Locke on assumption ลัคว่าด้วยปฐมบท

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ลัคมีความเห็นตามแฟชั่นสมัยนั้นว่า ก่อนจะค้นคว้าหาว่าความเป็นจริงเป็นอะไร เราต้องรู้เสียก่อนว่าปัญญาของเรารู้ความจริงได้อย่างไร และวิธีนั้นเหมาะสำหรับจะรู้ความเป็นจริงได้จริง ๆ ไหม นั่นคือต้องการมั่นใจว่ามีหลักค้ำประกันความจริงด้วยนั่นเอง

ความเห็นนี้เกิดจากประสบการณ์ว่า ครั้งหนึ่งระหว่างฤดูหนาวปี 1670-71 ลัคกับเพื่อน ๆ ที่สนใจปรัชญา 5-6 คน ชุมนุมกันบ่อย ๆ เพื่อค้นหาความรู้พื้นฐานของศีลธรรมและศาสนา ถกเถียงกันอยู่เป็นนานก็ไม่สามารถจะพบจุดเริ่มต้นได้ ในที่สุดทุกคนจนปัญญา ลัคจึงฉุกคิดขึ้นมาว่า ท่านและเพื่อนคงเดินทางผิดเสียแล้ว เพระต่างคนต่างยังไม่รู้เลยว่าปัญญาของเราทำการหาความจริงอย่างไร มีสมรรถนะรู้ถึงขีดใด อะไรบ้างอยู่ในขอบเขตที่ปัญญาคิดได้ และมั่นใจได้ว่าจริง มีอะไรอยู่พ้นขอบเขตสมรรถนะของปัญญาบ้างไหม

ปัญหานี้ล่องลอยอยู่ในบรรยากาศของศตวรรษที่ 17 แต่ไม่มีใครจับประเด็น เพียงแต่คิดกันได้ว่า ปรัชญาที่แล้ว ๆ มาหลงทางและเชื่องมงายทั้งสิ้น จำเป็นจะต้องหาปรัชญาใหม่ แต่ทว่าอะไรจะมาเป็นปรัชญาใหม่ นี่เป็นปัญหาที่รอคอยคำตอบกันอยู่ พวกเขาเพียงแต่เชื่อกันว่า ปรัชญาใหม่นี้ต้องใช้เหตุผลเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด ไม่ใช่ใช้ความเชื่อตามลัทธิหรือเชื่อตามครูบอกดังแต่ก่อน

คำว่า “เหตุผล” จึงเป็นคำแฟชั่นในสมัยนั้น เป็นคำที่ให้กำลังใจ เร้าใจ ปลุกใจ และโฆษณาชวนเชื่อไปในตัว ลัคมีชีวิตอยู่ในบรรยากาศเช่นนี้ แต่ท่านเก่งกว่าคนอื่นที่สามารถจับประเด็นคำตอบได้ว่า ปรัชญาใหม่นี้จะได้มาก็โดยศึกษาสมรรถภาพของปัญญา เพื่อจะได้ทราบว่า “เหตุผล” ของเรามีคุณค่าและขอบเขตแค่ไหน

เป็นอันว่าลัคยอมรับเหมือนนักคิดทั่วไปในสมัยนั้นว่า “เหตุผล” เป็นมาตรการตัดสินความรู้จริง สิ่งไรที่ยังหาเหตุผลไม่ได้ก็ถือว่ายังปลงใจไม่ได้ว่าจะเป็นความรู้ได้หรือไม่ ต้องรอหาเหตุผลรับรองเสียก่อน ถ้าขัดกับเหตุผลก็ตัดสินได้ว่าเป็นความรู้เท็จ ถ้าหาเหตุผลได้ก็เป็นความรู้จริง ถ้าหาเหตุผลยังไม่ได้ก็ให้ระงับการตัดสินไว้ก่อน

