interpretation by paradigms การตีความด้วยกระบวนทรรศน์

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เรื่องการตีความนั้นมิใช่เรื่องใหม่แต่เป็นเรื่องสำคัญของมนุษย์นับตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์มาแล้ว ตั้งแต่มนุษย์คนแรกที่เริ่มรู้จักคิด ก็ต้องคิดผ่านภาษา เมื่อเริ่มต้นมีภาษาใช้ ก็ต้องมีการตีความเพื่อความเข้าใจและสื่อสารกันรู้เรื่อง มนุษย์กับภาษาและการตีความจึงวิวัฒน์ด้วยกันมาตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของมนุษยชาติ มนุษย์จะตีความปรากฏการณ์ต่าง ๆ ตามความเชื่อพื้นฐานของตน ได้เป็นความจริงที่แตกต่างกันออกไปแม้จะมีความเป็นจริงวัตถุวิสัยเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ Friedrich Nietzsche (1844-1900) จึงได้กล่าวไว้ว่า “There is no fact,only interpretation”

การตีความจึงมีความสำคัญมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคโลกาภิวัตน์ ที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่สามารถสื่อถึงกันจากทั่วทุกมุมโลกผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพราะจะสื่อสารอะไรย่อมใช้ภาษา ก็ต้องตีความภาษา ใช้ข้อมูลก็ต้องตีความข้อมูล ใช้ทฤษฎีก็ต้องตีความทฤษฎี ใช้คนก็ต้องตีความอุปนิสัยใจคอตลอดจนอุดมคติของคนที่ใช้ รวมความแล้วอะไร ๆ ก็ต้องตีความ ความหมายที่ได้จากการตีความคือความจริงที่ควรสนใจเพราะมีผลจริงต่อชีวิตมนุษย์ทั้งส่วนตัวและสังคม

  1. คนในยุคดึกดำบรรพ์มีความเชื่อพื้นฐานว่าโลกไม่มีกฎเกณฑ์ พวกเขาจึงพยายามตีความจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ว่าแสดงน้ำพระทัยเบื้องบนอย่างไร
  2. คนในยุคโบราณมีความเชื่อพื้นฐานว่าทุกอย่างมีกฎเกณฑ์ของมัน พวกเขาจึงพยายามตีความจากปรากฏการณ์ต่าง ๆ ว่ากฎเกณฑ์ของสิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายนั้นเป็นอย่างไร และสามารถตีความหมายจากกฎเกณฑ์เท่าที่รู้ในปัจจุบันว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต
  3. คนในยุคกลางมีความเชื่อพื้นฐานว่าชีวิตนี้สั้นและเป็นทุกข์ ต้องสละความสุขในโลกนี้เพื่อความสุขในโลกหน้า พวกเขาสามารถบำเพ็ญพรตจนได้ฌานและหยั่งรู้เรื่องมากมายซึ่งต้องตีความออกมาเป็นภาษาสามัญ
  4. คนในยุคใหม่มีความเชื่อพื้นฐานว่า วิธีการวิทยาศาสตร์ช่วยมนุษย์ได้ดีกว่าอย่างอื่นทั้งหมด พวกเขาสามารถตีความกฎเกณฑ์ออกเป็นเทคโนโลยีมากมาย
  5. คนในยุคโลกาภิวัตน์ ยอมรับว่ามนุษย์จำเป็นต้องอยู่ร่วมกันในโลก เสมือนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน จึงมีความเชื่อพื้นฐานว่า เราต้องขจัดอคติต่อกันเพื่อรับฟังกันและกัน ต้องปกป้องศักดิ์ศรีมนุษย์ทุกคนเพื่อให้ทุกคนมีโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตของแต่ละคนได้เต็มตามศักยภาพ สามารถมีความสุขบนความสุขของกันและกัน และอาศัยอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ พวกเขาจึงตีความทุกเรื่องด้วยการวิเคราะห์อย่างรอบด้าน ประเมินค่าความหมายต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจเลือกนำมาใช้ในการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหาให้ได้ความหมายที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นเรื่อยไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ได้ดีที่สุดเท่าที่สมรรถภาพปัญญาจะสามารถไปถึง

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018