ซอกแซกหามาเล่า (231)

กีรติ บุญเจือ

บอร์นคามกับความชอบธรรม

บอร์นคามเป็นผู้เชี่ยวชาญคัมภีร์ไบเบิลโดยเฉพาะภาคพันธสัญญาใหม่และรู้ปรัชญาหลังนวยุคอย่างดี เมื่อเข้าใจทฤษฎีความชอบธรรมของเปาโลตามระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคแล้ว ก็แสดงความรู้สึกลึกๆของตนออกมาว่า เปาโลเองนั้นเข้าใจเรื่องนี้อย่างล้ำยุคถึงกระบวนทรรศน์5ทีเดียว แต่ความเข้าใจล้ำลึกของเปาโลนั้น หลังจากความตายของเปาโลแล้วก็เหลือแต่ตัวอักษรบันทึกไว้ให้ตีความกันตามกระบวนทรรศน์แห่งกาลเวลา ความเข้าใจลึกซึ้งจริงๆของเปาโลถูกฝังไว้พร้อมกับร่างของเปาโลในหลุมฝังศพ กลายเป็นฟอสซิลไปเหมือนกับศพ ไร้พลังจูงใจสร้างความสัมพันธ์กับพระเจ้าอย่างที่เคยเป็นเหตุการณ์ในห้วงชีวิตของเปาโล เปรียบได้ดั่งการสร้างโบสถ์วิหารของชาวคริสต์ในยุคกลางที่สร้างทับซ้อนบนวิหารของศาสนาเดิมของชาวกรีกโรมันโดยไม่ให้เห็นซาก แต่ซากยังคงซ่อนตัวอยู่ที่นั่นมิได้หายไปไหน จนกว่าจะมีการขุดค้นเจอนำเอามาศึกษากันใหม่จึงได้รู้ว่ารากฐานดั้งเดิมเป็นอย่างไร พูดได้เช่นเดียวกับความเข้าใจเรื่องความชอบธรรมของเปาโลที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำของพระคัมภีร์จดหมายของเปาโลที่ถูกแปลเป็นภาษาละตินและใช้ตลอดยุคกลางของคริสตจักรว่า Justitia Dei revelataest (โรม1:17) ซึ่งถูกตีความต่อๆมาตามกระแสกระบวนทรรศน์ที่แล้วๆมาว่า “ความยุติธรรมของพระเจ้าถูกเปิดเผยและได้รับการดูแลรักษาไว้อย่างดีด้วยแรงศรัทธา จนมาถึงกระบวนทรรศน์หลังนวยุคนี่แหละเราจึงได้เครื่องมือวิเศษขุดคุ้ยลงไปจนเจอความหมายดั้งเดิมของเปาโลที่มีพลังและมนต์ขลังยิ่งนัก เราถือว่าเราได้ขุดพบขุมทรัพย์ที่รอดพ้นสายตาของผู้แสวงหามาหลายชั่วชีวิต บัดนี้เป็นที่เปิดเผยให้เข้าใจได้แก่สาธารณชน เราพบว่าเรื่องลึกซึ้งมาแต่เดิมของเปาโล หากนำเสนอด้วยความหมายตื้นๆ คนสมัยนี้ไม่สนใจแล้วและกลายเป็นจุดอ่อนของเปาโลไปเสีย จึงควรแล้วที่จะขุดคุ้ยเอาความหมายดั้งเดิมอันเป็นจุดแข็งแกร่งของข่าวดีของเปาโลขึ้นมาปัดฝุ่นให้มีพลังดังเดิม เปาโลไม่คิดว่าข่าวดีที่ท่านนำมาเสนอนั้นต่อมาจะถูกเก็บรักษาไว้สำหรับให้นักวิชาการยกขึ้นมาถกกันเชิงปรัชญา แต่ต้องการให้เป็นประเด็นถกเถียงกันในสภากาแฟระดับชาวบ้านมากกว่า แน่นอนว่าก่อนจะถกกันได้ก็ต้องมีผู้ศึกษาให้เข้าใจประเด็นเสียก่อนจึงจะนำการถกปัญหาเชิงปรัชญาได้ บอร์นคามได้ตั้งใจศึกษาอย่างดีและคิดว่าเรื่องนี้เข้าใจเชิงปรัชญาได้ และน่าจะเป็นเรื่องน่าสนใจของนักปรัชญาโดยทั่วไปโดยไม่จำเป็นต้องมีศรัทธาในศาสนาคริสต์ จึงลองเสนอดู ปรากฏว่าได้รับการต้อนรับในวงการปรัชญาอย่างดีเกินคาด เป็นปัจจัยให้นักคิดรุ่นใหม่เขียนและวิจารณ์ปรัชญาของเปาโลอย่างกว้างขวางในฐานะเป็นประเด็นของปรัชญาหลังนวยุค

