ปรัชญาภิรมย์ (27)

กีรติ บุญเจือ

ความมหัศจรรย์ของ Verb To BE ในภาษาอารยัน

TO BE มีความสำคัญน้อยในภาษาไทย เราอาจจะพูดภาษาไทยทั้งวันโดยไม่ต้องใช้คำ  “เป็น” แม้แต่สักครั้งเดียวก็ยังได้ แทนที่จะพูดว่า “ปลาเป็นๆ” ก็เลี่ยงไปพูดใหม่ได้ว่า “ปลาไม่ตาย” หรือ”ปลาที่ยังว่ายน้ำได้”  หรือแทนที่จะพูดว่า “เขาเป็นคนทำน้ำหก” ก็พูดใหม่ได้ว่า “เขาทำน้ำหก” ก็หมดเรื่อง  ไม่ต้องดูอะไรไกล ดูแต่ภาษาอังกฤษซึ่งเป็นชั้นหลานเหลนของครอบครัวอารยันแล้วก็ว่าได้ ลองเปิดอ่านภาษาอังกฤษสักหน้าหนึ่ง แล้วนับดู verb to be ที่ใช้ในหน้าเดียวนี้ จะต้องนับได้เป็นสิบๆเป็นแน่ และถ้าจะให้พยายามเลี่ยงใช้คำอื่นแทนก็คงไม่ราบรื่นเหมือนในกรณีของภาษาไทยและคงจะออกมาเป็นภาษาประหลาดๆยังไงก็ไม่รู้ ไม่เชื่อก็ลองทำดูแล้วจะเห็นฤทธิ์

แฟนคลับ: ทำให้อยากรู้ค่ะ อยากรู้ไปว่า ต้นตระกูลอารยันมาจากไหนคะ   และภาษาอารยันล่ะคะ  พัฒนามาจากภาษาอะไรที่ดั้งเดิมกว่านั้นอีกหรือเปล่าคะ  ยิ่งฟังยิ่งงงค่ะ ไม่ฟังเสียเลยจะดีกว่ามั้ยคะ จะได้ไม่ต้องงง?

ผม:งงดีกว่าไม่งงกระมังครับคุณแฟนคลับ เชื่อผมเถอะ ถ้างงของคุณบังเอิญมันตรงกับคำ wonder ของภาษาอังกฤษ wonder ซึ่งแปลมาจากภาษาอารยันกรีกว่า thaumaละตินว่า admiratioสันสกฤตว่าอัศจรยะหรืออัศเจรียะ บาลีว่าอัจฉริยะ ในความหมายว่าแปลกใจ ทึ่ง พร้อมกับความรู้สึกอยากรู้อยากเข้าใจว่าอะไรแฝงอยู่เบื้องหลัง ดังนั้น I wonder what happened. จึงมีความหมายมิเพียง “ฉันประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น”  แต่มีความหมายด้วยว่า  “ฉันอยากรู้นักว่ามีอะไรลึกๆอยู่เบื้องหลังสิ่งที่ปรากฏ” แอร์เริสทาทเถิลถึงกับกล่าวว่า ความประหลาดใจเป็นบ่อเกิดของปรีชาญาณ = Thaumaarchèphilosophiaiestin.= Admiratio principium philosophiae est. เพราะฉะนั้นถ้าคุณแฟนคลับงงในทำนองนี้ก็งงไปเถอะ ดีกว่าไม่งงครับ หรือจะพูดตามอีกสำนวนหนึ่งได้ว่าเป็นความงงที่มีบุญ(blessed wonder)ครับคุณแฟนคลับ

