Hume on reality ฮิวม์กับความเป็นจริง

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ฮิวม์เป็นนักวิมัติในเรื่องอภิปรัชญา เนื่องจากตั้งมูลบทไว้แต่แรกว่า เราไม่สามารถรู้อะไรได้เลยถ้าไม่มีภาพประทับของของสิ่งนั้น แต่ทว่าศัพท์ต่าง ๆ ที่ใช้ในอภิปรัชญาเป็นเรื่องสมมุติ เราไม่สามารถมีทางพิสูจน์ได้ว่าความเป็นจริงที่กล่าวถึงในอภิปรัชญานั้นมีอยู่จริงหรือไม่ แต่เมื่อเราไม่สามารถรู้ ก็เหมือนกับไม่มีสำหรับเรา อภิปรัชญาของฮิวม์จึงมีหน้าที่หาสาเหตุว่าศัพท์อภิปรัชญาที่ใช้กันนั้นมาได้อย่างไร และความคิดทางอภิปรัชญานั้นมาได้อย่างไร พูดง่าย ๆ ก็คือ เรียนอภิปรัชญาเพื่อทำลายล้างอภิปรัชญา
ฮิวม์ถือว่าอภิปรัชญาที่ศึกษากันเป็นเพียงความเชื่อ(belief) ไม่ใช่เป็นความรู้ ความเชื่อที่นับว่าเป็นพื้นฐานของอภิปรัชญาก็คือ ความเชื่อเรื่องจิตและสสาร

จิต(spiritual substances) เนื่องมาจากประสบการณ์ว่าเรามีภาพประทับต่อเนื่องกันอยู่เรื่อย ๆ ความต่อเนื่องกันนี้เองกลายเป็นความเชื่อว่าเรามีอัตตาเป็นตัวคงที่คอยรับภาพประทับต่าง ๆ แต่ความจริงอัตตาหามีไม่ มีแต่ภาพประทับเกิด ๆ ดับ ๆ ต่อ ๆ กันไป
สสาร(corporeal substance) เนื่องมาจากประสบการณ์ว่าเรามีภาพประทับเหมือน ๆ กัน ต่อเนื่องกันหรือขาดระยะไป แต่เราสามารถต่อระยะที่ขาดได้ เราก็เลยทึกทักเอาว่า ต้องมีสิ่งอันเดียวกันที่ทำให้เรามีภาพประทับเหมือน ๆ กัน เช่น ภูเขา เราดูกี่ครั้ง ๆ ก็มีภาพประทับเหมือน ๆ กัน เราก็เลยคิดว่าตัวภูเขานั้นมีอยู่จริง ไฟที่เราจุดไว้ เราทิ้งไปสักครู่แล้วเข้ามาดูใหม่เห็นว่ามอดไป แต่เราปะติดปะต่อภาพประทับก่อนและหลังจากไปได้ จึงทึกทักเอาว่าไฟเป็นกองเดียวกัน

ความเชื่อเรื่องจิตและสสารเป็นผลจากความเชื่อหลักความเป็นสาเหตุ เรามีภาพประทับของผลเราก็เชื่อว่าต้องมีสาเหตุ นี่เป็นหลักการจากสามัญสำนึก(common sense) แต่นักวิทยาศาสตร์แยกวัตถุจากผัสสะ สี เสียง กลิ่น รส สัมผัส รวมเรียกว่า คุณภาพทุติยภูมิ(secondary qualities) ซึ่งเป็นอัตวิสัย ส่วนคุณภาพปฐมภูมิ(primary qualities) อันได้แก่ ความแผ่กว้าง (extension) การเคลื่อนที่(motion) และความแข็งคงตัว(solidity) เป็นวัตถุวิสัย คือเป็นคุณสมบัติแท้ของสสาร แต่ฮิวม์กลับเห็นว่าแม้คุณภาพปฐมภูมิก็ไม่พอประกันให้เราแน่ใจได้ว่า สสารมีอยู่จริง เราเพียงแต่ทราบว่ามีคุณภาพดังกล่าวเพราะเรามีภาพประทับได้เท่านั้น ส่วนสสารเราไม่มีภาพประทับ เป็นอันว่าฮิวม์ผลักดันประสบการณ์นิยมแบบอังกฤษไปจนถึงที่สุดแล้ว คือ ไปไกลเลยสสารนิยม จนถึงวิมัตินิยม (skepticism) เกือบสมบูรณ์ ที่ว่าเกือบสมบูรณ์ก็เพราะฮิวม์ยังเชื่อว่ามีภาพประทับและมโนคติอยู่ ถ้าสงสัยสมบูรณ์เลยเราเรียกว่าลัทธิเพอร์รานิสม์ (Pyrrhonism) ตามชื่อหัวหน้ากลุ่มในอแคเดอมิของเพลโทว์ระยะหลังมรณกรรมของอาจารย์

ฮิวม์วิจารณ์ว่าความสงสัยแบบของเดการ์ตเป็นการสงสัยล่วงหน้า (antecedent skepticism) คือสงสัยเนื้อหาของความรู้แต่เชื่อมั่นในสมรรถภาพของปัญญา ฮิวม์ว่าแย้งตัวเอง เพราะอย่างไรเสียก็เป็นไปไม่ได้ที่จะสงสัยเนื้อหาได้ทั้งหมด ถ้าสงสัยได้จริง สมรรถภาพของปัญญาก็ทำอะไรไม่ได้ ความสงสัยของฮิวม์เองเป็นการสงสัยตามหลัง (consequent skepticism) คือสงสัยสมรรถภาพของปัญญาเสียเลย ฮิวม์คิดว่าวิธีนี้ช่วยให้เรารอบคอบไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ แต่แล้วคานท์ซึ่งอ่านงานของฮิวม์ในเวลาต่อมาบอกว่า ฮิวม์งมงายอยู่ในความเชื่ออย่างไร้เหตุผล (dogmatic faith) คานท์จะตื่นจากภวังค์และสร้างระบบปรัชญาขึ้นมาใหม่ หลังจากเข้าใจเจตนาของฮิวม์

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018