บอร์นคามเสนอความชอบธรรมตามกระบวนทรรศน์5

แต่ก่อนเมื่อเข้าใจความขอบธรรมเป็นความยุติธรรมอยู่นั้น รู้สึกว่าปิศาจจะมีบทบาทสำคัญมากอยู่ มันเป็นเทวดาที่ทำบาปทรยศต่อพระเจ้า จึงถูกจำกัดสิทธิ์มิให้เสวยสุขในแดนสวรรค์ แต่มองในอีกแง่หนึ่งก็เหมือนบุญหล่นทับ มันได้กรรมสิทธ์ครอบครองอาณาจักรใหญ่ไม่แพ้อาณาจักรแห่งสวรรค์ของพระเจ้า(บางคนคิดว่าดีไม่ดีอาณาจักรของมันจะใหญ่โตรโหฐานยิ่งกว่าอาณาจักรของพระเจ้าเสียอีกก็เป็นได้ เพราะออเกิสทีนคิดว่าคนตกนรกจะมีมากกว่าคนขึ้นสวรรค์) คือนอกจากจะมีพวกมันซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่แล้ว ยังมีมนุษย์ที่ถูกพระยุติธรรมของพระเจ้าบังคับให้มาอยู่ใต้อำนาจของเหล่าปีศาจที่มีอาญาสิทธิ์เด็ดขาดจะทำอะไรแก่มนุษย์ก็ได้ทั้งสิ้น และก็เชื่อกันอยู่ว่าเหล่าปิศาจสามัคคีกันดี แบ่งงานกันหาความสุขกับการกลั่นแกล้งมนุษย์ให้รับทุกข์ให้มากที่สุด ก็ต้องอนุมานเอาว่าปิศาจมีความสุขไม่แบบใดก็แบบหนึ่งในการให้ทุกข์แก่มนุษย์ มิฉะนั้นมันคงไม่รับงานนี้จากพระเจ้าให้เสียเวลาและความรู้สึก มนุษย์ที่ถูกความยุติธรรมของพระเจ้าลงโทษให้ต้องอยู่ในนรกต้องเสียเปรียบปิศาจทุกด้าน คือไม่มีสิทธิ์หาความสุขได้บ้างในนรกเหมือนปิศาจ มีแต่รับอารมณ์จากปิศาจด้านเดียว ฯลฯ สรุปได้ว่าสวรรค์ไม่มีปัญหาให้คิดในการตอบสนองพระเมตตาของพระเจ้า แต่นรกมีปัญหามากในการตอบสนองพระยุติธรรมของพระเจ้า

            ตรงกันข้ามถ้าเข้าใจความยุติธรรมเป็นความชอบธรรมตามปรัชญาของเปาโลเสีย บอร์นคามคิดว่าน่าจะเห็นแผนการของพระเจ้าได้ชัดกว่า และเข้าถึงความรักคู่ความยุติธรรมของพระเจ้าได้ราบรื่นกว่ามาก ไม่เชื่อก็ลองคิดดู

