Galileo and astronomy กาลิเลโอกับวิทยาศาสตร์

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

กาลิเลโอ(Galileo Galilei 1564-1646) เป็นชาวปีซาที่มีหอเอน เป็นนักคณิตศาสตร์ เรียนและสอนคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปีซา รื้อฟื้นความคิดของไพแธเกอเริส โดยกล่าวว่า “The Book of Nature is Written in Mathematics” (ธรรมชาติคือหนังสือที่เขียนเป็นคณิตศาสตร์) ดังนั้น กาลิเลโอ จึงสืบต่อวิธีการของเคพเลอร์ที่ว่า การทดลองเพื่อสร้างสูตรคณิตศาสตร์และทดสอบสูตรคณิตศาสตร์ ตั้งแต่เป็นนักศึกษาก็ได้ทดลองจนพบว่าทฤษฎีการเคลื่อนรุนแรง (violent motion) ของแอเริสทาเทิลใช้ไม่ได้ เพราะอธิบายไม่ได้ว่าทำไมหินที่หลุดจากมือขว้างแล้วยังวิ่งต่อไป ค.ศ.1589 ได้ตำแหน่งสอนคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปีซา แต่อยู่ได้ไม่นานเพราะเกิดขัดแย้งกับนักนิยมแอเริสทาเทิลจึงย้ายไปสอนที่ปาดัว และส่องดูความเป็นไปของท้องฟ้าอย่างสนุกสนานในอารมณ์ ได้พบว่าผิวดวงจันทร์ขรุขระ มีภูเขาและหุบเขาเหมือนในโลกของเรา มองไปที่ดาวพฤหัสก็พบว่ามีดวงจันทร์เป็นบริวารด้วย

มองไปที่ดวงอาทิตย์โดยไม่ลืมทาเขม่าให้ดำเสียก่อนก็พบว่ามีจุดดำ ๆ ซึ่งเปลี่ยนที่และขนาดอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้เริ่มสะดุดใจ เพราะแอเริสทาเทิลกำหนดไว้ว่าดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์ทั้งหลายมีแต่ธาตุที่ 5 บริสุทธิ์ คงตัว นิรันดร์ ไม่เปลี่ยนแปลง กาลิเลโอพยายามตั้งสมมติฐานใหม่โดยไม่คำนึงถึงจักรวาลวิทยาของแอเริสทาเทิลที่ใช้การหยั่งรู้สร้างระบบขึ้นมาจากข้อมูลที่เห็นด้วยตาเปล่า

กาลิเลโอใช้ข้อมูลที่เห็นจากกล้องโทรทัศน์แล้วตั้งสมมุติฐานแล้วจึงพยายามพิสูจน์ด้วยกฎคณิตศาสตร์จนเป็นที่พอใจ สรุปได้ว่าเนื้อสารของดาวทุกดวงเป็นสารชนิดเดียวกันกับของโลก และอยู่ภายใต้กฎเดียวกันที่คำนวณได้ด้วยกฎคณิตศาสตร์ระบบเดียวกัน ดาวฤกษ์อยู่กับที่เหมือนกับดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์โคจรรอบโลกหรือดาวเคราะห์แล้วแต่กรณี ดวงจันทร์และดาวเคราะห์ไม่มีแสงในตัวเองมีแต่แสงสะท้อน ค.ศ.1610 ได้รับเชิญเป็นอาจารย์สอนในวังของดยุคแห่งเทิสแคนี (Duke of Tuscany) มีความสะดวกในการวิจัยมากขึ้น ได้รวบรวมผลงานพิมพ์เผยแพร่เพื่อสนับสนุนความเห็นของโคเพอร์นิเคิส นักนิยมแอเริสทาเทิลที่เป็นอริกันกล่าวหาว่าผิดข้อเชื่อ จึงถูกเรียกตัวไปสอบสวน ณ กรุงโรมในปี

ค.ศ.1611 โดยคาร์ดินัลโรเบิร์ท เบลลาร์มีน (Robert Bellarmine 1542-1621) ซึ่งเป็นนักพรตคณะเยสุอิต นักเทววิทยาเอกในขณะนั้น และเป็นผู้เขียนต่อต้านนิกายโปรแตสเตนต์เวลานั้นอย่างเฉียบขาดตามนโยบายของคณะ แม้กาลิเลโอจะนำกล้องโทรทัศน์ไปส่องท้องฟ้าให้ดูก็ไม่กล้าดู แต่ทว่าขณะนั้นฝ่ายโปรเตสแตนต์กำลังท้าทายอำนาจคำสอนของคริสตจักรคาทอลิกอยู่ จึงได้รับการขอความร่วมมืออย่าให้กลายเป็นแนวร่วมของฝ่ายศัตรูโดยอัตโนมัติ ทั้ง ๆ ที่กาลิเลโอตั้งใจซื่อสัตย์ต่อคริสตจักรคาทอลิกอย่างเต็มที่ แต่ก็เชื่อว่าวิทยาศาสตร์กับข้อเชื่อมันเป็นคนละเรื่องกัน หรือกล่าวอีกอย่างว่า ดาราศาสตร์เป็นเรื่องของทางเดินของท้องฟ้า แต่ข้อเชื่อเป็นเรื่องของทางเดินไปสวรรค์ มันเป็นความจริงคนละมิติกัน ไม่น่าจะมีจุดสัมผัสที่จะขัดแย้งกันแต่อาจจะส่งเสริมกันได้บ้าง จึงค้นคว้าและเผยแพร่เรื่องนี้ และเพื่อแสดงการตั้งป้อมต่อต้าน ประเด็นที่ฝ่ายโปรเตสแตนต์ยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างความผิดพลาดของฝ่ายคาทอลิก คริสตจักรจึงบรรจุหนังสือของโครเพอร์นิเคิสเข้าในรายชื่อหนังสือต้องห้าม เป็นการเขียนเสือให้วัวกลัว เพื่อให้กาลิเลโอกลัวไปในตัวด้วย

