Gregory the Great, Saint เกรเกอริมหาบุรุษ

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เกรเกอริ มหาบุรุษ (Saint Gregory the Great 540?-604) เกิดจากตระกูลขุนนางโรมันที่นับถือคริสตศาสนามาแล้วหลายชั่วคน ท่านเองเกิดในกรุงโรม ในขณะที่ช่วงโรมันเลื่อมใสและยกย่องการถือพรต ท่านได้ศึกษาวิชากฎหมายเคยเป็นวุฒิสมาชิกและเป็นข้าหลวงของกรุงโรม ครั้นบิดาถึงแก่กรรมและทิ้งมรดกไว้ให้มหาศาล ท่านก็จัดการสร้างอารามนักพรตให้แก่คณะของนักบุญเบอเนอดิกท์ (St. Benedict) ถึง 7 แห่ง ท่านเองและมารดาของท่านสมัครใจเป็นนักพรต ท่านบำเพ็ญพรตเคร่งครัดโดยหวังจะได้ชีวิตพระเป็นเจ้าในความสงบสุข ผิดกับออเกิสทีนที่ถือพรคตเพื่อเข้าใจพระเป็นเจ้าและตัวเอง

สันตะปาปาเบเนอดิกท์ที่ 1 (575-579) ทรงมอบหมายหน้าที่ให้เป็นเหรัญญิกดูแลศาสนสมบัติ สันตะปาปาเพอเลเจียสที่ 1 (579-590) ทรงแต่งตั้งให้เป็นสมณฑูตประจำราชสำนักคานสแทนเทอนาเพิล และต่อมาเป็นเลขาธิการประจำองค์สันตะปาปา ในปี ค.ศ. 590 ได้รับเลือกเป็นสันตะปาปา ได้บริหารคริสตจักรอย่างดีเยี่ยม สร้างความมั่นคงไว้เป็นรากฐาน จนได้รับสมญาว่าเป็นสันตะปาปามหาบุรุษและเป็น 1 ใน 4 นักปราชญ์ของปิตาจารย์ละตินร่วมกับเอิมโบรส. จิโรม และออเกิสทีน งานนิพนธ์ของท่านจะเข้าใจง่ายจึงมีอิทธิพลอย่างกว้างขวาง สนับสนุนและเผยแผ่ความคิดของออเกิสทีนอย่างสำคัญ เพราท่านเลื่อมใสออเกิสทีนเป็นพิเศษ ท่านมีทั้งอำนาจและโวหารที่จะช่วยเผยแพร่ออกไป อย่างไรก็ตาม ความรู้เรื่องกฏหมายและการบริหารของท่าน ประกอบกับความไม่รู้ถึงปรัชญากรีกโดยตรง นอกจากโดยผ่านงานเขียนของออเกิสทีนทำให้ท่านมีความคิดเห็นผิดจากออเกิสทีนในหลายเรื่อง

พระเป็นเจ้า ทรงเป็นภวันต์โดยตัวเอง (Being by Itself) สิ่งอื่นๆ ทั้งหมดขึ้นต่อพระองค์ทั้งในการเกิดและการคงอยู่ เพราะภวันต์โดยผู้อื่นย่อมมีความโน้มเอียงที่จะกลายเป็นความเปล่าไป ความเชื่อนี้เป็นมูลบทของนักปรัชญาโดยทั่วไปตลอดยุคโบราณและยุคกลาง พระเป็นเจ้าทรงเป็นบิดาที่ยุติธรรมและเคร่งครัด มนุษย์จึงต้องเป็นลูกที่นอบน้อมเชื่อฟังและมีระเบียบ

มนุษย์ พระเป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาสำหรับพระองค์ เราจึงต้องกลัวเกรงและสนใจในกิจการของพระองค์ตลอดเวลา ชีวิตนักพรตที่เคร่งครัดเป็นชีวิตที่ดีที่สุดเพราะนำไปสู่ความรอดได้แน่นอนที่สุด อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่ยังมีชีวิตอยู่จะต้องกลัวตกนรกอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะได้ไม่ลืมตัวและไม่ทะนงตน