ความชอบธรรมอยู่คนละมิติกับความยุติธรรม           

            ความยุติธรรมเป็นกฎแห่งความพอดีระหว่างสิทธิกับหน้าที่ มีสิทธิก็ต้องมีหน้าที่ มีหน้าที่ก็ต้องมีสิทธิ เป็นของคู่กันที่ไม่มีอะไรจะแยกจากกันได้ และถ้าไม่มีสิทธิและ/หรือหน้าที่แม้แต่อย่างเดียว ความยุติธรรมมิเพียงแต่ไม่มี แต่ไม่มีความหมาย บอร์นคามเป็นนักปรัชญาเยอรมัน จึงรู้อยู่เต็มอกว่าความคิดเรื่องความยุติธรรมเริ่มมีหลักฐานกำหนดบทบาทกันมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว โดยกลุ่มซัฟเฝิสท์(Sophist) เชื่อว่าสมองหรือปัญญามนุษย์แต่ละคนเป็นมาตรการวัดทุกสิ่ง จึงถือว่าความยุติธรรมเป็นเรื่องพร้อมใจกันของมนุษย์แต่ละกลุ่มที่พร้อมใจกันกำหนดกฎความยุติธรรมก่อนจะตราออกเป็นกฎหมาย คือบังเอิญกำหนดเกณฑ์ตรงกันโดยมิได้นัดแนะ เปลี่ยนเกณฑ์เมื่อไรก็เปลี่ยนกลุ่มเมื่อนั้น เพลโทว์ทนฟังอยู่ไม่ได้ จึงตั้งสำนักอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ว่า ความยุติธรรมเป็นเรื่องที่ปัญญาย่อมรู้ได้เองโดยธรรมชาติ นอกจากจะอยากบิดเบือนเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัว มันเป็นกฎนิรันดรที่มีอยู่เองเช่นนั้นแลที่มิอาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยวิธีใดทั้งสิ้น แม้มีพระเจ้าทรงฤทธิ์แค่ไหนก็ไม่มีฤทธิ์พอที่จะเปลี่ยนมันได้ เพราะมันอยู่นอกพระเจ้า มันควบคุมพระเจ้า ไม่ใช่พระเจ้าควบคุมมัน   ส่วนแอร์เริสทาทเถิลเห็นด้วยกับเพลโทว์ว่าความยุติธรรมเป็นเรื่องที่ปัญญารู้ได้เองโดยธรรมชาติ แต่ไม่เชื่อว่ามันเป็นกฎนิรินดรที่มีอยู่เอง แต่มันเป็นคุณภาพของความสัมพันธ์ที่พอดีระหว่างสิทธิกับหน้าที่ ถ้าไม่มีสิทธิและหน้าที่ก็ไม่มีความสัมพันธ์และความพอดีระหว่าง 2 สิ่งนี้ แอร์เริสทาทเถิลเสนอให้เรียกความยุติธรรมที่แบ่งส่วนสิทธิที่พอดีว่ามี distributive justice ส่วนความยุติธรรมที่แบ่งส่วนความพอดีในหน้าที่ว่า retributive justice ความยุติธรรมตอบแทน ส่วนเกินของสิทธิ์เรียกว่าส่วนเอาเปรียบ และส่วนเกินของหน้าที่เรียกว่าส่วนเสียสละ(sacrifice)