อารัมภบทเสียจนลืมประเด็น ขอกลับเข้าซองคำถามครับ ภาษาอารยันและภาษาโบราณทั้งหลาย ทั้งที่ยังรู้จักและที่ไม่มีใครรู้จักแล้ว ล้วนแต่พัฒนามาจากภาษาของมนุษย์ยุคหินทั้งนั้นแหละครับ ยุคหินหมายความว่ายุคก่อนประวัติศาสตร์คือก่อนมีหลักฐานบันทึกเป็นตัวหนังสือที่เวลานี้มีผู้เข้าใจได้ด้วย ถ้าบันทึกแล้วไม่มีใครรู้เรื่องก็เท่ากับไม่มีการบันทึก มนุษย์ยุคหินมีภาษาใช้กันกี่ภาษา เราคงไม่มีทางรู้ได้ ที่น่าสนใจอยากรู้ก็คือว่า ทุกภาษาของมนุษยชาติพัฒนามาจากภาษาเดียวหรือหลายภาษา ถ้าเชื่อตามเรื่องเล่าของคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์อัลกุรอานที่บันทึกไว้ตรงกันว่ามนุษยชาติของเราทั้งหมดสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษคู่เดียวกันคือโนอาห์หรือนูด(Noah or Nud)ซึ่งรู้จักใช้ภาษากันแล้วเป็นอย่างดี ก็เชื่อได้ว่ามนุษย์ยุคหินไม่ว่าจะมีภาษาใช้กันกี่ภาษาก็ตาม ก็ล้วนแต่เพี้ยนและพัฒนามาจากภาษาเดียวกันคือภาษาที่โนอาห์หรือนูดใช้พูดกับลูกหลาน แต่ถ้าเชื่อตามเรื่องเล่าในพระพุทธศาสนาว่ามนุษย์มาจากเทวดาลงมากินง้วนดินแล้วปีกหลุดจึงจับคู่กันเป็นหลายคู่สืบเชื้อสายมาเป็นมนุษย์หลายแหล่งคู่ขนานกันลงมาเป็นมนุษย์ยุคหินหลายสาย และเราก็ไม่รู้ว่าเทพใช้ภาษาอะไร ภาษาเดียวหรือหลายภาษา แต่ลงได้เป็นภาษามนุษย์แล้วก็ไม่อยู่นิ่งแล้ว พัฒนาตลอดเวลาตามครรลองของประวัติศาสตร์มาจนทุกวันนี้

แฟนคลับ:แล้วทางวิชาการเล่าคะจะเอาอย่างไรกันดี

ผม: ความเป็นไปได้ทางวิชาการในขณะนี้ก็คือทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตซึ่งดาร์วินได้เริ่มไว้และจนบัดนี้ก็ไม่สามารถให้คำตอบเรื่องที่มาของชีวิตแรกและวิวัฒนาการก้าวกระโดด อย่างไรก็ตามวิวัฒนาการการใช้ภาษาไม่น่าจะเดินตามกฎวิวัฒนาการของยีน จึงไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องการก้าวกระโดด แต่เป็นไปตามทฤษฎีการเพี้ยนไปทีละนิดๆเหมือนอย่างการเพี้ยนภาษาไทยของชนเผ่าไทยเป็นตัวอย่าง เราไม่อาจรู้ได้ว่าภาษาไทยดั้งเดิมเป็นอย่างไร เราเห็นในตอนนี้ว่ามีผู้พูดภาษาไทยที่เพี้ยนกันนิดๆหน่อยๆ ภาษาอื่นๆทั้งหลายก็เป็นอย่างนี้กันทั้งนั้นแหละครับ

แฟนคลับ:แล้วอย่างนี้ลึกแล้วหรือยังคะ

ผม: ไม่หรอกครับ ตื้นครับ ที่ลึกตามคติของโซสซืร์ก็คือ มนุษย์ยุคหินใหม่เป็นวิวัฒนาการขั้นแรกของมนุษยชาติ มีหลักฐานให้สรุปได้ว่ามนุษย์ยุคหินใหม่ไม่ว่าจะอยู่ที่ส่วนไหนของโลกก็แสดงสมรรถนะปัญญาระดับลึกคล้ายคลึงกันและการพัฒนาปัญญาระดับตื้นโดยอารมณ์ชักจูงเกือบจะเป็นศูนย์ และในสภาพเช่นนี้แหละพวกเขาเริ่มประดิษฐ์ภาษาขึ้นใช้ที่แสดงความคิดของสมองระดับลึกเกือบจะบริสุทธิ์ให้ปรากฏชัดเจน ภาษาของมนุษย์ยุคหินใหม่ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใดและอย่างไร ไม่ว่าจะออกเสียงอย่างไรและออกท่าทางประกอบอย่างไร ก็แสดงความรู้ความเข้าใจที่ออกมาจากระดับลึกให้ผู้รับสื่อเข้าใจได้ในระดับลึก และเข้าใจกันได้ง่ายและเร็ว เพราะปัญญาทำการเหมือนกันในระดับลึกด้วยกัน มนุษย์ยุคหินคงได้ประดิษฐ์ภาษาขึ้นใช้กันเป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่นภาษา เพราะแต่ละกลุ่มเล็กๆที่สมองพัฒนาถึงระดับอยากจะสื่ออะไรมากกว่าอารมณ์แสดงโดยการโหวกเหวกโวยวายเป็นปรกติ ก็จะเริ่มทดลองออกเสียงสื่อความคิดจนผู้รับสื่ออาจจะเดาความหมายได้ ภาษาหนึ่งก็อุบัติแล้วก็จะพัฒนาขึ้นตามลำดับควบคู่ไปกับการเพี้ยนไปเรื่อยๆตามลำดับเช่นกัน ช่วงใดมีผู้สามารถบันทึกไว้เป็นตัวหนังสือในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งและเหลือมาให้คนรุ่นหลังอ่านเข้าใจได้ ก็จะเป็นภาษาที่มีการศึกษาและรับรู้กันในประวัติภาษาของมนุษยชาติ ก็น่าเสียดายที่ว่าส่วนมากของภาษาของมนุษย์ยุคหินไม่มีหลักฐานอะไรบันทึกไว้ หรือมีน้อยเกินไปไม่เพียงพอให้เราศึกษาได้อย่างใจปรารถนา แต่ก็โชคดีอย่างที่สุดของนักวิชาการที่เรามีภาษาของกลุ่มอารยันหลายภาษามีบันทึกไว้ที่สืบอายุได้ถึงยุคหินตอนปลาย และที่วิเศษสุดก็คือเราสามารถสืบสาวได้ว่าภาษากลุ่มอารยันนี้มีภาษาแม่หรือภาษายายหรือภาษายายทวดร่วมกัน ทั้งๆที่ภาษาสันนิษฐานเหล่านี้ไม่มีซากเหลืออยู่จริงๆให้เห็นแม้แต่นิดเดียว เอาละ! ก็ให้พอใจเท่าที่มีอยู่ก็แล้วกัน จะได้สบายใจ

