Groot, Huig de ฮูอิกแห่งโกร๊ต

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ฮูอิกแห่งโกร๊ต (ฮอลันดา Huig de Groot 1583-1645) นิยมเรียกกันทั่วไปเป็นภาษาละตินว่า ฮูโก โกรเชียส (Hugo Grotius) เป็นชาวฮอลันดา เกิดที่เมืองเดลฟต์ (Delft) เมื่อวันที่ 10 เมษายน ปัญญาดีมากเข้ามหาวิทยาลัยเลย์เดน (Leyden) ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ สนใจขบวนการมนุษยนิยมอย่างมาก จบปริญญาเอกนิติศาสตร์เมื่ออายุ 15 ปีเท่านั้น เริ่มงานอาชีพเป็นทนายความ อายุเพียง 18 ปีก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักประวัติศาสตร์แห่งชาติ อายุ 24 ปี ได้ตำแหน่งประธานอัยการ

ตั้งแต่นั้นมาก็เริ่มสนใจเรื่องศาสนาและปรารถนาให้ทุกฝ่ายปรองดองกันด้วยสันติวิธี ขณะนั้นชาวฮอลันดาแบ่งแยกทางศาสนาเป็นกลุ่มแคลวินกับกลุ่มอาร์มีเนียส (Arminius) ซึ่งเป็นลัทธิใหม่ที่เกิดขึ้นในฮอลันดาและโกรเชียสสนใจเป็นพิเศษ คัดค้านลัทธิแคลวินในเรื่องพระลิขิตล่วงหน้า(predestination) กับเน้นเสรีภาพทางความคิดและขันติธรรม (ลัทธินี้จะมีอิทธิพลต่อลัทธิเมโทดิสม์ (Methodism) ซึ่งจะเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษต่อมา) ค.ศ.1613 (อายุ 26 ปี) เป็นทูตไปอังกฤษ ได้มีโอกาสชี้แจงให้กษัตริย์เจมส์ที่ 1 ของอังกฤษได้ทรงรับรู้ลัทธิอาร์มีเนียส และสถานภาพด้านศาสนาในประเทศฮอลันดา ได้ชักชวนให้พระองค์ทรงมีขันติธรรมในราชอาณาจักรอังกฤษด้วย

ปี 1618 มีราชกฤษฎีกาห้ามลัทธิอาร์มีเนียสในฮอลันดา โกรเชียสถูกตัดสินจำคุกตลอดชีพ ค.ศ.1621 หนีจากคุกได้โดยแผนการของภรรยาให้ซ่อนตัวในกล่องหนังสือ ไปอยู่ที่ปารีสได้รับความอุปถัมภ์จากกษัตริย์หลุยส์ที่ 13 แต่ก็ไม่ยอมเข้าคริสตจักรคาทอลิกตามพระประสงค์ ปีค.ศ.1622 เขียนหนังสือ ว่าด้วยความจริงของศาสนาคริสต์ (ลต. De VeritateReligionisChristianae= On the Truth of the Christian Religion) ต่อมาอีก 3 ปี เผยแพร่หนังสือที่สำคัญที่สุดคือ ว่าด้วยกฎหมายสงครามและสันติภาพ (ลต. De jure belli et pacis= On the Law of War and Peace)

ปี 1631 กลับฮอลันดาและถูกเนรเทศไปเยอรมนี ปีค.ศ.1635 พระนางคริสตีนาแห่งสวีเดนส่งเป็นทูตไปปารีส ระหว่างนี้พยายามเขียนชักชวนทุกฝ่ายให้ปรองดองกันทางศาสนาและมีขันติต่อกันเผยแพร่หนังสือหลายเล่ม ที่สำคัญได้แก่ หนทางสู่สันติภาพระหว่างคริสตจักร (ลต.Via ad pacemecclesiasticam = Means to the Ecclesiastical Peace) ปี ค.ศ.1645 ขณะเดินทางกลับฮอลันดาประสบอุบัติเหตุเรืออับปางถึงแก่มรณกรรมลงที่รัสทัค (Rostock)

โกรเชียสเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างยุคกลางกับยุคใหม่ในเรื่องปรัชญาการเมือง และนักวิจารณ์บางคนก็ถือว่าท่านเป็นผู้นำหน้าลัทธิธรรมชาตินิยมทางกฎหมาย ลัทธิธรรมชาตินิยมทางกฎหมาย (Legal Naturalism) ถือว่าเรื่องของกฎหมายอธิบายได้ตามธรรมชาติ ไม่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าแต่ประการใดแต่อันที่จริงแล้วโกรเชียสยังนับถือพระเจ้า และเชื่อว่ากฎธรรมชาติมาจากพระประสงค์ของพระเจ้าที่แสดงในธรรมชาติของมนุษย์ เหมือนอย่างที่นักอัสสมาจารย์นิยมทั้งหลายสอน หากแต่มีความเห็นก้าวหน้าขึ้นมาว่าเราศึกษากฎหมายได้โดยไม่ต้องอ้างพระเจ้า เพียงแต่อ้างเหตุผลตามธรรมชาติเท่านั้นก็เข้าใจได้แล้ว ทั้งนี้เพื่อตัดปัญหาเรื่องความขัดแย้งกันในความเชื่อทางศาสนา ปัญหาหลักในปรัชญาของท่านจึงได้แก่ปัญหาว่าจะอธิบายปรัชญาการเมืองอย่างไรให้เกิดขันติธรรมและสันติภาพทางศาสนาได้สำเร็จ หากไม่สำเร็จก็ให้การขัดแย้งเบาบางลงที่สุดเท่าที่จะทำได้

