Knowledge is power ความรู้คือพลัง

ผู้แต่ง : ศุภชัย ศรีศิริรุ่ง
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เบเขิน (Francis Bacon 1561-1626) เป็นเจ้าของคติพจน์ว่า “Knowledge is power” (ความรู้คือพลัง) งานของท่านมีทั้งวรรณคดี ประวัติศาสตร์ การเมือง กฎหมาย และปรัชญา นับว่าเป็นคนรอบรู้สากล (universal man) ตามความนิยมของสมัยฟื้นฟู Spedding and Ellis ได้รวบรวมงานพิมพ์เป็นชุด 7 เล่ม ในปี 1857 หนังสือที่สำคัญสำหรับปรัชญาได้แก่ ตรรกวิทยาแผนใหม่ (Novum Organum , 1620) ซึ่งวางแผนใหม่สำหรับค้นคว้าหาความจริงโดยปรับปรุงจาก Organum ของแอเริสทาเทิล ซึ่งนิยมกันว่าเป็นหนังสือคู่มือตรรกวิทยาที่สำคัญมาเป็นเวลากว่า 2000 ปี

แม้เบเขินไม่ได้ชื่อว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ชอบทดลอง แม้ไม่ได้พบอะไรใหม่ทางวิทยาศาสตร์ แต่หนังสือ Novum Organun นี้ก็พอที่จะให้ท่านได้ชื่อว่าเป็นบิดาของวิทยาศาสตร์ในประเทศอังกฤษ พอดีเป็นตอนที่วิทยาการเริ่มซบเซาลงในอิตาลี ซึ่งเป็นถิ่นบุกเบิกในการฟื้นฟู แม้ไม่ได้พบเนื้อหาใหม่ ๆ ให้วิทยาศาสตร์ แต่ความสำคัญของท่านอยู่ที่กระตุ้นวิทยาศาสตร์ให้ตื่นตัวด้วยวิธีการใหม่ บางคนจึงให้สมญาท่านว่าเป็น Prophet of Science (ผู้เห็นการณ์ไกลของวิทยาศาสตร์)

เบเขินได้ปักใจเชื่อแต่แรกแล้วว่าความยิ่งใหญ่จริง ๆ ของมนุษย์อยู่ที่ความรู้ สิ่งอื่นเป็นเพียงอุปกรณ์ ชีวิตการเมืองถือว่าเป็นเรื่องของโชค ท่านใช้มันเพื่อความสะดวกในการค้นคว้าหาความรู้ยิ่งขึ้น ดังที่ท่านเขียนในจดหมายถึงเบิร์กลีย์ (Burghley) เมื่ออายุ 31 ปี ตอนหนึ่งว่า “I have taken all knowledge to be my province” (ข้าพเจ้าถือว่าความรู้เป็นถิ่นของข้าพเจ้า)

ความจริงไม่ใช่ความรู้เพื่อรู้ แต่ต้องเป็นความรู้ที่ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ (The truth is … that knowledge whose dignity is maintained by works of utility and power) เราสมัยนี้ถ้าตั้งใจจะอุทิศชีวิตเพื่อการค้นคว้าแล้วก็มักจะต้องสนใจเพียงส่วนเดียวของความรู้ แต่สมัยนั้นยังเป็นไปได้อยู่ที่จะสนใจรู้ทุกอย่าง และเบเขินก็เป็นคนหนึ่งที่เดินตามแฟชั่นของสมัยฟื้นฟู การรอบรู้นี้เองทำให้เบเขินจับเคล็ดได้ว่าความรู้ที่มีอยู่ขณะนั้นดำเนินการผิดพลาด จึงไม่ได้ความจริงตามความหมายของเบเขินซึ่งจะจัดว่าเป็นความจริงแบบปฏิบัตินิยมในปัจจุบันก็ได้ เบเขินเห็นว่าจำเป็นจะต้องเริ่มต้นกันใหม่ทั้งหมดโดยใช้วิธีใหม่

