paolo

ซอกแซกหามาเล่า (230)

กีรติ บุญเจือ

บอร์นคาม เบรอตง บาดิยู ช่วยกันมองเปาโลจาก 3 เส้า

บอร์นคาม(Günther Bornkamm) เป็นคนแรกในกลุ่ม3 (triumvir) ที่มองว่าใครจะมองเปาโลเป็นอะไรบ้างก็ช่าง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่มีใครแถลงในสื่อคือเป็นนักปรัชญาหลังนวยุคด้วย ให้สังเกตด้วยว่า นักคิด3ท่านนี้มองตรงกันในเรื่องของเปาโลก็เฉพาะในแง่นี้เพียงแง่เดียว แง่อื่นๆไม่รับรอง เพราะถือคติตัวใครตัวมัน และก็เป็นเช่นนี้จริงๆ ไม่เชื่อก็ติดตามต่อไปดู การเสนอความคิดอย่างนี้ในปัจจุบัน Slavoj Zizek ประธานคณะบรรณาธิการจัดพิมพ์ชุดหนังสือ Insurrections: Critical Studies in Religion, Politics, and Culture  กล่าวไว้ว่าสหวิทยาการระหว่างศาสนา การเมือง และ วัฒนธรรม นับเป็นประเด็นหนึ่งที่นิยมถกเถียงกันอย่างกว้างขวางที่สุดในระดับทฤษฎีในปัจจุบัน และเป็นประเด็นที่มีผลกระทบต่อโลกอย่างลึกที่สุดและกว้างขวางที่สุด ชุดหนังสือ Insurrectionsจะใช้ปรัชญาและทฤษฎีวิจารณ์(Critical Theory เป็นชื่อที่ผู้ใช้ภาษาเยอรมันชอบใช้เรียกกระแสหลังนวยุคของตน) มองการเมืองเพื่อจับจุดหักเหของบทบาทศาสนาในปรัชญา(Religious Turn) เราไม่จำกัดว่าจะเป็นบทบาทของศาสนาใดหรือกระแสปรัชญาศาสนาใด เราให้ความเป็นธรรมแก่ศักยภาพของทุกศาสนาที่แสดงการตื่นตัวปลดปล่อยมนุษยชาติอย่างเหมาะสมทุกรูปแบบ” (คำนำของหนังสือ A Radical Philosophy of Saint Paul (Stanislas Breton)  หนังสือที่พิมพ์แล้ว เช่น Nietzsche and Levinas: After the Death of a Certain God (ed. Jill Stauffer), After the Death of God (Capito and Vittimo), ThePolitics of Postsecular Religion (Ananda Abeysekara), Anatheism(Richard Kearney)