หลักเกณฑ์ของแอร์เริสทาทเถิลดูอย่างผิวเผินก็น่าเชื่อถือดี แต่ถ้าคิดลึกลงไปสักหน่อยจะเห็นว่าไม่ใช่ของง่ายที่จะตัดสินว่าความพอดีอยู่ตรงไหน ลองให้ต่างคนต่างคิดอย่างอิสระก็จะได้ความพอดีต่างๆกัน และใครจะเป็นผู้ชี้ขาด ถ้าถามชาวซัฟเฝิสท์หรือโซฟีสต์(Sophist)ก็จะได้คำตอบว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในฐานะเป็นผู้ชี้ขาดได้ เพราะสมองของแต่ละคนเป็นมาตรการวัดสำหรับตนคนเดียว คนอื่นไม่เกี่ยว ถ้าไปถามซาคเขรอถิสหรือโสเครติส(Socrates)ก็จะได้คำตอบว่าสมองของมนุษย์ทุกคนมีโครงสร้างเหมือนกันคือมีปัญญาเหมือนกัน คิดอะไรคิดเหมือนกัน เหมือน 1+2=3 เหมือนกัน แต่กิเลสต่างกัน ทำให้ปัญญาเหมือนกันกลายเป็นสมองต่างคนต่างมี คิดอะไรจึงผิดเพี้ยนไปตามวิถีของกิเลสจะพาสมองไปตอบสนองกิเลส คนมีกิเลสจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะชี้ขาดได้ว่าความยุติธรรมหรือความพอดีระหว่างสิทธิกับหน้าที่นั้นอยู่ตรงไหน ถ้าไปถามเพลโทว์หรือปลาโต้(Plato)ซึ่งเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของซาคเขรอถิส เพลโทว์คงได้ปรับคำตอบของอาจารย์โดยตอบว่ายากที่จะหาผู้ไร้กิเลสที่ทุกคนยอมรับมาชี้ขาด เอาอย่างนี้ดีกว่า มนุษย์เราทุกคนมีปัญญารู้กฎเกณฑ์ทุกอย่างมาแล้วแต่ชาติก่อน แต่ลืมหมดตั้งแต่เกิด ให้ฝึกรื้อฟื้นความจำก็จะได้เหมือนกันเองทุกคนโดยอัตโนมัติ แอร์เริสทาทเถิลซี่งเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของเพลโทว์ ปรับคำตอบองอาจารย์ของตนเป็นว่า ความรู้ทุกอย่างเริ่มจากประสบการณ์เป็นข้อมูล ให้ถอดส่วนที่เหมือนกันออกมาก็จะได้ความรู้ที่เป็นสากลรวมทั้งความพอดีระหว่างสิทธิกับหน้าที่ด้วย หากทำอย่างนี้จะได้ความยุติธรรมมาตรฐาน อย่างไรก็ตามแอร์เริสทาทเถิลก็อดไม่ได้ที่จะคิดเผื่อไว้ว่าการถอดสิ่งสากลดังกล่าวได้ผลเพียงใกล้เคียงเชิงสถิติ เพราะมีหลายตัวการที่อาจจะแทรกเข้ามาทำให้ผิดเพี้ยนไปได้บ้างอย่างไม่โจ่งแจ้งจนน่าเกลียด เช่น ตัวการไม่เกี่ยว(irrelevant factor) ตัวการรอดพ้นสายตา(unnoticed factor) กิเลสบางๆ(ข้อสังเกตของซาคเขรอถิสและเพลโทว์) ความอ่อนหัดของผู้ถอด(ข้อสังเกตของแอร์เริสทาทเถิล) ความตั้งใจทุจริตเอาเปรียบอย่างแนบเนียน(ข้อสังเกตของเหล่าซาฟเฝิสท์) จุดอ่อนทั้งหมดเหล่านี้แอร์เริสทาทเถิลแนะนำทางแก้ไว้ว่าถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวไม่มีผู้ร่วมส่วนได้ส่วนเสีย ก็ให้เชื่อไปตามนั้นและคอยให้ผิดเป็นครูปรับปรุงให้แม่นยำขึ้นเรื่อยๆไป แต่ถ้าเป็นเรื่องที่มีส่วนได้ส่วนเสียร่วมกันก็ต้องใช้วิธีประชาธิปไตย คือ ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแลกเปลี่ยนทรรศนะกันและลงมติใช้เสียงข้างมากชี้ขาด หากปฏิบัติไปแล้วรู้สึกกันเป็นส่วนมากว่าไม่น่าพอใจก็ให้ลงมติกันใหม่ได้ เรื่องความยุติธรรมพอดีแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องที่สังคมต้องรับผิดชอบร่วมกันและมีเกณฑ์กลางให้ทุกคนปฏิบัติตามมติส่วนใหญ่ที่ตราออกเป็นกฎหมายชี้ขาดซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ด้วยมติส่วนใหญ่เช่นกัน แอร์เริสทาทเถิลจึงฟันธงว่าประชาธิปไตยแบบนี้จะดำเนินได้ดีก็โดยสังคมขนาดนครรัฐขนาดกะทัดรัดที่มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่น้อยเกินไปจนพึ่งตัวเองไม่ได้ และต้องไม่ใหญ่เกินไปจนไม่สะดวกในการเรียกประชุมลงมติ ประชาธิปไตยแบบนี้ใช้อย่างได้ผลในนครรัฐเอเธนส์จนสาธารณรัฐโรมันส่งคนมาศึกษาดูงานและนำเอาไปใช้ร่างประมวลกฎหมายโรมันที่ถือว่าให้ความยุติธรรมแก่คู่กรณีได้ดีที่สุด และเมื่อเจโรม(Saint Jerome) แปลคัมภีร์ไบเบิลโดยใช้คำละตินjustitiaความยุติธรรมตามกฎหมายโรมันแปลคำ dikaiosyneของเปาโลอย่างเป็นทางการ  ความหมายนี้ก็เลยเป็นความหมายตีความปรัชญาของเปาโลซึ่งเข้ากันได้ดีกับกระบวนทรรศน์ยุคกลางและนวยุค และเมื่อนำไปปฏิบัติก็เข้ากับกระแสสังคมตลอดจนพัฒนาคุณภาพได้ตามเป้าหมายขององค์การศาสนาได้ดีตามควรแก่กาละและเทศะ จึงไม่มีใครคิดท้วงติง หรือหากท้วงติงก็คงไม่ได้รับความสนใจและไม่เกิดผลดี เมื่อมีการเปลี่ยนกระบวนทรรศน์อย่างเป็นล่ำเป็นสันทุกครั้งย่อมมีการปรับตัวไปทีละด้านสองด้านโดยสำนึกบ้าง ไร้สำนึกบ้างตามอัธยาศัย ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามครรลองของสังคม ครั้งนี้ก็คงเช่นเดียวกัน