พระหรรษทาน ถ้าพระเป็นเจ้าไม่ทรงช่วย มนุษย์จะทำดีไม่ได้เลย เพระหรรษทานช่วยให้มนุษย์ทำดีได้ แต่มนุษย์อาจจะขัดขืนได้ ดังนั้น มนุษย์จึงมีความรับผิดขอบจะต้องร่วมมือกับพระหรรษทาน ศีลล้างบาปเป็นจุดเริ่มต้นของพระหรรษทาน นอกจากล้างบาปแล้วยังให้กำลังสำหรับทำดีต่อไป หากใครยังทำบาปอีกหลังจากรับศีลล้างบาปแล้ว จะต้องสำนึกบาปขอโทษพระเป็นเจ้าและสารภาพบาปต่อสมรณราชหรือผู้รับมอบหมายจากสมรณราชจึงจะพ้นบาป หลังจากนั้นจะต้องทำกิจกรรมดีเพื่อชดใช้โทษบาปเรื่อยไปจนกว่าจะสาสม มิฉะนั้นจะต้องใช้โทษในแดนชำระ (purgatory) หลังความตายต้องใช้โทษเพียงใดจึงจะสาสมมีแต่พระเป็นเจ้าเท่านั้นที่ทรงทราบ มนุษย์มีหน้าที่ต้องใช้โทษบาปเรื่อยไปจนตาย มนุษย์พึงแสดงการถ่อมตนโดยยอมรับคาวมไม่เข้าใจแผนการของพระเป็นเจ้า และยินยอมปฏิบัติตนด้วยความจงรักภักดีต่อพระองค์

คำสอนเรื่องแดนชำระกลายเป็นคำสอนที่แน่นอนในครสิตจักรคาทอลิก ตั้งแต่คำสอนของเกรเกอริเป็นต้นมา ก่อนนั้นเป็นเพียงสมมติฐานที่น่าเชื่อเท่านั้น ออเกิสทีนเองก็ยังไม่แน่ใจ

เกรเกอริเป็นผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ สมกับสมญานาม แม้จะไม่ได้คิดอะไรใหม่มากนัก แต่ก็ต้องนับว่าเป็นนักปราชญ์ผู้รอบรู้ สามารถเก็บเอาความคิดและความเชื่อถือของคริสตชนในสมัยนั้นนำมาผสมผสานกันเข้า จนเป็นแนวทางคิดและการปฏิบัติของคริสตจักรได้ คริสตจักรโดยทั่วไปจะสอนและปฏิบัติกันในแนวทางนี้

ต่อมาอีกนาน จนกว่าจะมีการปฏิรูปแบ่งแยกคริสตจักรออกเป็นนิกายคาทอลิกและโปรเตสแตนต์ในตอนต้นยุคใหม่ ระห่างยุคกลางหากจะมีการขบคิดปัญหากันต่อมาก็ขบคิดกันบนพื้นฐานแห่งความเชื่อตามที่เกรเกอริได้วางไว้ ซึ่งอาจจะเป็นการตีความขยายความและประยุกต์ เป็นต้น

เมื่อนิกายโปรเตสแตนต์แยกตัวออกไปแล้ว นิกายคาทอลิกยังคงรักษาสถานภาพเดิมอยู่ต่อมา จะมีการปรับปรุงบ้างก็เพียงผิวเผิน จนถึงสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 การปรับปรุงตัวเองจึงเริ่มกันอย่างเป็นทางการและอยางเอาจริงเอาจัง ก่อนหน้านั้นหากจะมีขบวนการปรับปรุงบ้างก็มักจะไม่ได้รับการรับรู้หรืออาจจะถูกประณามว่านอกรีต บัดนี้ความพยายามปรับปรุงในขอบข่ายของเอกภาพแห่งองค์การย่อมได้รับการสนับสนุน เรื่องร่าวดังกล่าวนี้เราจะค่อยๆได้เห็นกันต่อไปตามลำดับ

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018