วิกฤติอำนาจบริหารรัฐยูเดียในสมัยพระเยซู

            ท่านผู้อ่านที่ชอบคอลัมน์นี้ท่านหนึ่งปรารภอยากให้เสนอรายละเอียดมากขึ้นสักหน่อยเกี่ยวกับการเมืองที่เล่นกันในช่วงสมัยพระเยซูและบทบาทของพระเยซูต่อการเมืองดังกล่าว ครับผมจะพยายามลองดูนะ เผื่อจะถูกใจพระเดชพระคุณท่านอื่นๆด้วย ก็คงต้องท้าวความไปถึงต้นตอกำเนิดการเมืองของปาเลสไตน์ อิสราเอล ยูดาห์ และยูเดีย เรื่อยมาจนถึงสมัยพระเยซูและต่อจากนั้นคือช่วงสมัยที่คำสอนของพระเยซูกลั่นตัวเป็นคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ที่บันทึกพระจริยวัตรและคำสอนหลักๆของพระเยซู ก็คงไม่พ้นต้องเริ่มจากบทบาทของโมเสสผู้ตั้งรากฐานการเมืองการปกครองให้แก่ชนชาติอิสราเอลซึ่งพัฒนามาจากชาวฮีบรูเดิม ส่วนชาวยูดาห์หมายถึงชาวเผ่ายูดาห์และเบนจามินรวมกัน ส่วนยูเดียเป็นภาษาละตินของยูดาห์ซึ่งเป็นภาษาฮีบรู และต่อมาหมายถึงชาวยิวทุกเผ่ารวมกัน ส่วนปาเลสไตน์หมายถึงดินแดนระหว่างซีเรียกับอียิปต์ สมัยนั้นไม่มีการใช้คำชาวปาเลสไตน์ ใช้แต่คำดินแดนปาเลสไตน์

 

การเมืองของโมเสส

            โมเสสได้รับการเลี้ยงดูอย่างเจ้าชายอียิปต์คนหนึ่ง ขณะนั้นเจ้านายในวังแบ่งการนับถือศาสนากันเป็น 2 ขั้ว คือขั้วพหุเทวนิยม (Polytheism) อันมีสุริยเทพแบบดั้งเดิมเป็นเทพสูงสุด มีศูนย์กลางศาสนาอยู่ที่สำนักปุโรหิตแห่งเฮลิโอโปลิส (Heliopolis) กับเอกเทวนิยม (Monotheism) ที่ก่อตั้งโดยฟาโรห์อาเมนโฮเตป (Amenhotep) ที่นับถือเทพอาเมนองค์เดียว มีศูนย์กลางการนับถือในวังที่ตำหนักของเจ้าบางองค์ ครั้นโมเสสได้เป็นผู้นำชาวฮีบรูที่เป็นทาสออกจากประเทศอียิปต์และก่อตั้งเป็นชาาติอิสราเอลอิสระก็ได้ก่อตั้งศาสนาเอกเทวนิยมตามแบบของอาเมนโฮเตป โดยอ้างว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของพวกเขาคืออับราฮัม อิสอัคและยาโคป กำหนดการปกครองเป็นระบอบเทวาธิปไตยโดยประกาศตนเองเป็นผู้นำสูงสุดปกครองในนามของพระยาห์เวห์และใช้อำนาจนี้ตราธรรมนูญการปกครองทั้งด้านการเมืองและการศาสนาในฉบับเดียวกัน ใช้อำนาจแต่งตั้งสกุลเลวี (Levi) ของตัวเอง (เฉพาะผู้ชาย) เป็นครูสอนศาสนาทั้งสกุลและลูกหลานตลอดไปเป็นครูสอนศาสนา (rabbi) ได้แต่งตั้งพี่ชายของตนเองนามว่าอาโรน (Aaron) และชายผู้สืบเชื้อสายทุกคนเป็นปุโรหิต (priest) คือเป็นเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมและผู้ปกครองบริหารการศาสนา ได้แต่งตั้งอาโรนเป็นมหาปุโรหิต (hight-priest) คนแรก และกำหนดไว้ในธรรมนูญเลยว่าผู้สืบตำแหน่งมหาปุโรหิตต่อไป จะต้องเป็นชายที่สืบเชื้อสายจากปฐมมหาปุโรหิตอาโรนเท่านั้น แต่จะเป็นผู้ใดนั้นให้ผู้มีอำนาจของสังคมในขณะนั้นเลือกและแต่งตั้ง