เปาโลเป็นตัวอย่างให้ศึกษาเรื่องนี้ได้อย่างดีตัวอย่างหนึ่ง เปาโลมีชีวิตในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงกระบวนทรรศน์จากกระบวนทรรศน์โบราณสู่กระบวนทรรศน์ยุคกลาง พระเยซูเป็นผู้มาเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ด้วยคำแถลงการณ์ว่า “เรามิได้มาเปลี่ยนกฎ แต่มาเพิ่มความหมายใหม่แก่กฎเดิม ความหมายใหม่ก็คือความรัก ซึ่งต้องใช้แทรกเข้าไปตีความกฎเดิมทั้งหมด ซึ่งอาจจะทำให้ต้องกำหนดกฎใหม่ขึ้นมาเพิ่มเติมหรือปรับปรุงจากของเดิมตามความจำเป็น พระองค์ทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่างในบทเทศนาบนภูเขา พระองค์ทรงทำให้สาวกประจักษ์เป็นตัวอย่าง แต่ไม่ถึงกับตีความเชิงปรัชญาเพราะบรรยากาศที่พระองค์ทำการอยู่ไม่เอื้อและทรงพอพระทัยที่จะทำไว้แค่นั้น ทรงเปิดทางให้ผู้มีน้ำใจและสามารถอย่างเปาโล ทำการต่อยอดต่อมาเรื่อยๆอย่างไม่ขาดสายจนถึงทุกวันนี้ เปาโลเป็นรายแรกๆของคนกลุ่มนี้  ผมไม่กล้ายืนยันว่าเป็นรายแรกจริงๆ ยืนยันได้แต่เพียงว่าเป็นรายแรกที่มีผลงานบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นที่ยอมรับชัดเจนอ้างอิงเป็นหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์ได้ อาจจะมีรายแรกอื่นที่รอดพ้นสายตาก็ได้อยู่

