ปรัชญาภิรมย์ (29)

กีรติ บุญเจือ

แอร์เริสทาทเถิลคิดได้ยังไง

แฟนคลับ:แอร์เริสทาทเถิล(Aristotle) เป็นตัวอย่างของชาวอารยันผู้ใช้ภาษาอารยันแต่เกิดจนตายและคิดตามไวยากรณ์ระดับลึกได้เนี้ยบมาก ใช่ไหมคะ

ผม: แอร์เริสทาทเถิล ที่ออกเสียงกันแบบไทยๆว่าอาริสโตเติล เป็นชาวกรีกเต็มตัว มีชีวิตในสมัยที่ภาษากรีกพัฒนาไวยากรณ์ระดับลึกถึงขีดสุดก่อนที่ไวยากรณ์ระดับผิวพื้นจะค่อยๆพัฒนาขึ้นมาครอบงำ แอร์เริสทาทเถิลคิดตามโครงสร้างของไวยากรณ์ลึก เดินตามขั้นตอนของกระบวนความคิดของปัญญา แสดงออกด้วยศัพท์ภาษากรีกเท่าที่มีให้ใช้ได้ในขณะนั้น เรียกว่าระบบปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลในกระบวนทรรศน์ที่ 2  เอาละครับ ผมเสนอตัวอย่างปรัชญากระบวนทรรศน์ที่ 2 ตัวอย่างแรกมาให้ชมกันทั้งกระบิ งงกันหน่อย ไม่เป็นไรครับ งงหน่อยบางทีก็มีความสุขดีนะครับ คุยปรัชญากันมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ เดี๋ยวก็ค่อยๆหายงงไปเองแหละครับ

แฟนคลับ: งงจริงๆค่ะ มึนตึ้บเลยค่ะ ทำไงดีคะ

ผม: ฟังต่อไปครับ แอร์เริสทาทเถิลคิดและเชื่อเป็นปฐมบทหรือความเชื่อพื้นฐานว่าท่านเป็นมนุษย์มีปัญญา ปัญญาของท่านคิดตามธรรมชาติของมัน และธรรมชาติย่อมไม่ล้มเหลว ดังนั้นเมื่อปัญญาของท่านคิดอะไรได้ตามธรรมชาติ สิ่งที่คิดได้นั้นต้องมีจริงตามที่คิด มิฉะนั้นธรรมชาติก็ต้องล้มเหลว ท่านลืมตากวาดสายตาไปรอบๆตัวอย่างตื่นเต้น ท่านเห็น การเห็นของท่านเป็นการทำงานตามธรรมชาติของอวัยวะเก็บข้อมูล เป็นประตูรับข้อมูลส่งไปให้สมองรับรู้และตรึกตรองว่าเป็นอะไร เป็นการทำงานด่านแรกของปัญญาซึ่งก็ไม่ควรจะล้มเหลว เพราะถ้าด่านแรกก็ล้มเหลวได้เสียแล้ว ก็ไม่มีอะไรจะค้ำประกันได้ว่าด่านต่อๆไปจะล้มเหลวไม่ได้ อาจจะล้มกันระนาวอย่างตัวดอมีโนซึ่งล้มตั้งแต่ตัวแรกแล้วก็ล้มต่อๆไปเป็นพรวนจนถึงตัวสุดท้าย ถ้าจะค้ำประกันว่าปัญญาทำงานไม่ล้มเหลวก็ต้องตามค้ำประกันกันตั้งแต่ด่านแรกเป็นต้นไปตลอดจนถึงปลายแถว เอาละ ตกลงต้องให้เครดิตปัญญาว่าคิดได้อะไรตามขั้นตอนธรรมชาติของมนุษย์ ย่อมมีจริงและเป็นจริงตามที่คิดได้ อย่างนี้จึงเชื่อได้ว่าธรรมชาติไม่ล้มเหลว

เอาละ เมื่อหว่านล้อมหลักค้ำประกันความไม่ล้มเหลวของปัญญาไว้พอควรแก่ความต้องการที่มั่นใจได้เช่นนี้แล้ว เรามาดูกันว่าแอร์เริสทาทเถิลจะสามารถเก็บเกี่ยวผลได้ซักเท่าไรกันเชียว มากโขอยู่นะครับ เชิญเดินตามมาดูเป็นสักขีพยาน       เพราะแอร์เริสทาทเถิลคิดเพื่อคิด         ไม่สนใจว่าความคิดจะนำไปทางไหน เห็นเข้าท่าดีก็เอาเลยอย่างนั้น ผิดกับพระพุทธเจ้าที่คิดอย่างมีเป้าหมายคือเพื่อพ้นทุกข์