บอร์นคามเปิดประเด็นด้วยหนังสือ Paulus,1969 เป็นภาษาเยอรมัน ตีความชีวิตและคำสอนของเปาโลด้วยกระบวนทรรศน์หลังนวยุค  เบรอตง(Stanislas Breton 1912-2005) ผมเองเคยเรียนปรัชญาPhenomenologyจากท่าน อันเป็นปรัชญาที่จับจับแพะชนแกะ คือ เอาของที่ดูเหมือนหรือตามปรากฏการณ์ว่าขัดแย้งกันให้มาอยู่ด้วยกันแล้วพยายามชี้แจงว่าเป็นไปได้ เช่นเอาความคิดของตนเองใส่วงเล็บแล้วคิด จะได้ความคิดที่เป็น intentional แล้วสรุปว่า All knowledge is intentional  ความรู้ทุกอย่างเป็นการแสวงวัตถุ นั่นคือต้องมีวัตถุให้คิดแล้วก็ต้องมีการทำงานของผู้คิดผสมผสานกัน มิฉะนั้นก็ไม่เกิดความคิด ฟังให้เข้าใจแล้วก็ไม่รู้จะค้านตรงไหน แม้ไม่อยากเชื่อก็ต้องรับรู้เอาไปคิดต่อ ตอนนั้นยังไม่มีปรัชญาหลังนวยุค มีแต่ Phenomenology กับ Existentialism นิยมกันว่าทันสมัยล่าสุด ภายหลังท่านไปสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งปารีส งานเขียนล่าสุดของท่านจึงแสดงความพยายามประนีประนอมปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง กับคำสอนของมากซ์และปรัชญาของเปาโลที่บอร์นคามได้ตั้งโจทย์ไว้ให้ ด้วยหนังสือ A Radical Philosophy of Saint Paul, 1988ส่วนอาแลง บาดีอู(Alain Badiou) เขียนล่าสุด Saint Paul la fondation de l’universalism, 1997พยายามจับประเด็นจากนักคิดทั้ง2ข้างต้นมาขยายผลให้เปาโลเสริมปรัชญาหลังนวยุคของตนเพื่อเจาะลึกปรัชญาของเปาโลโดยหวังจะเข้าใจศาสนาคริสต์ที่ทำหน้าที่เป็นผู้รับมรดกของมหาอาณาจักรโรมันมาขยายผลจนมีสมาชิกทั่วทุกเมืองใหญ่และเกือบทุกเมืองเล็กอยู่ทุกวันนี้ เราก็ต้องเริ่มจากบอร์นคามผู้เริ่มมองว่าพรรคพวกชาวคริสต์ของตนยังรู้จักเปาโลน้อยไปในเรื่องใดบ้าง เบรอตงพลอยเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยอย่างไรบ้าง และบาดิอูถือโอกาสลากเข้าเสริมบารมีตนเองอย่างไรบ้าง แน่นอนว่าชาวคริสต์ในปัจจุบันย่อมมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่ม3นี้ ส่วนนั้นเราจะไม่สนใจ แต่ปล่อยให้เวลาเป็นผู้ตัดสินดีกว่า เพราะจะชอบธรรมที่สุด เราสนใจสำรวจดูอย่างนักวิชาการดีกว่าว่าความเป็นมาจริงๆในประวัติศาสตร์ยืนยันทฤษฎีของกลุ่ม3 อย่างไรบ้าง เอาอย่างนี้จะสนุกกว่าและได้ความรู้ดีด้วย