ศาสนายูดาห์ที่พระเยซูทรงพระประสงค์จะปรับกระบวนทรรศน์นั้น ก่อกำเนิดขึ้นในบรรยากาศของกระบวนทรรศน์ที่2คือกระบวนทรรศน์โบราณที่เชื่อว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎอย่างเคร่งครัด กฎ กฎหมาย และความชอบธรรมเป็นสิ่งเดียวกัน พระคัมภีร์ที่พระเจ้าประทานมาให้กับโมเสสนั้นเป็นทั้งบทบัญญัติ ตัวบทกฎหมาย กฎศีลธรรม จริยธรรม พิธีกรรม การปฏิบัติ ขนบธรรมเนียม ฯลฯ ซึ่งปฏิบัติแล้วก็มีความยุติธรรมและความชอบธรรมในเวลาเดียวกัน บทสดุดีที่ 119 รวบรวมคำที่มีนัยเดียวกันนี้ไม่น้อยกว่า 50คำยกย่องพระยาห์เวห์แห่งกระบวนทรรศน์ที่ 2 ซึ่งเน้นกฎหมายเป็นหลักในการดำเนินชีวิต ถวายคำยกย่องเช่น “Judica me, Domine,secundumjustitiamtuamซึ่งเป็นตัวบทคัมภีร์ของชาวคริสต์ตลอดยุคกลาง แปลตามคำได้ความว่า “พระเจ้าข้า โปรดตัดสินข้าพระองค์ตามความยุติธรรมของพระองค์” คำ justitiamหรือ justice จะตีความว่าเป็น ความยุติธรรม ความชอบธรรม กฎเกณฑ์ น้ำพระทัย พระกำหนด ก็ได้ความหมายตรงกันสำหรับชาวยิวโบราณและชาวคริสต์ยุคกลาง ต่างกันเพียงแต่ว่าสำหรับชาวยิวพระยาห์เวห์ทรงตัดสินและประทานรางวัลหรือลงโทษ แต่สำหรับชาวคริสต์พระเยซูจะทรงทำหน้าที่ดังกล่าว ดังนั้นบอร์นคามจึงชี้แจงว่าการที่เปาโลเลือกใช้คำ dikaiosyneของแอร์เริสทาทเถิลและเสริมด้วยเจตนาของพระเยซูอันเป็นปรัชญาใหม่ของเปาโลโดยเฉพาะและควรจะแปลเป็นความชอบธรรม(righteousness) ให้ต่างจาก justitia (justice)ของกฎหมายโรมันซึ่งน่าจะแปลมาจากภาษากรีกว่า nomos(กฎหมาย), nomia(ความยุติธรรมตามกฎหมาย), nommios(ผู้มีความยุติธรรมตามกฎหมายหรือผู้รักษากฎหมายได้ทุกข้อนั่นเอง) มาถึงจุดนี้บอร์นคามก็อยากจะเสนอตามความเข้าใจของตนว่าผู้คิดแบบหลังนวยุคควรเข้าใจความชอบธรรมของเปาโลว่าอย่างไรดี และเมื่อถึงขั้นนี้แล้วก็ควรทำความเข้าใจกันว่าปรัชญาของเปาโลควรเป็นอย่างไร

เซนต์ออกัสทีนเข้าใจความชอบธรรมอย่างไร

เซนต์ออกัสทีนอ่านคัมภีร์ทั้งเล่มที่เป็นทางการภาษาละติน พบคำjustitiaทั่วไปทั้งในส่วนของพระเจ้าและในส่วนของมนุษย์ซึ่งตีความในเชิงกฎหมายตามความนิยมของกระบวนทรรศน์ที่3ยุคกลาง ความยุติธรรมในส่วนของพระเจ้าคือเกณฑ์ทั้งหมดที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ในพระศาสนจักรของพระคริสต์เพื่อคัดคนขึ้นสวรรค์อย่างยุติธรรมไม่ลำเอียง ความยุติธรรมในส่วนของมนุษย์ก็คือการรับรองได้ว่าได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกข้อที่พระศาสนจักรของพระคริสต์ได้วางไว้ในนามของพระเยซู ออกัสทีนแสดงปรัชญาความยุติธรรมของตนโดยชี้แจงว่าชีวิตในโลกเป็นการเดินทางบนเวทีแห่งการแข่งขันชิงพลเมืองระหว่าง2นคร นครของพระเจ้า(the City of God) กับนครของโลกนี้ (the City of This World) นครของพระเจ้าพยายามชักชวนให้ภักดีต่อพระเจ้าด้วยการเข้าเป็นสมาชิกคริสตชนและปฏิบัติตามกฎทุกข้อที่กำหนด การผ่านเกณฑ์ความยุติธรรมของพระเจ้าจึงไม่ใช่ของง่าย เพราะต้องผ่านเงื่อนไขทั้ง2ข้อคือสมัครเข้าเป็นสมาชิกและปฏิบัติตามเงื่อนไขทุกข้อ หากขาดตกบกพร่องไปก็ต้องสำนึกผิดกลับใจทุกครั้ง นครของโลกนี้ได้แก่สิ่งล่อใจทุกอย่างที่พบเห็นในสังคมรอบข้างที่ชักชวนให้ละเมิดกฎเกณฑ์ตามเงื่อนไขของนครของพระเจ้า แม้บางครั้งออกัสทีนพูดถึงความชอบธรรมก็คงวนเวียนอยู่ในกรอบนี้