แฟนคลับ:อาไร อาไรก็อารยัน อารยันสำคัญตรงไหนคะ บอกๆมาเสียทีเถอะค่ะ

ผม: เอาละครับ ถึงเวลาฟันธงได้แล้วครับ ภาษาอารยันทั้ง 4 เป็นภาษาดั้งเดิมที่สุดของมนุษยชาติที่เรารู้รายละเอียดพอให้ศึกษาปรัชญาแรกสุดของมนุษยชาติ ภาษาบาลีสำคัญเพราะเป็นภาษาศาสนาของศาสนาพุทธเถรวาท ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาศาสนาของศาสนาฮินดูพราหมณ์และพุทธมหายาน ภาษากรีกเป็นภาษาศาสนาของชาวกรีกโบราณและของศาสนาคริสต์ทุกนิกาย ภาษาละตินเป็นภาษาศาสนาของชาวโรมันและของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ทั้ง 4 ภาษาให้ความสำคัญสูงสุดแก่ verb to be ในลักษณะเดียวกัน อย่างที่เชกสเปียร์แต่งเป็นคำกลอนภาษาอังกฤษไว้ว่า To be and not to be is the problem “เป็นและไม่เป็นแหละนะคือตัวปัญหา”ปัญญาของมนุษย์เริ่มแรกมองออกไปในธรรมชาติ เห็นความต่างมากกว่าความเหมือน แต่ความต่างที่ปัญญาดึกดำบรรพ์เห็นชัดเจนที่สุดเป็นอันดับแรกคือ is กับ is not  และนี่คืออภิปรัชญาแรกสุดของมนุษยชาติที่เก็บไว้เป็นอนุสรณ์ในภาษาอารยันทั้ง 4

แฟนคลับ: เรื่องนี้ต้องขยายนะคะ!