บอร์นคามให้ข้อสังเกตเบื้องต้น

            คนส่วนมากที่คิดว่ารู้จักศาสนาคริสต์ รวมทั้งชาวคริสต์เองส่วนมากด้วย มักจะเชื่อกันว่าคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ที่เรียกว่าไบเบิลนั้น มีมาพร้อมตั้งแต่ต้น อย่างน้อยตั้งแต่วันที่พระเยซูสิ้นพระชนม์ เพราะจุดนั้นเป็นจุดจบคำสอนของพระเยซู สอนไว้แค่ไหนก็น่าจะจบลงที่ตรงนั้น จะรีบรวบรวมไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างของศาสนาอิสลาม หรือช่วยกันท่องจำแล้วบันทึกลงตามที่ท่องจำถ่ายทอดกันต่อๆมาอย่างของพระพุทธศาสนา หรืออย่างของศาสนาอื่นใดก็จะต้องมีหลักฐานอ้างได้อย่างน่าเชื่อว่าเป็นคำสอนของศาสดาเพียงแค่นี้ คัมภีร์ของศาสนาคริสต์นั้นต้องรับตามตรงว่าไม่มีมาตรการใดรับรองด้งกล่าว ต้องว่าไปตามหลักฐานประวัติศาสตร์ว่า คัมภีร์ไบเบิลมี 2 ภาค ภาคพันธสัญญาเดิมรับมาจากศาสนายิวทั้งแท่ง เหตุเพราะพระเยซูและสาวกรุ่นแรกอ้างถึงอยู่เสมอในการเทศน์สอน คัมภีร์นี้แท้ที่จริงจึงเป็นคัมภีร์ของศาสนายิวหรือยูดาห์(Judaism)มาแต่ต้น ศาสนาคริสต์รับมาใช้ในวงจำกัดคือตามเกณฑ์ที่พระเยซูทรงวินิจฉัยไว้ คัมภีร์ของศาสนาคริสต์จริงๆโดยเฉพาะเรียกว่าพระธรรมใหม่ คือคัมภีร์ที่เขียนขึ้นหลังความตายของพระเยซู ซึ่งบอร์นคามแยกพิจารณาเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งคือบันทึกเตือนความจำถึงชีวิตและคำสอนของพระเยซูที่ต้องการนำไปสอนให้ตรงกัน มีอยู่3เล่มคือคัมภีร์มัทธิวมาระโกและลูกาซึ่งรวมกันแล้วมีปริมาณประมาณ1/3ของพันธสัญญาใหม่เรียกรวมว่าคัมภีร์พระวรสารสหทรรศน์(Synoptic Gospels) อีกส่วนหนึ่งตีความและขยายผลคำสอนของพระเยซู มีเนื้อหาประมาณ 2/3 ของคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ แยกเป็นคัมภีร์ 24 เล่ม เป็นจดหมายของเปาโล13เล่มคือ 13 ฉบับจดหมายนั่นเอง คัมภีร์ทั้ง 24 เล่มดังกล่าวนี้ไม่ตั้งใจบันทึกคำสอนของพระเยซู แต่ตั้งใจตีความคำสอนของพระเยซูตามปรัชญาส่วนตัว จดหมาย13ฉบับได้ชื่อว่าจดหมายของเปาโลซึ่งอาจเขียนโดยเปาโลหรือเขียนตามคำสั่งของเปาโลหรือเขียนตามเจตนาของเปาโล บอร์นคามไม่ถือว่าต่างกันอย่างสำคัญ เพราะอย่างไรเสียก็เขียนแสดงปรัชญาของเปาโลนั่นเอง เพราะได้ฟังเปาโลเทศน์พร่ำสอนจนซึมซับปรัชญาของเปาโลจนแสดงปรัชญาแทนเปาโลได้ คือว่าเปาโลนั้นก่อนจะเริ่มสอนย่อมมีปรัชญาเกี่ยวกับพระเยซูเป็นระบบอยู่ในใจครบถ้วนแล้ว แต่เปาโลมิได้ตั้งใจสอนอย่างเจ้าสำนักปรัชญา คือ ลำดับเรื่องสอนก่อนหลังให้ผู้ฟังประจำเข้าใจตามลำดับของระบบปรัชญา แต่เปาโลสอนตามโอกาสและหาคำอธิบายประกอบตามโอกาสให้เหมาะสมกับผู้รับคำสอนแต่ละครั้ง ส่วนปรัชญาที่มีอยู่ในใจนั้นเป็นปรัชญาทั้งระบบที่แฝงอยู่เบื้องหลังทุกครั้งที่สอนจนลูกศิษย์ใกล้ชิดจับไต๋ได้และอาจจะถ่ายทอดตัวปรัชญาได้ไม่ว่าจะสอนใครในโอกาสใด

ถามว่าเปาโลไม่ได้คลุกคลีกับพระเยซู จึงอาศัยอ่านคัมภีร์สหทรรศน์(Synoptic) เอามาตีความ ใช่หรือไม่ บอร์นคามตอบว่าไม่ใช่ เพราะคัมภีร์สหทรรศน์แท้ที่จริงแล้วเรียบเรียงขึ้นหลังจากที่เปาโลถึงแก่มรณกรรมแล้ว ผู้เรียบเรียงคัมภีร์สหทรรศน์เสียอีกที่ได้อ่านจดหมายของเปาโลไม่มากก็น้อยก่อนเรียบเรียงชีวิตและคำสอนของพระเยซูและน่าจะได้รับรู้ปรัชญาว่าด้วยพระเยซูของเปาโลเป็นแนวทางไม่มากก็น้อย