ขณะนั้นสงครามศาสนากำลังจะระเบิดอยู่รอมร่อ ต่างฝ่ายต่างตั้งป้อมแสดงความเข้มแข็งอย่างเต็มที่ เป็นการปลุกใจฝ่ายตนและข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม สองปีต่อมาสงครามก็ระเบิดอย่างดุเดือด ดังที่ทราบกันอยู่ แต่กาลิเลโอก็ยังมั่นใจในความถูกต้องของตน จึงรวบรวมข้อมูลพิมพ์หนังสือเผยแพร่อีกเล่มในปี ค.ศ. 1632 เจ้าหน้าที่คริสตจักรคาทอลิกมองว่าเป็นการท้าทายอำนาจอย่างน่าเกลียดในระหว่างที่สงครามศาสนากำลังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เรื่องจึงถึงศาลศาสนาและกาลิเลโอถูกคุมตัวและถูกข่มขู่ให้ยอมจำนน โชคยังดีที่มีคาร์ดินัลฟรันเชสโค บาร์เบรีนิ(Francesco Barberimi) ซึ่งเป็นหลานของสันตะปาปาในขณะนั้น และเลื่อมใสในความเป็นนักปราชญ์ของกาลิเลโออยู่ ได้ขอร้องไว้ว่า ให้ข่มขู่แต่อย่าให้ถึงกับลงมือลงไม้ทรมานกันจริง ๆ ในที่สุดก็ถูกปล่อยตัวกลับบ้านที่ฟลอเรนซ์ ก็ยังคงศึกษาค้นคว้าตามความเชื่อมั่นของตนต่อไป คือ ซื่อสัตย์ทั้งต่อพระเจ้าและต่อข้อมูลที่ตนพบ เผยแพร่หนังสือเล่มสุดท้ายในปี ค.ศ. 1638 เพื่อชี้จุดผิดพลาดต่าง ๆ ในคำสอนของแอเริสทาเทิล ต่อจากนั้นก็ตาบอด แต่ก็ยังคงพูดเผยแพร่ความคิดและจุดยืนของตนไปจนตาย ฝ่ายต่อต้านสันตะปาปาก็อ้างกรณีของกาลิเลโอขึ้นมาบ่อย ๆ เป็นเหตุให้สันตะปาปาเสื่อมเสียความน่าเชื่อถือลงเรื่อย ๆ ยิ่งเมื่อวิชาวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าและจักรวาลวิทยาของโคเพอร์นิเคิสมีหลักฐานชัดเจนจนเป็นที่รับรู้กันทั่วไป สันตะปาปาก็ยิ่งเสียหน้า

ค.ศ.1741 สันตะปาปาเบเนอดิกท์ที่ 14 ก็ได้ตัดสินพระทัยยอมรับความจริงในนามของคริสตจักรคาทอลิกว่าความจริงวิทยาศาสตร์มีบทบาทแตกต่างจากความจริงศาสนา ทรงถอนงานนิพนธ์ของกาลิเลโอออกจากรายชื่อหนังสือต้องห้าม ฝ่ายไม่หวังดีก็ยังคงโจมตีว่าสันตะปาปาจุ้นจ้านเกินบทบาทของตน ซึ่งฝ่ายคาทอลิกพยายามหาข้อแก้ตัวมาโดยตลอด ในที่สุดสันตะปาปาจอห์นพอลที่ 2 ได้ประกาศยอมรับว่า สันตะสำนักขณะนั้นตัดสินใจผิดพลาดในกรณีของกาลิเลโอเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ค.ศ.1992 ทรงยอมรับว่าคริสตจักรคาทอลิกได้ตัดสินใจผิดพลาดและดำเนินนโยบายผิดพลาดในกรณีดังกล่าว แทนที่จะเสื่อมเสียศักดิ์ศรีหรือเสียหน้า สันตะปาปาจอห์นพอลที่ 2 กลับได้รับการยกย่องว่ากล้าหาญเผชิญหน้ากับความจริง และคริสตจักรคาทอลิกได้รับความเชื่อถือและนับถือจากวงการทั่วโลกดีกว่าเดิม

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018