Greek paradigm กระบวนทรรศน์แบบกรีก

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ในประสบการณ์แสวงหาความรู้ของเธลิสนั้น ความรู้จากสมองของกระบวนทรรศน์ที่ 1 ถือว่าเป็นความรู้ชาวบ้าน เป็นความเชื่องมงาย เป็นอุปสรรคต่อปรีชาญาณ ความรู้วิชาการจะต้องมาจากผู้ถือกระบวนทรรศน์ที่ 2 ดังนั้น ความรู้ที่หนุ่มเธลิสมุ่งแสวงหาทั้งในและต่างแดนก็คือความรู้จากนักปราชญ์ประเภทหลัง ทั้งในประเทศกรีซและอียิปต์ มีลักษณะเหมือนกัน คือพวกเขาเริ่มเชื่อว่าเอกภพมีกฎเกณฑ์

การรู้กฎเกณฑ์จึงเป็นเทคนิคที่จำเป็นสำหรับจัดการกับอะไรสักอย่างตามความต้องการ โดยแยกเป็นคนละส่วนกับการอธิษฐานขอจากเบื้องบน เช่น การที่นักปราชญ์อียิปต์รู้จักรังวัดที่ดิน รู้จักวัดความสูงของพีเรอมิด โดยการคำนวณ รู้จักคำนวณเวลาสุริยคราสและจันทรคาส ฯลฯ เหล่านี้ พวกเขารู้ว่าใครรู้กฎก็เหมือนรู้เทคนิค บรรลุตามความประสงค์ได้ เทพรู้กฎดีกว่ามนุษย์ มนุษย์จึงต้องพึ่งและเกรงกลัวเทพ เพราะเทพทำได้ดีกว่าและกว้างขวางกว่ามนุษย์ ดังนั้น ความรู้จึงเป็นเคล็ดลับของการกระทำ เป็นสมองช่วยทุ่นแรงและเวลา

แต่สิ่งที่พวกเขายังเข้าไม่ถึงและเธลิสเป็นคนแรกที่เข้าถึง (เท่าที่รู้) คือการเข้าใจกฎเกณฑ์ทั้งหมดอย่างเป็นระบบเครือข่าย โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่หลักการหนึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นหลักการแม่บทควบคุมกฎอื่น ๆ ทั้งหมด การสำนึกได้ว่าต้องมีหลักการแม่บท (the First Principle) นี่แหละเป็นก้าวกระโดดก้าวเผด็จศึกของการพิชิตอวิชชา ต่อจากนั้นก็เป็นเรื่องของการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อันพึงได้ เพราะเมื่อสำนึกได้อย่างนี้แล้ว ปัญญาก็ถีบตัวมีคุณภาพสูงขึ้นอีกระดับหนึ่ง ไม่ใช่เพียงแต่มีความรู้เพิ่ม แต่ทว่าเป็นความเข้าใจใหม่ที่สูงขึ้นอีกระดับหนึ่งของความคิด เนื้อหาของความคิดอาจจะเท่าเดิม แต่การเข้าใจมิติใหม่เช่นนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจที่สำคัญและมีคุณค่าต่างระดับกว่าเดิม เราเรียกว่าก้าวขึ้นสู่กระบวนทรรศน์ที่ 2 ระดับสูง อันเป็นมิติที่จะเปิดทางให้เข้าใจเอกภพได้อีกมากมายกว้างขวาง และลึกซึ้งกว่าเดิมอย่างเทียบกันไม่ติด เพราะต่างระดับกัน

เมื่อเธลิสตระหนักได้เช่นนี้ก็พยายามคิดหาดูว่าอะไรคือหลักการแม่บทที่ต้องการ เธลิสเป็นบิดาของเรื่องนี้ จึงไม่อาจไปรับความรู้จากใครหรืออ่านหนังสือเล่มใดได้ ต้องคิดค้นเอาเองจากการหยั่งรู้ของตนเอง การหยั่งรู้หรืออัชฌัตติกญาณจึงนับว่าเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับความคืบหน้าของกระบวนทรรศน์ที่ 2 ทั้งระดับต่ำและระดับสูง จากการหยั่งรู้ของตน เธลิสพบว่าหลักการแม่บทก็คือ น้ำเป็นวัตถุดิบแรกหรือปฐมธาตุ เป็นสิ่งมีชีวิต จึงปรับเปลี่ยนตัวอยู่เสมอ เดี๋ยวเป็นอากาศ เดี๋ยวเป็นดิน เดี๋ยวเป็นหินอ่อน ฯลฯ