คัมภีร์สหทรรศน์มี 3 เล่ม คือ มัทธิว มาระโก และลูกา

ถ้าเช่นนั้นก็ขอถามต่อว่า แล้วเปาโลตีความคำสอนของพระเยซูเป็นปรัชญาได้อย่างไรเล่า บอร์นคามตอบว่า คำสอนของพระเยซูมุ่งเน้นว่าอาณาจักรของพระเจ้าตามที่คัมภีร์ยิวพยากรณ์ไว้นั้นใกล้จะเป็นจริงแล้ว ครั้นพระเยซูถูกจับและถูกตรึงตายบนไม้กางเขนและถูกนำไปฝังในคูหาแล้ว สาวกและศิษยานุศิษย์ที่เชื่อว่าตนได้เห็นพระเยซูฟื้นคืนชีพและเสด็จขึ้นสวรรค์ไปแล้ว มีความกระตือรือร้นเป็นกลุ่ม ลนลานกันออกยืนยันกับมหาชนว่าพระเยซูมิได้ตายจริง แต่ชนะความตายด้วยการกลับคืนชีพ พระองค์คือพระเมสสิยาห์องค์จริงที่ชาวยิวคอยหา มีคนเชื่อตามเป็นกลุ่มก้อน จึงยิ่งฮึกเหิมประกาศว่าอาณาจักรของพระเจ้ามาถึงแล้วตามที่พระเยซูได้กล่าวไว้ คนเชื่อก็มาเข้ากลุ่มและช่วยกันประกาศต่อ ใครไม่เชื่อก็พยายามขจัดพวกเชื่อในฐานะพวกสติเฟื่องแบบโรคติดต่อ ในภาวะฉุกละหุกอย่างนี้ไม่มีใครคิดเขียนคัมภีร์ มีแต่พูดๆๆๆและทำๆๆๆๆ ในที่สุดก็มีประโยคตกผลึกกลายเป็นสูตรสำเร็จรูปที่เมื่อพูดถึงพระเยซูก็ต้องพูดสูตรเหล่านั้นจนชินปากเป็นที่ยอมรับแบบรับรู้กัน เรียกว่าเค-ริก-มา(Kerigma) เหมือนอย่างในพระพุทธศาสนามีประโยคที่รับรู้กันเป็นเอกลักษณ์รู้กันในหมู่ชาวพุทธ เช่น เวรกรรม กฎแห่งกรรม อนัจจัง ทุกขัง อนัตตา ตนของตนเป็นที่พึ่งแห่งตน สำหรับชาวคริสต์สมัยนั้น มีเคริกมา เช่น ข่าวดีคือพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์เพื่อกอบกู้มนุษย์ทั้งมวล ทรงฟื้นคืนชีพเพื่อให้ทุกคนได้ฟื้นคืนชีพ พระเยซูเสด็จไปสวรรค์เพื่อเตรียมที่ให้ผู้ที่เชื่อในพระองค์ พระจิตของพระเยซูให้พลังเหนือธรรมชาติ มนุษย์ทุกคนเป็นพี่น้องกันในพระเยซู ทุกคนประกาศพระเยซูเป็นทีมงานในนามของพระเยซู เคริกมาที่จำได้และพูดด้วยปากนี่แหละคือคัมภีร์เท่าที่มีของชาวคริสต์รุ่นแรกสุด ซึ่งทั้งฝ่ายเขียนคัมภีร์และฝ่ายตีความคัมภีร์ใช้เป็นพื้นฐานร่วมในการค่อยๆเขียนทีละน้อยๆไว้ใช้ส่วนตัว มีผู้คัดลอกต่อๆกันไปใช้ส่านตัว และมีผู้รวบรวมขึ้นและมีการประกาศเป็นคัมภีร์อย่างเป็นทางการในที่สุด สรุปได้ว่าปรัชญาของเปาโลตั้งอยู่บนฐานของเคริกมา ส่วนหนึ่งเปาโลอ้างว่าได้รับรู้จากพระเยซูโดยตรง ส่วนหนึ่งได้จากปัญญาสร้างสรรค์ซึ่งเปาโลถือว่ามาจากการดลใจของจิตของพระเยซู และแน่นอนว่าส่วนหนึ่งมาจากการเรียนรู้จากความรู้ร่วมกันในสมัยนั้นซึ่งเปาโลไม่ได้อ้างถึง

