชาวอินเดียนแดงเผ่าแอซเทค (Aztec) ในแมกซิโกปัจจุบัน และชาวเผ่าอินคาในเปรูปัจจุบัน เคยปฏิบัติการบูชายัญหนุ่มสาวของเผ่าผู้แพ้อยู่เป็นประจำ โดยเชื่อว่าเทพสงครามจะพอพระทัย โดยการถวายความแข็งแกร่งของผู้แพ้ถวายแด่เทพ เพื่อแลกเอาความแข็งแกร่งของตนเองโดยหวังว่าจะชนะตลอดไป

เมื่อกระบวนทรรศน์เปลี่ยนจากที่ 1 มาเป็นที่ 2 ช่วงแรก คือการใช้สัญลักษณ์แทนของจริงที่มีกฎเกณฑ์ตายตัวอยู่เบื้องหลัง การบูชายัญก็ค่อย ๆ มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ไป คัมภีร์ไบเบิลได้แสดงจุดเปลี่ยนให้เห็นด้วยการเล่าเรื่องของอับราฮัม ซึ่งเชื่อได้ว่าเติบโตในสังคมที่มีการฆ่าคนบูชายัญกันเป็นประจำ พระยาห์เวห์ประจำเผ่าของอับราฮัมซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อว่าอับรัมอยู่ ได้ทรงบัญชาให้อับรัมเอาลูกชายคนเดียวของตนไปฆ่าบูชายัญถวายแด่พระองค์ เพื่อแลกกับการมีชีวิตรุ่งโรจน์และพงศ์พันธุ์ก็จะรุ่งโรจน์ต่อไปในอนาคต อับรัมจัดการตามพระบัญชาทันที แต่ขณะเงื้อมีดขึ้นหมายจะฆ่าลูกชายของตนเองนั้นเอง พระยาห์เวห์ก็ปรากฏมาระงับและสั่งให้ฆ่าสัตว์บูชาแทน ต่อจากนั้นมาอับรัมก็เปลี่ยนการบูชายัญเป็นฆ่าสัตว์ เป็นสัญลักษณ์แทนฆ่าคน ลูกหลานต่อมาคือชาวยิว และชาวอาหรับ(โบราณ) จึงได้ปฏิบัติตามอย่างนั้น และเพื่อเป็นสัญญาณว่าเปลี่ยนจริง อับรัมก็เปลี่ยนชื่อเป็นอับราฮัม

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018