ผม: ครับขยายครับ มนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่สุดมองไปรอบๆตัวในธรรมชาติ พวกเขาเห็นแต่หน่วยต่าง ๆ กันเป็น หินแต่ละแท่ง ภูเขาแต่ละลูก แม่น้ำแต่ละสาย พืชแต่ละต้น สัตว์แต่ละตัวในสวนเอเดนได้ชื่อเป็นตัว ๆ จากอาดัม (ปฐมกาล 2:19) ที่พวกเขาแยกชัดที่สุดก็คือของกินแล้วไม่ตายเป็น  is  แยกจากสิ่งที่กินแล้วตาย พวกหลังนี้เป็นพวก is not ยังไงก็ตาม พวก is  ก็ is ได้เพียงชั่วคราว คือช่วยตัวเขาให้ is ได้ชั่วคราวแล้วก็พากัน is not ไปตามๆกัน แต่หากอะไรอะไรก็มีแต่ is not กันทั้งหมดก็ดูจะไม่น่าจะอุ่นใจ พวกเขาจึงมีแนวโน้มที่จะยอมเชื่อว่ามีสิ่งหนึ่งที่ is แท้ๆอยู่เป็นนิจที่อยากให้พวกเขา is ด้วย คือ เมื่อพวกเขาตายไป สิ่งนั้นจะช่วยให้วิญญาณของพวกเขาที่เคยออกจากร่างขณะที่พวกเขาฝันได้ is ต่อไป ตายคือวิญญาณออกจากร่างไปเลย สิ่งที่ is แท้ๆนั้นจะดูแลให้พวกเขามีชีวิตต่อไปและจะมีร่างใหม่ต่อไปเป็นคน ๆ พวกเขาต้องการ is มากกว่า is not เป็นสัญชาตญาณแห่งความอยากเป็นของพวกเขา พวกเขาจึงพร้อมใจกันสวามิภักดิ์ต่อ  is แท้ และพวกเขาพร้อมใจกันรู้สึกว่าครรภ์มารดาน่าจะเป็นสัญลักษณ์สื่อความคิดร่วมได้ดีที่สุดว่ามารดาแห่งมนุษยชาติมีคนเดียว ท้องฟ้าเป็นครรภ์เดียวของเจ้าแม่ของมนุษยชาติ ภาษาอารยันรุ่นแรกสุดจึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากความรู้สึกต้องการมีมารดาเอื้ออาทรเดียวกันดังกล่าว ภาษาอารยันทั้ง4 ที่อยู่ในความสนใจของพวกเรา อาจจะเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว  แต่ก็ยังแสดงเจตนาร่วมนั้นอย่างชัดเจน

นักปรัชญาศาสนาหลังนวยุคจึงไม่เห็นด้วยกับนักปรัชญานวยุคว่า มนุษย์ดึกดำบรรพ์มีชีวิตอยู่แต่ละวันด้วยความกลัวเบื้องบนที่มีอำนาจล้นฟ้าและทำอะไรตามใจเพราะไม่อยู่ใต้อำนาจของใคร ทำอะไรได้ตามใจโดยไม่ต้องกลัวใคร จึงชอบแกล้งมนุษย์อย่างคนซาดิสต์ มีความสุขกับการกลั่นแกล้งผู้คนให้เดือดร้อน นักหลังนวยุคคิดตรงกันข้ามว่า มนุษย์ดึกดำบรรพ์แม้จะไม่มีเทคโนโลยีเครื่องช่วยให้ความสะดวกสบายอย่างที่เรามีทุกวันนี้ แต่พวกเขาน่าจะมีความสุขมากกว่าพวกเราจากความเชื่อทางศาสนาแบบง่ายๆ คือพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เอื้ออาทรต่อพวกเขาอย่างแม่กับลูก เดิมทีเดียวพวกเขาเชื่อว่าเจ้าแม่ธรณีเป็นแม่ที่เอื้ออาทร เขาเกิดมาบนพื้นพิภพได้รับความดูแลเหมือนอยู่บนตักของเจ้าแม่ตลอดเวลา ที่ต้องเดือดร้อนบ้างก็เพราะเจ้าแม่ต้องเวียนไปดูแลลูกจำนวนมาก ก็ต้องช่วยเจ้าแม่ดูแลกันและกันบ้าง ที่ตายลงก็เพราะเจ้าแม่ต้องการเอาไปดูแลเป็นพิเศษและหาที่ให้เกิดใหม่ดีกว่าเก่า ครั้นพวกเขามีความฉลาดมากขึ้น พวกเขาก็เชื่อว่าอุทรมารดาของเราแต่ละคนเป็นการจัดเตรียมของเจ้าแม่ธรณีสำหรับวัยทารก ถ้ำคืออุทรของเจ้าแม่สำหรับชีวิตครอบครัว ท้องฟ้าคืออุทรของเจ้าแม่สำหรับมวลมนุษย์ เมื่อพวกเขามีฝีมือก็แกะสลักรูปสตรีท้วมปักไว้หน้าถ้ำเพื่อระลึกถึงความอุดมที่เจ้าแม่ประทานให้สถานที่ที่พวกเขาเชื่อว่าเหมาะสำหรับการคารวะเจ้าแม่มากที่สุดก็คือก้นถ้ำที่ลึกที่สุด แม้ไกลเท่าไรพวกเขายินดีเดินไปจนถึง และเมื่อทำได้พวกเขาก็ช่วยกันตั้งหินใหญ่ๆที่แสดงลักษณะอุทรของเจ้าแม่ด้วยความกตัญญูที่รู้สึกว่าตอบแทนเท่าไรก็ไม่สาสม นี่คือความสุขของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่นักหลังนวยุคเชื่อว่าเป็นความสุขที่น่าอิจฉาของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ถึงใจพระเดชพระคุณไหมครับ

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018