ปรัชญาการเมือง โกรเชียสคิดว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมโดยธรรมชาติ ไม่ใช่โดยความจำเป็น นั่นคือ แม้คนบางคนจะอ้างว่าอยู่คนเดียวได้โดยไม่ต้องการสังคม แต่เขาก็มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติต่อสังคมและต้องรับรู้ข้อตกลงของสังคม ชีวิตสังคมจึงเป็นบ่อเกิดของกฎทั้งหลายในชีวิตของมนุษย์ และธรรมชาติสังคมของมนุษย์เช่นนี้เองบังคับให้มนุษย์ต้องตกลงระเบียบข้อบังคับของสังคมตามความต้องการของสิ่งแวดล้อม และทุกคนต้องปฏิบัติตามข้อตกลง การผิดกฎหมายที่ตกลงกันในสังคมจึงเป็นความผิดต่อธรรมชาติของมนุษย์เอง เช่นเดียวกับการที่ผิดสัญญาเป็นการทำลายตัวเอง การผิดกฎหมายก็เป็นการทำลายธรรมชาติของมนุษย์เช่นกัน

ปรัชญากฎหมายระหว่างประเทศ โกรเชียสได้ชื่อว่าบิดาของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยสอนว่า ในเมื่อธรรมชาติของมนุษย์เรียกร้องให้ต้องอยู่ในสังคม และในเมื่อมนุษย์มีจำนวนมาก โดยธรรมชาติของมนุษย์สังคมจะต้องซ้อน ๆ ขึ้นไปจนถึงสังคมระดับโลก หากมีรัฐบาลโลกได้โดยมาจากการพร้อมใจของคนทั้งโลกด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง (ไม่ใช่โดยการยึดอำนาจ) โกรเชียสคิดว่าดีที่สุด หากไม่สามารถจะมีเช่นนั้นได้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่เป็นอิสระต่อกันก็ต้องมีระเบียบแบบแผนอันมาจากธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งจะต้องปฏิบัติต่อกันด้วยเมตตาธรรมและยุติธรรม ปัญหาทุกเรื่องจะต้องพยายามตกลงกันด้วยการเจรจา สงครามจะทำได้ก็โดยแน่ใจว่าเพื่อป้องกันสิทธิอันชอบธรรมและต้องทำภายในขอบข่ายแห่งกฎหมายระหว่างประเทศด้วยความบริสุทธิ์ใจ การกระทำอยุติธรรมแม้เพื่อชาติก็ต้องถูกประณามว่าอัปยศในทรรศนะของโกรเชียส ซึ่งให้หลักการไว้ว่าศัตรูก็ยังเป็นมนุษย์อยู่เสมอ จึงต้องปฏิบัติต่อกันอย่างมนุษย์กับมนุษย์

สรุปได้ว่า โกรเชียสเป็นนักมนุษยนิยม (humanism) เป็นนักมานุษยนิยม (humanitarianism) และเป็นคริสตชน ท่านไม่อยากจะสังกัดนิกายและลัทธิ เพราะไม่อยากจะเข้าฝักเข้าฝ่ายแล้วต้องทะเลาะกับฝ่ายอื่น ๆ ทั้งหมด ที่ท่านนิยมกลุ่มอาร์มีเนียสของฮอลันดาก็เพราะเห็นว่าเป็นกลุ่มชาวคริสต์ที่มีขันติธรรมและใจกว้างที่สุด แต่ในที่สุดท่านก็ตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งจนได้ หากโกรเชียสมีชีวิตในขณะนี้คงจะได้รับการยกย่องอย่างสูงจากชาวคริสต์ทุกฝ่ายเป็นแน่ เพราะขณะนี้ทุกฝ่ายพยายามลืมความหลัง และกำลังหันหน้าเข้าหากันเพื่อร่วมมือกับทุกฝ่ายบนพื้นฐานแห่งขันติธรรมดังที่โกรเชียสปรารถนา หากกลุ่มใดใจแคบไม่ร่วมือในเรื่องนี้ก็มักจะถูกเพ่งเล็งจากฝ่ายอื่น ๆ ว่าไม่มีจิตตารมณ์ของพระเยซูอันคริสตชนพึงมี

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018