มีปัญหาต่อมาว่า อย่างไรจึงเรียกว่ามีเหตุผล เดการ์ตได้แถลงไว้ก่อนแล้วว่า ต้องเรียงลำดับเนื้อหาจากสิ่งที่เห็นแจ่มแจ้งชัดเจนในตัวซึ่งเรียกว่าความรู้ปฐมบท ค่อย ๆ สนับสนุนความรู้ยากขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามลำดับ จึงเรียกว่ามีเหตุผล และความรู้ที่ได้มาด้วยวิธีนี้จึงเป็นความรู้จริง ดังเช่นในเรขาคณิต ลัคเห็นว่าวิธีของเดการ์ตล่าช้าไม่ชวนให้ปฏิบัติเลย ลัคถนัดการรักษาโรคอยู่แล้ว จึงยกตัวอย่างว่า ถ้าหากคนไข้เกิดอาการแผลร้ายในท้อง แพทย์จะมัวไล่เรียงหาเหตุผลให้เกิดความแน่ใจทางคณิตศาสตร์แล้วจึงค่อยลงมือรักษาหรืออย่างไร คนไข้คงจะตายเสียก่อน อาการของโรคแต่ละโรคไม่ซ้ำแบบกัน จะหาผลสรุปให้แน่นอนตายตัวไม่ได้ นายแพทย์จะต้องใช้ความรู้เท่าที่มี อาจปรึกษาแพทย์อื่นบ้าง แล้วประเมินเอาพอเป็นแนวเดาโรค รีบลงมือผ่าตัดดู ผิดพลาดอย่างไรค่อยแก้ไขกันทีหลัง

ลัคจึงเห็นว่าโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่เรียงลำดับเหตุผลแน่นอนตายตัวแบบคณิตศาสตร์ดังที่เดการ์ตคิด แต่เป็นโลกแห่งความสับสนของหน่วยเฉพาะแต่ละหน่วยที่ไม่รับรู้การเรียงลำดับที่มีต่อกัน ปัญญาของเราต่างหากที่จัดระเบียบแบบแผนให้แก่มัน การจัดระเบียบแบบแผนให้แก่ความเป็นจริงดังที่เดการ์ตคิดทำนั้น ลัคถือว่าไม่นำเราไปสู่ความรู้จริง เป็นเหตุผลจอมปลอม ดีแต่ฝึกปัญญาลับสมองเล่น หามีประโยชน์อะไรจริง ๆ ไม่ เป็นการเสียเวลาเปล่า แทนที่จะใช้เวลานั้นไปค้นคว้าหาความรู้จริงที่มีประโยชน์และคุณค่า

สำหรับ ลัค เหตุผลเป็นของดี เป็นเครื่องมือที่มีคุณค่ายิ่งนักสำหรับมนุษย์ เป็นแสงสว่างที่พระเจ้าใส่ไว้ในปัญญาของมนุษย์ มิฉะนั้นปัญญาของมนุษย์จะมีแต่ความมืดมนต์ “เหตุผลต้องเป็นเสียงตัดสินสุดท้ายและอำนวยการทุกสิ่งทุกอย่าง” ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าเราต้องใช้มันให้ถูก ต้องใช้กับสิ่งที่เป็นจริงในโลกที่เป็นตัวเป็นตนจริง ๆ ไม่ใช่ในโลกแห่งความเพ้อฝัน นั่นก็คือลัค รับท่าทีประจักษ์ของวิธีการวิทยาศาสตร์ และละเลยท่าทีคณิตศาสตร์ของท่าทีดังกล่าว เราก็สรุปได้ว่า โลกแห่งผัสสะซึ่งประกอบด้วยหน่วยเฉพาะต่าง ๆ นี้แหละคือเนื้อหาของความรู้พื้นฐาน

ความรู้พื้นฐานของลัคมีสองแง่ แง่มาตรการตัดสินความเป็นจริง คือ เหตุผล แง่เนื้อหาคือ โลกแห่งผัสสะ ทั้งสองนี้เป็นความรู้พื้นฐานประเภทมูลบท เพราะต้องยอมรับก่อนโดยไม่มีการพิสูจน์ เพื่อเป็นพื้นฐานสรุปหาความรู้อื่นต่อไปด้วยเหตุผล

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018