ความคิดหลักของเปาโลคือความชอบธรรม

            เปาโลใช้คำของแอร์เริสทาทเถิลdikaiosyne เช่นในประโยคว่า “ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องละอายต่อข่าวดีเพราะมันคืออานุภาพของพระเจ้า(dynamis Theou)ซึ่งนำความรอดแก่ทุกคนที่เชื่อในข่าวดี และความชอบธรรมที่พระเจ้าช่วยให้รอดพ้นถูกเปิดเผยในข่าวดีนี้ ความชอบธรรมดังกล่าวจึงขึ้นอยู่กับความเชื่อและนำไปสู่ความเชื่อข้ออื่นๆต่อไป ดังมีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า ผู้ชอบธรรมมีชีวิตโดยอาศัยความเชื่อ”(โรม1:16-17) คัมภีร์ที่เปาโลอ้างถึงน่าจะเป็นอิสยาห์56:1 ที่ว่า”จงตัดสินความอย่างชอบธรรมและปฏิบัติอย่างชอบธรรม เพราะในไม่ช้าความรอดของเราจะมาเยือน และความชอบธรรมแห่งความรอดจะประจักษ์” (อิสยาห์56:1)

ปัญหาการใช้คำในเรื่องนี้รุนแรงมาก คำภาษากรีก dikaiosyne ซึ่งเป็น 1 ในคุณธรรมแม่บท (cardinal virtue)ของแอร์เริสทาทเถิล ซึ่งต้องแปลว่าความชอบธรรม ไม่ใช่ความเที่ยงธรรมตามกฎหมายซึ่งภาษาอังกฤษใช้คำว่า justice แปลเป็นไทยว่าความยุติธรรม ปัญหาในปรัชญาของเปาโลก็คือเมื่อแปลdikaiosyne เป็นภาษาละติน ผู้แปลใช้คำ justitia ซึ่งใช้ในกฎหมายโรมันอยู่แล้ว ความชอบธรรมก็เลยกลายเป็นแค่ความยุติธรรมตามกฎหมายซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เปาโลต้องการ ความแตกต่างคืออย่างนี้ ยกตัวอย่างเช่นมีกฎหมายจราจรห้ามฝ่าไปแดง ใครฝ่าฝืนปรับ1000 บาท เมื่อมีการฝ่าฝืนก็ต้องปรับ 1000 บาทโดยไม่เลือกหน้าว่ายากดีมีจน แน่นอนว่าสำหรับเศรษฐีหมื่นล้าน ค่าปรับ1000บาทเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยที่สุด เขาพร้อมที่จะฝ่าไฟแดงอีก100ครั้งในวันเดียวกันเพื่อความสะใจที่เห็นตำรวจหงุดหงิด แต่ถ้าคนถูกปรับเป็นคนหาเช้ากินค่ำแบบคนขับแท็กซี่เช่ารายวัน ค่าปรับ1,000บาทอาจจะหมายถึงว่าเย็นวันนั้นคนทั้งบ้านต้องกินข้าวคลุกน้ำปลา รู้สึกว่าเป็นการลงโทษที่ไม่ชอบธรรมแก่คนจนแต่ก็เป็นการปฏิบัติตามกฎหมายที่ยุติธรรม สมมุติกฎหมายฝ่าไฟแดงไม่ปรับเงิน แต่จำคุกครึ่งวัน สำหรับคนขับรถแท็กซี่อาจเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยและพร้อมที่จะเสี่ยงฝ่าไฟแดงบ่อย แต่สำหรับเศรษฐีหมื่นล้าน การติดคุกแม้ครึ่งวันก็เป็นเรื่องเหลือทน ดูไม่ชอบธรรมเลย แต่กฎหมายก็ต้องว่าไปตามตัวบท มันเป็นความยุติธรรมของการใช้กฎหมาย ทำอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากปรับเปลี่ยนกฎหมาย บางครั้งนักตรากฎหมายประนีประนอมโดยการลงโทษทั้งจำทั้งปรับ เพื่อให้ยุติธรารมและเลี่ยงความไม่ชอบธรรมให้มากที่สุด จึงเห็นได้ว่าความยุติธรรมกับความชอบธรรมนั้นมีเกณฑ์ต่างกัน หากใช้ศัพท์คำเดียวก็สับสนแน่ๆ บอร์นคามเสนอให้ใช้ justice สำหรับความยุติธรรมทางกฎหมาย ส่วนความชอบธรรมที่เป็นเรื่องของคุณธรรมให้ใช้justification หรือ righteousnessแต่ก็มีจุดอ่อนอยู่ตรงที่ไม่รู้จะใช้คำกริยาว่าอย่างไรดี ของบอร์นคามมีคำ justify ให้ใช้เป็นคำกริยาได้อยู่ เปาโลใช้คำของแอร์เริสทาทเถิลว่า dikaiosyne มีคำกริยาพร้อมใช้ว่า dikaiosynein เป็นคุณธรรมแม่บท หมายความว่าคุณธรรมทุกอย่างต้องมีความชอบธรรมแทรกอยู่ด้วยทุกครั้ง มิฉะนั้นก็จะไม่เป็นคุณธรรมซึ่งแอร์เริสทาทเถิลถือว่าเป็นคุณภาพของมนุษย์เท่านั้น เพราะมนุษย์มีทั้งปัญญาและร่างกาย จึงมีโอกาสเลือกตัดสินใจทำตามสัญชาตญาณของปัญญาหรือสัญชาตญาณของร่างกายก็ได้