แอร์เริสทาทเถิลไม่ว่างมองเห็นอะไร หากเช็คได้จนแน่ใจแล้วว่าไม่ใช่ตาฝาด ไม่ใช่ละเมอเพ้อฝัน ไม่ใช่ประสาทหลอน สิ่งที่เห็นนั้นก็ต้องมีจริง คือ “IS” คำนี้จึงสำคัญมาก มีจิตสำนึกค้ำประกันว่าต้องมีจริงในความเป็นจริงภายนอก What is perceived IS อะไรที่แน่ใจได้ว่าประสาทรับรู้ ย่อมเป็นจริง(estiหรือ is) 

            คำภาษากรีก ôn (อ่านว่าโอน) แปลว่าสิ่งที่เป็นจริงที่มีอยู่จริง(esti) มีความสำคัญสำหรับปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลอย่างยิ่งยวด เพราะถ้าไม่มีอยู่ก็จบอยู่แค่นั้น ไม่มีอะไรจะพูดต่อเพราะไม่เป็นจริง แต่ถ้ามีอยู่ก็จะขยายผลต่อออกไปได้เรื่อยๆอย่างไม่รู้จบเพราะเป็นจริง เพราะคิดอย่างนี้ verb to be จึงมีความสำคัญเป็นพื้นฐานของภาษาอารยันทุกภาษา จะค่อยๆขยายผลให้เห็นถนัดถนี่กันต่อไป

แอร์เริสทาทเถิลคิดต่อไปว่า ถ้าแลว่าความเป็นจริงที่มีจริงมีเฉพาะสิ่งเฉพาะหน่วย  เพราะประสาททั้ง 5 ของเรารับรู้ได้เฉพาะสิ่งเฉพาะหน่วย ดังนั้นสิ่งสากลซึ่งประสาททั้ง 5 ไม่อาจรับรู้ได้ด้วยประสาทใดเลย ก็ย่อมไม่เป็นจริงไม่มีจริง แต่เป็นผลจากการทำงานของสมอง คือสมองมีความสามารถถอดสิ่งสากลที่รู้นั้นออกจากสิ่งเฉพาะหน่วยที่รู้ได้จากประสาททั้ง 5 นั่นเอง ความรู้สากลเช่นคนสากล ต้นไม้สากลจึงเป็นความรู้โดยอ้อม คือเอาความรู้ที่ประสาททั้ง 5ที่รู้โดยตรง เอามาเทียบกันและหาดูว่ามีอะไรเหมือนกันบ้าง เช่นเห็นคนหลายๆคนเอามาเทียบกันเพื่อดูว่ามีอะไรเหมือนกันบ้าง ถอดออกมา ที่เหมือนๆกันน่ะ ถอดได้หลายๆอย่างแล้วก็เอามารวมกันใหม่เฉพาะที่เหมือนๆกัน เช่นมีองคาพยพเหมือนกัน มีปัญญาคิดเหมือนกัน  ก็เอาที่เหมือนๆกันนั้นมารวมกัน ได้คนสากลที่มีองคาพยพที่เป็นองคาพยพเฉยๆ ไม่ใช่ของใครคนหนึ่ง และมีปัญญาซึ่งเป็นปัญญาเฉยๆ ไม่ใช่ของใครทั้งนั้น เพราะเป็นคนสากล ของคนสากล ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง นี่คือวิธีคิดอันละเมียดละไมของแอร์เริสทาทเถิล จนเป็นแบบอย่างของคนกระบวนทรรศน์ที่ 2

แฟนคลับ: เอาละค่ะ ไอ้ด่าง อีดำ ที่ดิฉันมองเห็นอยู่ต่อหน้านี้มีจริง เพราะดิฉันตาไม่ฝาด ประสาทไม่หลอน ไอ้ด่าง อีดำ และไอ้อีอีกเยอะแยะรวมเรียกว่าสุนัขใช่ไหมคะ แล้ว”สุนัข”มีจริงไหมคะ

