Marx’s dialectic ปฏิพัฒนาการของมากซ์

ผู้แต่ง : เอนก สุวรรณบัณฑิต
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

คาร์มากซ์ (1818-83) เห็นด้วยกับเฮเกล (Hegel) ในการใช้ทฤษฎีปฏิพัฒนาการ (dialectic) ในการตีความเหตุการณ์ของความเป็นจริง ทั้งหลายที่เกิดขึ้นทั่วเอกภพ

แต่ก็วิจารณ์ว่าเฮเกลยังเข้าไม่ถึงดี เพราะยังมัวหลงอยู่ในเรื่องจิตโดยไม่จำเป็น ตนเองเข้าถึงมากกว่า จึงมองเห็นว่าความเป็นจริงคือสสารนี่แหละ ไม่ใช่สสารที่เดินตรงตามกฎวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสสารที่ดิ้นรน เพื่อความก้าวหน้าโดยเอาชนะอุปสรรค อุปสรรคก็ได้แก่สสารด้วยกันนั่นแหละ ที่ใดที่สสารขัดแย้งกันมากๆ จะต่อสู้กันจนก้าวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิต พืชที่ดิ้นรนมากจะก้าวหน้ามาเป็นสัตว์ สัตว์ที่ต่อสู้มากจะก้าวหน้ามาเป็นมนุษย์ มนุษย์ที่ขัดแยังกันและต่อสู้กันมากจะก้าวหน้าเร็วกว่ามนุษย์ที่ถือขันติต่อกัน ในที่สุดจะก้าวหน้าถึงขั้นปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสม์

เมื่อถึงขั้นนี้แล้วมนุษย์ไม่พึงขัดแย้งและต่อสู้กันเองอีกแล้ว เพราะถึงขั้นอันติมสัจ (ultimate truth) ด้วยกันแล้ว แต่จะต้องขัดแย้งและต่อสู้กับการงาน เมื่อคนทั้งโลกถึงสัจธรรมเดียวกันเช่นนี้แล้ว มนุษย์ทุกคนจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานไม่มีการแข่งขันชิงดีกันอีก ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบกันอีก ไม่มีอิจฉาริษยากันอีก

นี่คือโลกพระศรีอาริย์ในอุดมคติของมากซ์ แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้น ผู้ถึงสัจธรรมแล้วจะต้องช่วยกันเผยแพร่ลัทธิโดยทุกวิถีทางไม่ว่าจะโดยบังคับ เกลี้ยกล่อม ล้างสมอง โฆษณาชวนเชื่อ วิธีใดได้ผลใช้ได้ทั้งนั้น ขอให้มุ่งไปสู่การปกครองโดยองค์การคอมมิวนิสต์สากลก็แล้วกัน

รวมความว่าลัทธิญาณวิเศษเปิดโอกาสให้ปกครองแบบเผด็จการ จึงไม่ถูกใจบรรดาผู้รักเสรีภาพ และรักการเป็นตัวของตัวเองทั้งหลาย มีผู้เสนอแนวปรัชญาขึ้นมาต่อต้านเรียกว่าลัทธิปฏิบัตินิยม (pragmatism) และลัทธิอัตถิภาวนิยม (existentialism)

Leave a comment

Previous Post
Next Post

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018