สิ่งต่ำกว่ามนุษย์ไม่มีปัญญาให้ขัดแย้งกัน และสิ่งที่มีแต่ปัญญาแต่ไม่มีร่างกายก็ไม่มีอะไรให้ขัดแย้งกันได้ จึงไม่ถือว่ามีคุณภาพด้านคุณธรรม เช่น The Unmoved Mover หรือ The First Mover ของแอร์เริสทาทเถิล เป็นต้น บอร์นคามคิดว่าเปาโลยืมคำนี้ของแอร์เริสทาทเถิลมาใช้ก็จริงแต่ก็มิได้เชื่อทุกอย่างในปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง The Unmoved Mover ซึ่งมีฤทธิ์ทำทุกอย่างที่ได้ทำไว้ในเอกภพ แต่ก็ไม่เป็นบุคคล จึงทำทุกอย่างโดยอัตโนมัติไม่มีการตัดสินใจ จึงไม่ถือว่ามีคุณธรรม ผิดกับพระเยซูและพระเจ้าของพระเยซูซึ่งเป็นบุคคลจึงมีการตัดสินใจและมีคุณธรรมเป็นคุณภาพ เปาโลเอาคำdikaiosyneของแอร์เริสทาทเถิลมาใช้ก็จริง แต่ก็ต้องปรับความหมายให้ใช้ได้กับปรัชญาของตนซึ่งเป็นปรัชญาใหม่ของโลกโดยเปาโลเป็นต้นแบบ พระเยซูเป็นเนื้อหาปรัชญาใหม่ที่ทรงแถลงเองและทรงปฏิบัติให้ดูเอง แต่มิได้ประทานปรัชญามาให้ใช้ตีความ จึงเป็นหน้าที่ของเปาโล ยอห์น มัทธิว มาระโก ลูกา เปโตร ทึ่จะต้องหาปรัชญามาตีความ บังเอิญการตีความของบุคคลเหล่านี้ได้รับการยอมรับของสมาชิกคริสตชนสมัยนั้น จึงถูกรวบรวมเข้าเป็นคัมภีร์ในสารบบเรียกว่าพันธสัญญาใหม่มาจนทุกวันนี้ นี่คือความวุ่นวายในการพยายามมีคัมภีร์ของศาสนาคริสต์ ดังได้กล่าวไว้แต่ต้น

เปาโลทำอย่างไรในการปรับความหมายของความชอบธรรมให้เป็นปรัชญาใหม่ของตน เพราะเป็นปรัชญาใหม่ของเปาโลโดยเฉพาะและเป็นความคิดที่เป็นศูนย์กลางให้ประยุกต์ไปสู่สารพัดเรื่องรอบด้านซึ่งยังปรากฏให้เห็นได้จนทุกวันนี้ทั้งในโบสถ์คาทอลิกและโปรเตสแตนต์รวมทั้งออร์โทดอกซ์ด้วยถ้ามีให้ดู