เบเขินเชื่อเหมือนซาเครอทิสสมัยโน้นว่าปัญญาของเราสามารถรู้ความจริงได้ แต่ที่ไม่ได้ความจริงก็เพราะถูกอคติครอบงำ ซาเครอทิสพบว่าอคติคือกิเลสประจำตัวของแต่ละคน ที่ชักจูงให้เราตัดสินความจริงไปตามความโน้มเอียงของกิเลส หากเราขจัดอคติเสียได้ เราก็จะได้ความจริงอันเดียวกันสำหรับทุกคน แต่เบเขินเห็นว่าอคตินั้นมิใช่มีเพียงกิเลสอย่างเดียว ยังมีสิ่งอื่นอีกที่ซาเครอทิสมิได้คิดถึง เบเขินถือเป็นภาระและเป็นเกียรติที่จะแฉอคติเหล่านี้ออกมาให้หมด เราจึงได้ทฤษฎีของเบเขินว่าด้วยเทวรูป 4 (The Four Idols) นี่เป็นเรื่องของการขจัดอุปสรรค เมื่อขจัดอุปสรรคแล้วก็ต้องวางแผนพิชิตความจริงต่อไป

เบเขินเต็มไปด้วยความหวังซึ่งเป็นแฟชั่นกันในสมัยฟื้นฟู คือหวังจะพบความลึกลับของธรรมชาติเกี่ยวพันกันเป็นระบบเครือข่ายเดียว เรียกว่า จักรวาล (cosmos) ซึ่งซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ประสบการณ์ซึ่งเรามีกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ถ้าจะเปรียบกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของธรรมชาติเกี่ยวโยงกันแล้ว ก็เหมือนตาข่ายของร่างแหผืนเดียวกัน ถ้าเราสามารถจับปมใดได้สักปมหนึ่ง เราก็จะสามารถใช้หลักเหตุผลค่อย ๆ คลำหาปมอื่น ๆ ต่อไปได้จนหมด

ปัญหามีอยู่ว่าเราจะหาปมแรกอย่างไร เดการ์ตซึ่งเราจะเห็นภายหลังคิดว่าจะหาได้โดยคิดคำนึง (speculation) แต่เบเขินชอบการทดลอง บอกว่าเราต้องใช้การค้นหา (invention) จะรอให้บังเอิญพบเองมักไม่ทันการเพราะเรามักไม่เตรียมพร้อมที่จะรับ การค้นคว้านี้เองจะนำไปสู่การไขความลับของธรรมชาติได้ทั้งหมด แล้วเราก็จะเป็นนายเหนือธรรมชาติ จะใช้ธรรมชาติทำประโยชน์หรือบำรุงความสุขของเราประการใดก็ได้

“ความรู้คือพลัง”

แต่ต้องสังวรไว้อย่างหนึ่งว่า กฎธรรมชาติเป็นกฎแน่นอนตายตัว ไม่ไว้หน้าใคร ไม่มีการเปลี่ยนใจ เราจะควบคุมธรรมชาติได้ก็โดยผ่อนปรนตามกฎธรรมชาติ เราจึงต้องพยายามค้นคว้าและศึกษาให้รู้กฎธรรมชาติให้ถ่องแท้แล้วควบคุมกฎนั้นให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ “Nature cannot be conquered except by obeying her” (เราจะครอบครองธรรมชาติได้ก็โดยยอมอ่อนน้อมต่อธรรมชาติเท่านั้น)

จากความคิดนี้ เราจึงได้วิธีอุปนัย (method of induction) ของเบเขินซึ่งเป็นวิธีค้นคว้าหาความจริงใหม่ ๆ ต่อไป
เพื่อขจัดอคติและเพื่อวางแนวค้นคว้าหาความจริงใหม่ ๆ ต่อไปดังกล่าว เบเขินจึงได้เขียนหนังสือชื่อ Novum Organum ขึ้น โดยหวังจะแก้แนวความคิดเก่าที่เชื่อ Organon ของแอเริสทาเทิลเกินไป

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018