Paracelsus แพเรอเซลเซิส
ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ
พาราเซลสัส ชื่อจริงว่า ทีเออแฟรสเทิส แห่งโฮเฮนไฮม์ (Theophrastus of Hohenheim 1493-1541) แต่เจ้าตัวชอบเรียกตนเองว่า แพเรอเซลเซิส (Paracelsus) ซึ่งแปลว่า เก่งกว่าเซลเซิส (More-than-Celsus) ส่วนเซลเซิส (Aulus Cornelius Celsus, กคศ 25-คศ 50) เป็นแพทย์ชาวโรมันในสมัยอาณาจักรโรมันรุ่งเรือง
ทีเออแฟรสเทิสริ่มต้นชีวิตทำงานเหมืองแร่ซึ่งเจ้าของเป็นนักอัลเคมี เป็นโอกาสให้ได้รู้ศาสตร์ดำ เรียนแพทยศาสตร์ที่บาเซล สวิตเซอร์แลนด์ ได้รับเชิญให้เป็นอาจารย์สอนที่เดียวกัน สร้างจุดเด่นโดยการเผาตำราแพทย์ของกาเลิน (Galen 128-199) ชาวกรีก และ อีเบิน ซีเนอ (Ibn-Sina 980-1037) ชาวอาหรับ เพื่อแสดงว่าจะปฏิรูปการแพทย์ใหม่ทั้งหมด ปฏิรูปวิธีสอนโดยบรรยายเป็นภาษาเยอรมันแทนภาษาละติน จึงใช้ชื่อ Paracelsus
แพเรอเซลเซิส ถือลัทธิสรรพเทวนิยมเช่นเดียวกันกับอกริพพา (Marcus Vipsanius Agrippa, กคศ63-คศ 12) และนักไสยศาสตร์ทั่วไปในขณะนั้นที่ได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์คาบาลาห์ของยิว คือถือว่าทุกสิ่งรวมทั้งมนุษย์ด้วยเป็นการล้นออกจากพระเจ้า ดังนั้น ทุกสิ่งจึงมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งเป็นระบบเดียว
ดวงดาวและแร่ธาตุในโลกย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บและการเยียวยา แพทยศาสตร์จึงไม่ควรแยกออกจากเทววิทยา ปรัชญา และดาราศาสตร์ คำสอนเช่นนี้แหละที่ทำให้แพเรอเซลเซิสได้ชื่อว่าเป็นแพทย์ไสยศาสตร์ แต่ในทางปฏิบัตินั้นแพเรอเซลเซิสใช้การสังเกตทดลองเพื่อการรักษาอย่างได้ผล จึงนับว่าแพเรอเซลเซิสเป็นผู้นำหน้าขบวนการวิทยาศาสตร์ด้วย และวิทยาศาสตร์ของแพเรอเซลเซิสก็เป็นวิทยาศาสตร์ที่ปนไสยศาสตร์ เพราะเชื่อว่ามีอำนาจลึกลับแฝงอยู่ตามหลักเทววิทยา ปรัชญาและดาราศาสตร์ของตน ซึ่งรวมกันเป็นโลกทรรศน์ชนิดพิเศษ โดยสอนว่าพระเจ้าทรงสร้างโลกด้วยการล้นจากพระองค์ก็จริง แต่ก็แสดงให้เห็นว่าประกอบขึ้นด้วยธาตุดั้งเดิม 3 ธาตุ คือ กำมะถัน ปรอท และเกลือ จาก 3 ธาตุดังกล่าวผสมกันได้ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุ 4 ผสมกันในอัตราส่วนต่าง ๆ ได้สิ่งต่าง ๆ ทั้งหลายดังที่เราเห็นในเอกภพ นี่เป็นธาตุที่มองเห็น
มีอีกธาตุหนึ่งมองไม่เห็น ซึ่งนักปราชญ์โบราณเคยเรียกว่า ธาตุที่ 5 (quintessence) แต่แพเรอเซลเซิสเรียกว่ามหาปฐม (Archeus) มหาปฐมนี้เป็นเชื้อชีวิต มีแทรกอยู่ในสสารทุกส่วน จึงกล่าวได้ว่าทุกสิ่งมีชีวิต เพียงแต่ว่ามหาปฐมหรือชีวสารนี้แสดงกิจกรรมให้เห็นหรือไม่และแสดงเข้มข้นเพียงไรเท่านั้น มหาปฐมนี้แหละที่เป็นสายสัมพันธ์ถึงกันและเป็นเหตุให้ทุกสิ่งมีอิทธิพลต่อกัน ใครพบเคล็ดลับก็จะควบคุมเหตุการณ์ได้ แหละนี่คือ สารัตถะของไสยศาสตร์ตามทรรศนะของแพเรอเซลเซิส
มหาปฐมแบ่งออกเป็น 4 ชนิด แต่ละชนิดมีแทรกอยู่ในธาตุ 4 แต่ละอย่าง คือ ชนิดโญมิ (Gnome) แทรกอยู่ในธาตุดิน ชนิดเอินดีเนอ (Undina) แทรกอยู่ในธาตุน้ำ ชนิดซิลเฟิส (Sylphus) แทรกอยู่ในธาตุลม ชนิดแซเลอแมนเดอร์(Salamander) แทรกอยู่ในธาตุไฟ
วิญญาณเป็นสาระของพระเจ้าที่แบ่งส่วนมาจากพระเจ้าแทรกอยู่ในทุกสิ่ง เพื่อให้ธาตุต่าง ๆ ประสานกลมกลืนกัน ทุกสิ่งมีวิญญาณ เพราะว่ามีสาระพระเจ้าแทรกอยู่ หากแต่ว่าเข้มข้นมากน้อยต่างกัน วิญญาณมนุษย์เป็นสาระพระเจ้าที่เข้มข้นกว่าวิญญาณในสิ่งอื่น ๆ วิญญาณของสัตว์เข้มข้นน้อยลง ของพืชยิ่งน้อยลงไปอีก และในแร่ธาตุเข้มข้นน้อยที่สุด โรคภัยไข้เจ็บและความเสื่อมโทรมทั้งหลายเกิดจากความไม่กลมกลืนกันระหว่างธาตุต่าง ๆ จนวิญญาณไม่อาจควบคุมได้ แพทย์จึงต้องเข้าช่วยแก้ไข โดยอาศัยการทดลองควบคู่กับเคล็ดลับทางไสยศาสตร์ จะช่วยสร้างระเบียบขึ้นใหม่จนวิญญาณสามารถควบคุมได้ หากแก้ไขไม่สำเร็จก็ถึงกาลดับสูญ หากเราสามารถจับเคล็ดลับของวิญญาณในสิ่งใดได้ เราจะควบคุมสิ่งนั้นได้ และอาจจะชักจูงใจให้ทำอะไรและอย่างไรก็ได้
แพเรอเซลเซิสจึงย้ำว่ามนุษย์เป็นอนุจักรวาลย่อส่วนของมหาจักรวาลทั้งหมดลงในมนุษย์แต่ละคน งานนิพนธ์ที่สำคัญได้แก่ แพทยศาสตร์มหัศจรรย์ (ยร. Die Grosse Wundartznei 1530)