โดยอาศัยหลักการแม่บทนี้ เราสามารถอธิบายเหตุการณ์และปรากฏการณ์ทั้งหลายในเอกภพ เช่น เรามิเพียงแต่รู้ว่าจะคำนวณสุริยคราสอย่างไร แต่รู้ด้วยว่าทำไมจึงมีสุริยคราส และทำไมจึงต้องใช้การคำนวณอย่างนั้น กล่าวคือโลกก็คือน้ำแปรรูป ดวงอาทิตย์ก็คือน้ำแปรรูป ดวงจันทร์ก็คือน้ำแปรรูป ดังนั้น ทั้ง 3 สิ่งนี้มีพื้นเพเดียวกัน มีการกระทำที่เดินตามกฎเดียวกัน คือ โคจรด้วยกฎเดียวกัน โคจรไปโคจรมาก็ต้องมีเวลามาจ๊ะเอ๋กัน ซึ่งเราคำนวณได้หากรู้ทิศทางของวงโคจรและอัตราความเร็วของการโคจร เป็นต้น

น้ำที่เธลิสกล่าวไว้นี้ มิได้หมายถึง H2O ตามนิยามวิทยาศาสตร์ปัจจุบันซึ่งเธลิสยังไม่รู้จัก น่าจะหมายถึงของเหลวทั่ว ๆ ไปรวมทั้งน้ำดื่มด้วย ดังนั้น จึงมีน้ำมัน น้ำลาย น้ำเค็ม น้ำยา น้ำส้ม น้ำมะนาว น้ำขิง น้ำกระสัย น้ำมันพืช น้ำมันปลา น้ำมะพร้าว น้ำอสุจิ ฯลฯ น้ำในความหมายของเธลิสคงได้แก่ ธาตุกลาง ๆ ของน้ำทุกอย่างที่อาจะจาระไนได้

เมื่อเธลิสจุดไม้ขีดขึ้นแล้ว ผู้มักรู้วิชาการชาวกรีกอื่น ๆ ก็ขานรับเอาไปศึกษา ตรึกตรอง และใช้การหยั่งรู้ของตนเพื่อปรับปรุงความรู้เรื่องหลักการแม่บทให้มีประสิทธิผลยิ่ง ๆ ขึ้นตามลำดับ ก็น่าแปลกใจที่ชนชาติอื่นไม่สนใจยกระดับปัญญาขึ้นสู่กระบวนทรรศน์ที่ 2 ระดับสูง คงพอใจคิดของตนไปในระดับเดิม มีแต่นักปราชญ์เชื้อสายกรีกเท่านั้นที่เข้าใจคุณค่า และพยายามคิดตามแบบของเธเลิสเพื่อความก้าวหน้าของวิชาการต่อไป เราจึงเรียกวิธีคิดแบบนี้และระดับนี้ว่า “ความคิดแบบกรีก”

นับได้ว่าเธเลิสมีบทบาทสำคัญในการชี้แนะสังคมให้ก้าวหน้าทางปัญญา แม้จะต้องฝึกฝนและควบคุมความคิดให้อยู่ในกรอบก็ตาม เพราะกรอบค้ำประกันความก้าวหน้า ไม่ใช่ภาระจำยอม อวิชชาจึงถูกพิชิตไปอีกเปราะหนึ่งอย่างสำคัญมาก ๆ ความคิดเข้าใกล้สภาวะโลกาภิวัตน์ไปอีกก้าวสำคัญ และเมื่อเข้าใจเป้าหมายชัดเจนเช่นนี้ ปัญญาก็สามารถดึงเอาสัญชาตญาณมาเป็นบริวารเพื่อเสริมบารมีของตนได้ แต่ก็ไม่เสมอ เพราะสัญชาตญาณหาวิธีปลีกตัวได้สำเร็จเป็นบางเรื่อง ดังเราจะค่อย ๆ พิจารณากันต่อไปตามโอกาส

ความสำคัญของเธลิสมิได้อยู่ที่คำสอนเรื่องน้ำ แต่อยู่ที่คำสอนเรื่องหลักการแม่บท (the first principle) การยกน้ำขึ้นเป็นธาตุแม่บท (the first element) เพื่ออธิบายระบบความคิด เป็นเพียงตุ๊กตาให้นักปราชญ์อื่น ๆ พิชิตอวิชชากันต่อไปอย่างสนุกสนาน นักปราชญ์ก็ขบคิดเรื่องนี้กันมาก ได้คำตอบก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้

ความคิดแบบกรีกที่เธลิสสร้างความเชื่อไว้ให้ มีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อ 3 ประการคือ
1. เชื่อว่ากฎเกณฑ์ทั้งหมดของความเป็นจริงมีความสัมพันธ์โยงใยถึงกัน (network of reality)
2. เชื่อว่าสมองของเราสามารถรู้ความจริงได้ทั้งหมดอย่างเป็นระบบเครือข่าย (network of knowledge) โดยเริ่มความคิดจากจุดใดจุดหนึ่งเป็นพื้นฐานเริ่มต้น เรียกว่าหลักการแม่บท (The first principle or the principle of principle)
3. เชื่อว่าเราสามารถใช้ภาษาสื่อความเข้าใจให้ผู้อื่นเข้าใจตามได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องใช้สัญลักษณ์หรือตำนานธรรม นั่นคือภาษาสามัญเป็นภาษาอุดมการณ์อยู่แล้ว (network of language)

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018