ผม: ก็นี่แหละตัวปัญหาของนักปรัชญาและของนักภาษาศาสตร์ แอร์เริสทาทเถิลเป็นทั้ง 2 นัก เอานักปรัชญาก่อนแล้วกัน แอร์เริสทาทเถิลเป็นลูกศิษย์ของเพลโทว์และใช้ภาษากรีกอารยันด้วยกันทั้งคู่ เพลโทว์สอนว่าภาษากรีกรับรู้ทั้ง 2 อย่าง คือมีคำรับรองความมีอยู่ของสุนัขเป็นรายตัว เช่น ไอ้ด่าง อีดำ ไอ้เด่น อีดวง ฯลฯ ไม่ลวงตา ประสาทไม่หลอน มีคำรองรับ ก็ต้องมีจริงทั้ง 2 อย่าง ไอ้ด่าง อีดำ ได้เด่น อีดวง ฯลฯเห็นได้ด้วยตาเนื้อในโลกนี้ จึงมีจริงในโลกนี้ เราเรียกว่ามีจริงเป็นหน่วยๆเพราะเป็นสิ่งเฉพาะหน่าย ส่วนสุนัขก็เป็นคำในภาษาเหมือนกัน มันเป็นคำรวมๆ ได้ยินแล้วรู้เรื่องไม่แพ้ไอ้ด่าง อีดำ ธรรมชาติไม่น่าจะล้มเหลว เพราะฉะนั้นสุนัขรวมๆเป็นสากลก็น่าจะมีอยู่จริงไม่แพ้สุนัขเป็นตัวๆ  เราไม่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่เข้าใจและรับรู้ด้วยปัญญา เพลโทว์เรียกว่าเห็นด้วยตาแห่งปัญญา  เพราะถ้าไม่เห็นได้ด้วยวิธีใดเลยปัญญาก็ไม่อาจจะรู้ได้ เข้าใจสุนัขอย่างรวมๆเป็นสากล คือเห็นได้ด้วยปัญญาในโลกนี้ และเข้าใจได้เหมือนๆกันทุกคน ทั้งๆที่ใช้ตาเนื้อมองเท่าไรก็มองไม่เห็น ก็แสดงว่าเราทุกคนต้องได้เคยเห็นมาเหมือนกันในขณะที่ไม่มีตาเนื้อ และยังจำได้มาจนทุกวันนี้ นั่นคือได้เห็นมาก่อนจะมีตาเนื้อในโลกใบนี้ เพลโทว์สรุปว่า ก่อนจุติลงมาเกิดในโลกนี้ เราเคยอยู่ในโลกโลกหนึ่งร่วมกันมา เป็นโลกแห่งวิญญาณ มีแต่ปัญญา ไม่มีร่างกายอันเป็นที่เกาะของตาเนื้อ ตาแห่งปัญญาของเราได้เห็นสุนัขสากล ได้เห็นคนสากล ได้เห็นต้นไม้สากล ได้เห็นต้นมะขามสากล ได้เห็นแมวสากล และสากลอื่นๆบรรดามีในโลกสากลนั้น ซึ่งเพลโทว์ให้ชื่อว่าโลกแห่งมโนคติ(the World of Ideas)คือโลกของสิ่งสากลนั่นเองในโลกนั้นไม่มีสิ่งเฉพาะหน่วยให้เห็นสักหน่วยเดียว ถึงมีก็คงจะมองไม่เห็นเพราะไม่มีตาเนื้อให้มอง ด้วยเหตุผลกลใดเพลโทว์มิได้บอกไว้ เราถูกอัปเปหิลงมาเกิดในโลกแห่งตาเนื้อนี้กันทีละคน2คน มามีตาเนื้อและเอาตาปัญญาลงมาด้วย เพราะวิญญาณกับปัญญาแยกกันไม่ออก วิญญาณมาอยู่ในท้องแม่ตั้ง9เดือน ร่างกายค่อยๆโตจนได้ที่ แต่วิญญาณอึดอัด พออึดอัดจนทนไม่ไหวก็บังคับให้ร่างกายออกมาเห็นเดือนเห็นตะวัน วิญญาณหายอึดอัดแต่ก็งง งงยิ่งกว่าไก่ตาแตก และสมองของเด็กเพิ่งคลอดก็เล็กนิดเดียว ทำอะไรยังไม่ได้อย่างใจ จึงนึกไม่ออกว่าก่อนจุติลงมานั้น ตาปัญญาได้รู้ได้เห็นอะไรมาบ้าง ปัญญาได้แต่ดิ้นรนให้สมองโตเร็วๆ พอถึงจังหวะก็จะสามารถรือฟื้นความจำขึ้นมาได้ทีละอย่างสองอย่าง อะไรที่รื้อฟื้นความจำได้เราก็จะเข้าใจได้ตรงกันพอสมควร แม้คนตาบอดแต่กำเนิดไม่เคยเห็นด้วยตาเนื้อเลยก็ยังเข้าใจได้ตรงกันพอสมควร) อย่างนี้แหละเรียกว่าคิดอย่างนักปรัชญา

