Hobbes on amorality อจริยธรรมของฮับส์

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

การที่ฮับส์ (Thomas Hobbes) เชื่ออภิปรัชญาลัทธิจักรกลนิยม (mechanism) ย่อมสรุปโดยจำเป็นว่า ไม่มีจริยธรรมให้เชื่อและให้ปฏิบัติดังสาเหตุต่อไปนี้ ในเมื่อชีวิตของเราเป็นเครื่องจักรกลซับซ้อน  ความอำเภอใจ (deliberation) หรือเสรีภาพในการเลือก (free choice or free will) ยังจะมีอยู่หรือ

ฮับส์ตอบว่าไม่มีแน่ๆ เสรีภาพจากกฎเกณฑ์บังคับตายตัวย่อมไม่มีจริง” (There is no such thing as freedom from necessity) คนเรามีเสรีภาพประเภทเดียวกันกับสัตว์ คือจะไปทางโน้นก็ได้ทางนี้ก็ได้ ทั้งนี้ ตามกฎกลศาสตร์ เช่น เหล็กอาจเคลื่อนที่ไปได้ตามทิศทางที่ถูกแม่เหล็กดูด ถ้ามีแรงแม่เหล็กดูดเหล็กชิ้นเดียวกันในทิศทางตรงกันข้าม เหล็กชิ้นนั้นจะต้องเคลื่อนไปในทิศทางที่แรงดูดแรงกว่าด้วยความจำเป็น เลือกไปเองไม่ได้ ถ้าแรงดูดเท่ากันทุกประการ เหล็กชิ้นนั้นก็จะตรึงอยู่กับที่ จนกว่าจะมีแรงอื่นมาเปลี่ยนดุลของแรง

สิ่งเร้าอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาได้ 2 ด้านในตัวคนเรา สิ่งเร้าบางอย่างทำให้เกิดความพอใจ (pleasure) ร่างกายของเราก็จะตอบสนองด้วยความอยากเข้าหา (attraction) แต่ถ้าสิ่งเร้าทำให้เกิดความไม่พอใจ (displeasure) ร่างกายของเราก็ตอบสนองด้วยความรังเกียจ (aversion) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นตามกฎเกณฑ์ของกลศาสตร์

คราวนี้ใจของเราจะโอนเอียงไปข้างไหนก็แล้วแต่ดุลของความอยากและความรังเกียจ ใจเราอยากได้สิ่งที่ให้ความพอใจและอยากหนีให้พ้นสิ่งทำให้เกิดความไม่พอใจ ระหว่างสิ่งที่ทำให้พอใจกับสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่พอใจ ใจเราจะหันไปในทางสิ่งที่ทำให้พอใจด้วยความจำเป็น ความพอใจยิ่งรุนแรงเท่าไรเรายิ่งรีบเข้าหาอย่างรุนแรงและรวดเร็วเท่านั้น

เราคิดว่าเราตัดสินใจโดยเสรี แต่ที่แท้ใจของเราโอนเอียงไปเพราะถูกดึงดูดเหมือนเหล็กถูกแม่เหล็กดูดหรือผลัก ถ้าสิ่งสองสิ่งต่างก็ให้ความพอใจ แต่ A ให้ความพอใจมากกว่า B ใจเราจะเอนไปสู่ A โดยจะพะเว้าพะวงถึง B อยู่บ้าง ทำให้แรงพุ่งไปสู่ A นั้นอ่อนลง คือเท่ากับ A – B คราวนี้ถ้าสองสิ่งทำให้เกิดความไม่พอใจ A ให้ทุกข์มากกว่า B ใจเราจะเลือกเอาแต่ B ดีกว่าทั้งๆที่ไม่เต็มใจ การรีบหันเข้าหา B นั้นก็แล้วแต่ผลลบ A-B รุนแรงแค่ไหน ถ้าความไม่พอใจต่างกันมาก ก็จะรีบเข้าหา B โดยเร็วมาก ทั้งๆที่ไม่ชอบ แต่ถ้าความแตกต่างมีน้อย การเข้าหา B ก็จะละล้าละลังอิดๆออดๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ฮับส์ก็จำต้องสรุปต่อไปว่าความดีความชั่วทางศีลธรรมไม่มีจริง “ความดีเด็ดขาดในตัวโดยไม่เข้าใครออกใคร เป็นของไม่มีจริง” (There is no such thing as absolute goodness) สิ่งที่ให้ความพึงพอใจนั่นแหลดี อะไรที่ทำให้ทุกข์ก็ไม่ดีทั้งสิ้น การตัดสินว่าอะไรให้ความพอใจอะไรให้ทุกข์ จึงเป็นเรื่องตัดสินกันเด็ดขาดไม่ได้ ต้องแล้วแต่รสนิยมของแต่ละบุคคล มะม่วงผลเดียวกันคนเข็ดฟันแล้วร้องว่าเปรี้ยว ส่วนคนแพ้ท้องอาจว่ามันนักแลก็ยังไหว

มีคำถามน่าสนใจอีกข้อหนึ่งว่า ถ้ามนุษย์เรากระทำการทุกอย่างเหมือนเครื่องจักร อันธพาลประพฤติเลว อาชญากรทำความผิดฉกรรจ์ก็เป็นไปตามกฎเกณฑ์กลศาสตร์ จะเอาผิดกับผู้กระทำความผิดนั้นได้หรือต้องโยนให้เป็นเรื่องของกลศาสตร์จึงจะถูกใช่ไหม

ฮับส์ตอบว่า ต้องลงโทษเพราะเป็นภัยแก่คนอื่น ยิ่งเป็นภัยร้ายแรงก็ควรกำจัดเสียเลยก็ดูเครื่องจักรของเรา ถ้ามันเสียหรือชำรุดหรือผลิตสินค้าอย่างบกพร่อง ทำงานให้เราไม่ได้ดั่งใจ ยิ่งกว่านั้น ถ้าหากเราเห็นว่าจะเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน แม้เราไม่เอาผิดกับเครื่องจักรเครื่องนั้น แต่เราก็ต้องเลิกใช้หรือทำลายทิ้งเสีย เพราะฉะนั้นสังคมก็ต้องหาวิธีป้องกันมิให้อาชญากรทำอันตรายต่อผู้อื่นหรือทรัพย์สินเช่นเดียวกัน

อนึ่ง หากเป็นสิ่งให้ทุกข์ อยู่ในประเภทสิ่งเร้าไม่พึงประสงค์ การลงโทษหรือคาดโทษนับเป็นการป้องกันภัยซึ่งจะมีมาในอนาคต เพราะเมื่อเห็นตัวอย่างการถูกทำโทษแล้วผู้ที่คิดจะทำเช่นนั้นอีกไม่ว่าจะเป็นเจ้าตัวที่เคยถูกโทษมา หรือคนอื่นที่มีนิสัยเหมือนๆกัน จะได้เกิดรู้สึกขยาดต่อโทษซึ่งเมื่อคิดว่าตนจะต้องได้รับก็จะรู้สึกขยาด เป็นการเพิ่มดุลในทางเกลียดชังให้ชนะดุลในทางอยาก ใจของคนๆ นั้น จะต้องได้เอนไปในทางละเว้นการกระทำอันจะนำไปสู่การรับโทษนั้นๆ

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018