Hume on impression ฮิวม์เรื่องภาพประทับใจ

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ภาพประทับใจ (impression) ได้แก่ข้อมูล (data) ที่กำลังรับอยู่ในปัจจุบันจากผัสสะ (sensation) ความอยาก (passion) หรือ อารมณ์ (emotion) แต่ครั้นบ่อเกิดเหล่านี้ล่วงไปแล้ว เหลือข้อมูลในความทรงจำจึงเรียกว่า มโนคติ (ideas) ฮิวม์กล่าวว่ามโนคติเป็นภาพจำลองเลือนราง (faint copy) ของภาพประทับ เช่น ขณะที่เห็นดอกกุหลาบอยู่นั้นเรามีภาพประทับ แต่เมื่อการเห็นนั้นล่วงเลยไปแล้วเรายังจำภาพกุหลาบนั้นได้อย่างราง ๆ เรียกว่ามโนคติ จึงเห็นได้ว่ามโนคติของฮิวม์ก็เหมือนของลัคและบาร์กลีย์ที่ว่าเป็นความรู้เฉพาะหน่วย ไม่ใช้ความรู้สากล
ภาพประทับเชิงซ้อน (complex impression) เกิดจากการรับรู้สิ่งซับซ้อน เช่น ภาพประทับของเรือในท้องทะเล มโนคติเชิงซ้อน (complex ideas) อาจจะเกิดจากความเลือนรางของภาพประทับเชิงซ้อน หรือการรวมมโนคติเชิงเดี่ยวที่เกิดขึ้นแยกกันมารวมเข้าด้วยกันก็ได้ เช่น เรามีภาพประทับของม้าครั้งหนึ่ง ปีกอีกครั้งหนึ่ง เราเอามารวมกันได้ม้ามีปีก เป็นต้น

มโนคติเชิงเดี่ยวเกิดจากความเลือนรางของภาพประทับเชิงเดี่ยว หรืออาจจะเกิดจากการแยกเอาส่วนหนึ่งของมโนคติเชิงซ้อนหลาย ๆ อันมาปะติดปะต่อกันก็ได้ เช่น สมมุติคนหนึ่งไม่เคยเห็นทุ่งนาข้าวสีเขียวทั้งผืนเลย เพราะจะต้องมีสิ่งอื่นแทรกอยู่ไม่มากก็น้อย เขาอาจจะแยกเอาเฉพาะส่วนที่เขียวจากภาพประทับหลาย ๆ ครั้งมาปะติดปะต่อเข้า ทำให้เกิดมโนคติของท้องทุ่งนาข้าวสีเขียวขจีไปจนจดขอบฟ้า เป็นต้น
นอกจากนั้น ตามจิตวิทยา ฮิวม์ยังรับว่าบางครั้งมโนคติเป็นภาพสดใสจนยากที่จะรู้ได้ว่าไม่ใช่ภาพประทับ คนเราบางครั้งจึงมีภาพหลอน (hallucination)

ความจำ (memory) และจินตนาการ (imagination) ต่างกันที่ว่าความจำรักษาภาพประทับไว้ แต่ส่วนจินตนาการเป็นสมรรถภาพที่เอาภาพที่รักษาไว้นั้นมาปะติดปะต่อกันเข้าใหม่ เรียกการกระทำนี้ว่า สนธิการของมโนคติ (association of ideas) ซึ่งกระทำจากพื้นฐานแห่งความสัมพันธ์ 7 ประการคือ

1.ความเหมือน (resemblance)

2. การประชิด(contiguity)

3. การเป็นสาเหตุ(causality)

4. การเป็นตัวเอง(identity)

5. ระดับต่าง ๆ ในคุณภาพเดียวกัน(degrees in quality)

6. ปริมาณและจำนวน(quantity and number)

7. การตรงข้าม(contrariety)
เป็นอันว่าฮิวม์ยอมรับความจริงพื้นฐานของภาพประทับ แต่รับในทำนองเป็นข้อมูลเท่านั้น ยังไม่รับรองว่าตรงกับความเป็นจริง ซึ่งจะต้องพิจารณากันต่อไป

ทฤษฎีสนธิการของมโนคติเป็นที่นิยมของนักจิตวิทยาต่อมา มีการทดลองกันอย่างกว้างขวาง เช่น พัพลอฟ (Ivan Pavlov 1849-1936)ทดลองสั่นกระดิ่ง ทุกครั้งที่ให้อาหารสุนัข ครั้นไม่ให้อาหาร สุนัขก็น้ำลายไหล เป็นต้น

ตามหลักการของฮิวม์เช่นนี้ จะต้องถือว่าเราไม่สามารถรู้อะไรเลย นอกจากภาพประทับและภาพเลือนราง แม้สนธิการก็เป็นเรื่องของความเคยชิน ชวนให้หลงผิด แต่เมื่อเรารู้นิสัยของปัญญาของเราแล้ว เราก็ไม่เชื่อว่าเข้าถึงความเป็นจริง ดังนั้นความเป็นจริงทั้งหลายเราน่าจะพูดได้คำเดียวว่า “ไม่รู้” แต่สำนวนพูดของฮิวม์มักจะชวนให้ผู้อ่านคิดไปว่า ฮิวม์ปฏิเสธเสียทั้งหมด ความจริงฮิวม์ต้องการอธิบายว่าความรู้ของเราเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งทำให้เราเชื่อว่าจริงตามที่เรารู้ ทั้ง ๆ ที่ไม่น่าจะยืนยันถึงขั้นนั้น เพื่อไม่ให้สับสน พึงแยก

ก) สิ่งที่ฮิวม์ปฏิเสธก็คือความเชื่อตามวิธีรู้ของเรา
ข) ความรู้ของเราตามที่ฮิวม์คิดว่าเรารู้ได้
ค) สิ่งที่เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นอะไรแน่ ไม่สามารถยืนยันหรือปฏิเสธว่ามีหรือไม่ หรือเป็นอย่างไร

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018