แฟนคลับ: เพลโทว์คิดได้ยังไงคะจึงออกมาอย่างนั้น

ผม: ก็คงไม่พ้นความคิดของโซสซืร์ที่ว่าภาษาระดับลึกเกิดจากปัญญาของมนุษย์ได้สัมผัสความเป็นจริงโดยผ่านทางทวาร5แห่งผัสสะ ต่อจากนั้นปัญญาก็ต่อยอดก่อนจะถูกอารมณ์ชักจูงให้เฉไฉ เพลโทว์ใช้ภาษาในช่วงที่ปัญญายังไม่ถูกอารมณ์พาให้เฉไฉมากนักและที่สำคัญก็คือมีหลักฐานบันทึกที่ถูกเก็บรักษาถ่ายทอดมาจนถึงวันนี้มากพอให้ตีความได้ชัดเจน จากภาษาที่เก็บรักษาไว้ได้นี้เราก็ช่วยกันตีความความคิดของผู้ใช้ภาษาดังกล่าว และสรุปเป็นความเป็นจริงที่อยากจะรู้ ก็หมายความว่าสำหรับเพลโทว์ ความเป็นจริงมีอยู่ใน2โลกคือในโลกนี้มีแต่ความเป็นจริงเป็นหน่วยๆที่จัดแบ่งกลุ่มได้เป็นประเภทๆตามสิ่งสากลที่ปัญญารู้มาจากโลกแห่งมโนคติ ซึ่งก็เป็นความเป็นจริงในอีกโลกหนึ่ง โดยที่ปัญญามนุษย์รู้ทั้ง2โลก ก็ต้องสร้างภาษาให้สื่อเข้าใจกันได้เกี่ยวกับความเป็นจริงทั้ง2โลกให้สื่อถึงกันได้ในหมู่ผู้ใช้ภาษาเดียวกัน ภาษาต่างๆระดับลึกจึงมีโครงสร้างเหมือนกันเพราะมีความรู้จากโลกแห่งมโนคติเหมือนกัน จะต่างกันก็ที่อารมณ์ไม่เหมือนกันมาแทรกและตอนที่เลือกสัญญะมาใช้ตามครรลองของความพร้อมใจ(convention)

แฟนคลับ: แล้วเรื่องนี้แอร์เริสทาทเถิลคิดอย่างไรคะ เพราะดูเหมือนเรายกให้แอร์เริสทาทเถิลเป็นพระเอกในเรื่องนี้ หรือมิใช่

ผม: แม่นแล้วครับ ยังไงเราต้องให้แอร์เริสทาทเถิลเป็นพระเอกวันยังค่ำแหละครับ ไม่เชื่อก็ติดตามต่อไป แอร์เริสทาทเถิลโอเคกับอาจารย์ของตนในหลักใหญ่ แต่คัดค้านไม่เห็นด้วยอยู่นิดเดียวคือเรื่องโลกแห่งมโนคติซึ่งแอร์เริสทาทเถิลรู้สึกว่าอาจารย์ของตนยังติดข้องกับปรัมปราโบราณอยู่เกินไป แอร์เริสทาทเถิลจึงรู้สึกว่าเรื่องโลกแห่งมโนคตินั้นเป็นการสมมุติหรือใช้โวหารเปรียบเทียบเชิงปรัมปราที่ไม่มีอะไรยืนยันว่าจะต้องมีจริง เอากันแค่ที่ประจักษ์ได้และใช้เหตุผลช่วยก็น่าจะพอ คิดได้อย่างนี้และเอาจริงอย่างนี้ก็เลยได้เป็นพระเอกลอยลำ ก็หมายความว่ามนุษย์มีประสาท5และปํญญาช่วยกัน ประสาททั้ง5ให้ความรู้ว่าสิ่งเฉพาะหน่วยมีอยู่จริง และมีอยู่เหมือนและต่างกันชนิดแยกประเภทเป็นกลุ่มๆได้ชัดเจน ดังนั้นปัญญาจึงรับข้อมูลจากผัสสะทั้ง5 แยกได้เป็นประเภทๆ ปัญญารับข้อมูลไปทำการบ้านต่อ คือในแต่ละกลุ่มทำการถอดส่วนที่เหมือนกันออกมาเป็นสิ่งสากลประจำกลุ่ม ได้สิ่งสากลตามที่เพลโทว์ต้องการโดยไม่ต้องดั้นด้นไปถึงโลกแห่งมโนคติ เท่านี้ก็จบเรื่อง ต่อไปก็คุยกับเพลโทว์ได้ถึงไหนถึงกัน ครั้งหน้าจะให้ลองคุยกันดูครับ

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018