Irenaeus, St.อายรินีเอิส

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

อายรินีเอิส (St. Irenaeus 135?-203?) มีความรู้กว้างขวางทั้งปรัชญากรีก กฎหมายโรมัน รหัสยลัทธิต่าง ๆ นอกเหนือไปจากคริสต์ศาสนา คงได้อ่านงานนิพนธ์ของเจอสทีนและของลัทธิไญญนิยมาก่อน เล็งเห็นว่าคริสต์ศาสนากำลังมีแนวโน้มที่จะแยกกันออกเป็น 2 ฝ่ายคือ ฝ่ายที่ได้รับอิทธิพลจากปรัชญากรีกอย่างเจอสทีน เป็นต้น เน้นการใช้เหตุผลมากเกินไป เรียกตามศัพท์ประวัติปรัชญาว่าอยู่ฝ่ายกฎนิยม (Legalism) กับฝ่ายที่ได้รับอิทธิพลจากรหัสยลัทธิ ซึ่ไม่ชอบพูดหรือเขียน แต่มุ่งหน้าปฏิบัติพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์และฝึกสมาธิเพื่อรอรับไญญะ (gnosis) จากพระเป็นเจ้า เรียกตามศัพท์ประวัติปรัชญาว่าฝ่ายฌานนิยม (mysticism)

ฝ่ายแรกมุ่งการฝึกปัญญาเพื่อเข้าถึงพระเป็นเจ้า ฝ่ายหลังมุ่งฝึกศีลและสมาธิเพื่อเข้าถึงพระเป็นเจ้า ฝ่ายแรกเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองเกินไป ส่วนฝ่ายหลังก็คอยพึ่งพระเป็นเจ้าจนเกินไป ปัญหาแกนของอายรินีเอิสก็คือ ทำอย่างไรจึงจะประนีประนอม 2 ฝ่ายเข้าด้วยกัน โดยให้มุ่งฝึกทั้ง 3 อย่างคือ ศีล สมาธิ และปัญญา ให้คิดพึ่งพระเป็นเจ้าโดยใช้ความพยายามของตนเองอย่างเต็มที่ควบคู่ไปด้วย

พระเป็นเจ้า อายรินีเอสปฏิเสธการล้นของพระเป็นเจ้าทุกรูปแบบ แต่พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งอย่างเสรีจากความเปล่า เรารู้ถึงพระองค์ได้อย่างหยาบ ๆ จากการพิจารณาความมีระเบียบของสิ่งสร้างและจากการเห็นร่วมกันของมวลมนุษย์ แต่นั่นเป็นเพียงความรู้ผิวเผิน ความรู้ถึงพระองค์ที่ถูกต้องที่สุดได้จากวิวรณ์โดยพระคริสต์สูงกว่านั้นไปมนุษย์ไม่อาจจะเข้าถึงได้ในโลกนี้ ชาวไญญนิยมจึงเป็นพวกหวังเกินตัวซึ่งไม่มีทางจะเป็นไปได้ ความจริงพวกนี้รวบรวมความรู้จากปรัชญาและรหัสยลัทธิกรีกนั่นเอง

มนุษย์ พระเป็นเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาให้มีเจตจำนงเสรี และทรงปล่อยให้มนุษย์ตัดสินใจเลือกประพฤติตนและรับผิดชอบผลของความประพฤติของตนเอง แม้การมีศรัทธาต่อพระองค์เองก็ทรงปล่อยให้มนุษย์ตัดสินใจเลือกและรับผิดชอบเองแต่ถ้าใครตัดสินใจเลือกมีศรัทธาต่อพระองค์ พระองค์ก็ทรงช่วยให้สามารถบรรลุถึงเป้าหมายเหนือธรรมชาติได้ จึงกล่าวได้ว่า การตัดสินใจและการปฏิบัติตนเป็นเรื่องของมนุษย์ ส่วนการช่วยเหลือให้ได้ผลอยู่เกินความสามารถของมนุษย์ เป็นเรื่องของพระเป็นเจ้า มนุษย์จึงต้องช่วยตัวเองเสียก่อน แล้วพระเป็นเจ้าจะช่วยเสริมเฉพาะส่วนที่เกินความสามารถของมนุษย์ผู้นั้นเท่านั้น ส่วนที่ขาดนี้จะรับความช่วยเหลือได้โดยการร่วมพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ (sacraments) ความคิดเช่นนี้เป็นที่มาของคติว่า “God helps those who help themselves” (พระเป็นเจ้าทรงช่วยผู้ช่วยตนเองก่อน)

พระคริสต์ การที่เจอสทีนกล่าวว่าพระวจนะเป็นเหตุผลของพระเป็นเจ้านั้น มิได้หมายความว่าพระวจนะเป็นสิ่งสร้างของพระเป็นเจ้า และการที่ถือว่าพระวจนะคือพระบุตรก็มิได้หมายความว่าเป็นรองจากพระบิดา แต่ทว่าพระบิดาก็คือพระบุตรที่เรามองไม่เห็น และพระบุตรก็คือพระบิดาที่เรามองเห็น กล่าวสั้น ๆ ก็คือว่า พระบิดาหรือพระบุตรก็เป็นองค์เดียวกันนั่นเอง ส่วนในแง่ที่เป็นพระบุตรเรามองเห็นในองค์พระเยซู เรื่องนี้จะเป็นปัญหาถกเถียงกันต่อไปอีกมากในหมู่นักปรัชญาคริสต์

อันตวาระ (eschatology) หมายถึง สภาพของมนุษย์หลังจากสิ้นโลก คือ เมื่อจำนวนของมนุษย์เพียงพอตามที่พระเป็นเจ้าได้ทรงกำหนดไว้แล้วมนุษย์จะไม่เกิดมาอีก และเมื่อมนุษย์สิ้นชีวิตลงหมดสิ้นแล้ว พระเป็นเจ้าจะให้มนุษย์ทุกคนตั้งแต่อาดัมจนถึงมนุษย์คนสุดท้ายมีร่างกายขึ้นมาใหม่ สำหรับผู้ที่ได้ขึ้นสวรรค์เรียกว่าเข้าสู่อันตวาระ วิญญาณจะมีชีวิตพระเป็นเจ้าโดยมีความเข้าใจในพระองค์อย่างถูกต้อง และชื่นชมในความดีของพระองค์ ร่างกายจะไม่มีความเจ็บปวด ป่วยไข้หรือพิการบกพร่องแต่ประการใดอีกเลย จะมีความเป็นอยู่ในสภาพเช่นนี้ตลอดนิรันดร

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018