เนื่องจากออกัสทีนติดใจปรัชญาของเพลโทว์เป็นพิเศษ จึงเชื่อว่าเกณฑ์ความยุติธรรมเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเลือกกำหนดตามอัธยาศัย แต่เมื่อกำหนดแล้วก็ทรงยึดถือสำหรับทุกคนอย่างเสมอหน้ากันเพื่อทรงความยุติธรรม หากจะมีผู้ถามว่าทำไมจึงกำหนดข้อนั้นข้อนี้ก็ตอบได้แต่เพียงว่าทรงพระประสงค์เช่นนั้นมาแต่ต้นและทรงยึดถืออย่างเสมอต้นเสมดปลายเพื่อความยุติธรรม ก็ชี้แจงได้แค่นี้แหละ

อไควเนิสเข้าใจความชอบธรรมอย่างไร

อไควเนิส(Aquinas)และจอห์น ลัค(John Locke)เห็นด้วยกับแอร์เริททาทเถิลและคิดว่าปัญญาสามารถรู้ได้โดยใช้การเก็งสัดส่วนในทำนองเดียวกับการคำนวณคณิตศาสตร์ ลัคไม่สนใจอธิบายความชอบธรรม แต่อไควเนิสสนใจมากและชี้แจงในลักษณะของความยุติธรรมเช่นเดียวกับออเกิสทีน แต่เนื่องจากอไควเนิสชอบปรัชญาของแอร์เริสทาทเถิลมากกว่าของเพลโทว์ จึงคัดค้านออกัสทีนในเรื่องที่ว่าความยุติธรรมเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงเลือกกำหนดตามน้ำพระทัย เนื่องจากพระเจ้าทรงเป็นอนันต์ไม่ใช่มีอนันต์ในพระองค์ และทรงเป็นผู้สมบูรณ์ที่สุด ไม่มีที่ให้เพิ่มความสมบูรณ์ใดๆเข้าไปได้อีกแล้ว ดังนั้นเกณฑ์ความยุติธรรมจึงไม่ใช่อะไรที่พระองค์ทรงเลือกเพิ่มเติมให้แก่ความสมบูรณ์ของพระองค์ มันคือความเป็นพระเจ้าของพระองค์ที่แสดงออกสู่มิติของมนุษย์โดยไม่มีอะไรเพิ่มเติมขึ้นในพระเจ้า ส่วนเรื่อง2นครแข่งขันกันนั้น อไควเนิสขอปรับความเข้าใจกับออเกิสทีนโดยอธิบายใหม่ว่า2นครพึงร่วมมือประสานงานกันอย่างดีจึงจะเป็นรัฐที่สมบูรณ์ คือฝ่ายศาสนจักรดูแลให้ความสะดวกแก่พลเมืองในการเดินทางไปสู่สุคติในโลกหน้า จึงต้องออกกฎหมายศาสนา(ecclesiastical law)เพื่อเป้าหมายดังกล่าว ฝ่ายอาณาจักรดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพลเมืองขณะดำรงชีพในโลกนี้ จึงต้องออกกฎหมายที่ยุติธรรมให้สามารถขจัดการเอารัดเอาเปรียบกันได้มากที่สุด ทั้ง2ฝ่ายพึงเอื้อต่อกันในการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายได้สะดวกโดยไม่ก้าวก่ายบทบาทของกันและกัน

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018