ความชอบธรรมของพระเจ้าและของมนุษย์

            บอร์นคามเน้นประโยคของเปาโลจากจดหมายถึงชาวโรมว่า “ho de dikaios ek pisteos zesetai” ซึ่งแปลเป็นภาษาละตินในยุคกลางว่า Justus ex fide vivet และแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า The just man by faith will live ซึ่งเข้าใจกันว่า ใครที่มีความเชื่อแล้ววางตัวตามความยุติธรรมก็จะได้มีชีวิตนิรันดรในสวรรค์ ตามความเข้าใจเช่นนี้โทมัส อไควนัสขยายความต่อไปสู่การปฏิบัติ ความเชื่อของศาสนาคริสต์เท่านั้นที่ทำให้คนมีความยุติธรรมทั้งตามกฎหมายและคุณธรรมเพราะตีความว่าเป็นสิ่งเดียวกัน ในเมื่อความยุติธรรมมาจากพระเจ้า พระองค์ก็ต้องทรงความยุติธรรมที่ละเอียดลออทึ่สุด ทรงยุติธรรมอย่างที่สุดในการอนุมัติให้ใครขึ้นสวรรค์แต่ละคน ก็ต้องทรงยุติธรรมอย่างที่สุดในการลงโทษคนมีบาปด้วย ในเมื่อมีสวรรค์นิรันดรเป็นรางวัลก็ต้องมีนรกนิรันดรควบคู่กัน ใครที่มีบาปไม่สมควรถึงตกนรกนิรันดรก็มีไฟชำระไว้ชำระมลทินชั่วคราวจนกว่าจะหมดมลทิน เพื่อจะขึ้นสวรรค์ได้อย่างยุติธรรม คนหัวดื้อจริงๆจึงถูกลงโทษในนรกนิรันดร และเป็นการลงโทษจริงๆ ไม่ใช่การชำระมลทินอย่างไฟชำระ ทั้งระบบดังกล่าวมานี้ อไควนัสตีความว่าเป็นการแสดงพระยุติธรรมอันไม่มีขอบเขตของพระเจ้า ทั้งนี้จึงไม่มีการยกเว้นแก่ใครทั้งสิ้น ความเมตตาของพระเจ้าเล่าก็ไม่มีขอบเขตเช่นกัน เป็นคนละเซ็ทกันกับพระยุติธรรม ไม่ก้าวก่ายกัน และไม่ขัดแย้งกัน คือใครที่ผ่านเกณฑ์ยุติธรรมได้แล้วพระองค์ก็จะทุ่มเทความเมตตาให้อย่างไม่อั้นเช่นกัน เรื่องนี้บาดิอูซึ่งเก่งคณิตศาสตร์ด้วยจะช่วยชี้แจงและพิสูจน์สนับสนุนให้จนเป็นที่พอใจของผู้คิดแบบหลังนวยุค บอร์นคามสรุปว่าคำอธิบายของอไควนัสเหมาะสำหรับนักคิดที่คิดตามกระบวนทรรศน์ยุคกลาง แต่ไม่โดนใจและไม่จับใจคนที่คิดด้วยกระบวนทรรศน์ใหม่แบบหลังนวยุค จึงควรกลับไปย้อนอ่านและพินิจพิเคราะห์ดูว่าเปาโลเองคิดอย่างไรและเชื่อว่าหากวิเคราะห์ด้วยทรรศนวิสัยหลังนวยุคแล้ว จะพบความลึกซึ้งเพิ่มขึ้นกว่าเดิมอีกมากซึ่งไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกับของเดิม แต่เสริมกันและต่อยอดออกไปมากกว่าเดิมมากกว่า โปรดติดตามต่อไปว่าบอร์นคามมองเห็นอะไร และเบรอตองกับบาดิอูช่วยแต่งเติมและต่อเติมอย่างไรต่อไป

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018