เมื่อโมเสสสิ้นชีวิตลงในทะเลทราย มิได้แต่งตั้งบุตรชายให้เป็นผู้นำชาติและกองทัพแทนตน  (คงจะเห็นว่าไม่มีน้ำยาพอก็เป็นได้) จึงให้บุตรชาย 2 คนเป็นเพียงผู้สอนศาสนาตามธรรมนูญ เพราะอยู่ในสกุลเลวี แต่ตั้งให้โยชูวา (Joshua) เป็นผู้มีอำนาาจสูงสุดโดยมีผู้แทนจาก 12 ตระกูลเป็นสภาที่ปรึกษา ซึ่งก็หมายความว่าถ้าตำแหน่งมหาปุโรหิตว่างลงก็มีอำนาจแต่งตั้งคนใหม่โดยเลือกจากชายผู้สืบเชื้อสายจากอาโรน โยชูวาสามารถนำชาวฮีบรูของโมเสสเข้าไปตั้งหลักแหล่งได้ทั้งหมดโดยกระจายตัวกันไปตามแผนผังที่โมเสสได้กำหนดไว้ บางแห่งก็เข้าไปอยู่ในที่ว่างแบบพันธมิตร บางแห่งก็ต้องแย่งที่กันบ้าง หากแย่งได้ก็อยู่ต่อ หากแย่งไม่สำเร็จก็ถอยร่นไปหาที่ใหม่จนลงตัว แต่ละสกุลก็อยู่กันตามโรดแมบที่โมเสสได้วางไว้ คือ ทุกชุมชนจะมีครูสอนศาสนาสกุลเลวีดูแลเรื่องการอบรมสั่งสอนตามหลักสูตรที่โมเสสกำหนดไว้ แต่ละชุมชนย่อยเลือกหัวหน้าชุมชนปกครองตามธรรมนูญของโมเสส หัวหน้าชุมชนพบปะปรึกษาหารือกันบ้างตามอัธยาศัย บรรดาปุโรหิตมีหน้าที่ดูแลหีบพระบัญญัติ (The Arch of the Covenant) และประกอบพิธีคารวะพระยาห์เวห์เบื้องหน้าหีบพระบัญญัติ โดยมีมหาปุโรหิตมีอำนาจและความรับผิดชอบสูงสุด ดังนั้นในทางปฏิบัติหีบพระบัญญัติย่อมอยู่ในความดูแลของมหาปุโรหิตอย่างใกล้ชิด เช่นอยู่ในบ้านหรือเต๊นต์ หรือที่ใกล้ชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้ ระหว่างนี้จึงไม่มีผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งชาติ และไม่มีเขตแดนที่ชัดเจน หากมีความขัดแย้งภายในชาวฮีบรูด้วยกันก็เชิญหัวหน้าชุมชนมาชี้ขาดและทุกคนก็เชื่อฟัง ใครไม่เชื่อฟังศาลเตี้ยจะทำการขับไล่ออกจากชุมชนของตน ซึ่งย่อมเอาชีวิตรอดยากในสมัยนั้น หากเป็นเรื่องของหลายชุมชนก็เชิญผู้นำหลายชุมชนมาร่วมกันวินิจฉัยชี้ขาด หัวหน้าชุมชนทุกระดับในการปกครองแบบนี้จึงได้ชื่อว่า “ผู้วินิจฉัย” (the judges) และถ้ามีปัญหากับบุคคลภายนอกถึงกับต้องใช้กำลังแก้ปัญหา ก็ให้ผู้วินิจฉัยของชุมชนที่มีปัญหา โดยฟังเสียงจากคณะที่ปรึกษา แต่งตั้งใครหรือตัวเองเป็นผู้ใช้อำนาจเด็ดขาดในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เรียกว่าผู้วินิจฉัยเฉพาะการณ์ ครั้นหมดปัญหาก็หมดอำนาจ ผู้นำชุมชนที่ได้รับเสียงเลือกแบบปกติเข้ามารับอำนาจดำเนินการต่อไปตามธรรมนูญของโมเสส ในสภาพเช่นนี้ หีบพระบัญญัติอยู่ณที่ใด ผู้ดูแลโดยตรงก็ถือกันว่าเป็นมหาปุโรหิตและชุมชนนั้นก็มักจะเลือกให้เป็นผู้วินิจฉัยของชุมชนด้วยโดยปริยาย และเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้กำลังแก้ปัญหา ถ้ามีกำลังวังชาและความสามารถเพียงพอ เหมือนอย่างซามูเอล (Samuel) ตอนนั้นมีโจรสลัดเชื้อสายเกาะครีทและกรีกผสมกัน คิดสละเรือมาตั้งหลักแหล่งบนชายฝั่งแห่งปเลสไตน์ณบริเวณที่เรียกต่อมาว่าฟีลิสเทีย (Philistia) พวกเขาเรียกตัวเองว่าชาวฟีลิสเทียซึ่งต่อมาทำให้ดินแดนแถบนี้ทั้งหมดได้ชื่อว่าปาเลสไตน์ (ชาวโรมันเรียกปาเลสตีนา) พวกนี้เมื่อยึดพื้นที่หัวหาดได้แล้วก็ไม่ละนิสัยโจรสลัด แต่คราวนี้เป็นโจรบก ชอบคุมสมัครพรรคพวกออกปล้นหาลำไพ่ไม่หยุดหย่อน ได้รับความเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า ซามูเอลขณะยังหนุ่มยังแน่น ได้แสดงความรับผิดชอบโดยอาสาเป็นผู้วินิจฉัยอำนาจเต็มเฉพาะการณ์และนำกองกำลังออกสกัดข้าศึกสำเร็จทุกครั้ง บางครั้งก็หืดขึ้นคอ บางครั้งก็ต้องยกกำลังไปช่วยนิคมฮีบรูอื่นๆที่ดูจะสู้ไม่ไหว รู้สึกการรังควาญของกองโจรฟีลิสเทียจะถี่และหนักข้อเข้าทุกวัน ครั้นอายุมากขึ้นและกำลังถดถอย ก็ให้บุตรชาย 2 คนออกช่วยและทำการแทนบ้าง แต่ก็รู้สึกว่านานไปจะเอาไม่อยู่ รู้สึกเป็นห่วงในสถานการณ์เป็นอย่างยิ่ง ก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรดี ได้แต่อธิษฐานขอพระยาห์เวห์หาทางออกให้ ก็ได้รับข้อเสนอจากนิคมฮีบรูอื่นๆว่าน่าจะให้มหาปุโรหิตใช้อำนาจหน้าที่แต่งตั้งคนเก่งสักคนหนึ่งเป็นกษัตริย์เหมือนชนชาติอื่นๆ ให้มีอำนาจเต็มที่อย่างโมเสส จะได้มีเวลาคิดและเตรียมซ้อมทหารให้พร้อมสรรพป้องกันการโจมตีได้ทันท่วงที ซามูเอลจึงนัดประชุมผู้แทนนิคมต่างๆ ณ ทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง พลางก็ขอให้พระยาห์เวห์ช่วยชี้แนะ พระยาห์เวห์จึงชี้แนะในความฝันว่าให้เลือกคนที่สูงที่สุดที่มาประชุม ก็ได้คนกำยำสูงใหญ่จริงๆ ซามูเอลจึงใช้อำนาจมหาปุโรหิตและหัวหน้าชุมชน ประกาศแต่งตั้งในนามของพระยาห์เวห์ เอาน้ำมันมะกอกที่เตรียมมาเทบนศีรษะให้ทุกคนเป็นพยานว่าตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ซาอุล (Saul) เป็นกษัตริย์ของชาวฮีบรูทุกคนมีอำนาจเต็มเช่นเดียวกับโมเสสและซาอุลก็ยินดีรับ เขารวบรวมอาสาสมัครรวมเป็นกองทัพ ฝึกยุทธวิธีเตรียมพร้อมเพื่อต่อต้านการรังควาญของชาวฟีลิสเทีย ก็รู้สึกว่าทำได้ดีอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เหตุการณ์ผกผันเมื่อครั้งหนึ่งหัวหน้กองโจรฟีลิสเทียเป็นคนสูงใหญ่กว่าซาอุลเสียอีก เขาถือดาบยาวใหญ่ ใครหาญกล้าออกไปเผชิญหน้าก็ถูกเขาฟันตายหมดจนไม่มีใครกล้าออกสนามรบอีก รอว่าเขาบุกมาเมื่อใดก็จะรีบหนีเอาตัวรอด พระยาห์เวห์จึงแนะนำซามูเอลให้นำน้ำมันมะกอกออกไปที่ทุ่งเลี้ยงสัตว์แห่งเบธเลเฮม จะพบเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งอายุ 16 ขวบกำลังเฝ้าฝูงแกะอยู่ ให้เอาน้ำมันมะกอกทาหน้าผากเขาแล้วบอกเขาว่าพระยาห์เวห์ต้องการให้เขาไปปราบยักษ์โกลายแอธ (Goliath) เด็กหนุ่มคนนั้นชื่อดาวิด (David) แห่งสกุลยูดาห์ พอเขารู้ว่าเป็นพระประสงค์ของพระยาห์เวห์เช่นนั้น เขารีบคว้าอาวุธคู่ชีพได้ คือ เชือกสลิงกับก้อนหินกำมือหนึ่ง เข้าไปขอเข้าเฝ้ากษัตริย์ซาอุลทันทีเพื่อขันอาสาออกสนามรบปราบยักษ์โกลายแอธ กษัตริย์ทรงเห็นสารรูปเข้าก็ท้อพระทัย ถอนหายใจเฮือกใหญ่ จะไปตายอีกคนหนึ่งเปล่าๆกระมัง แต่ก็ไม่มีทางเลือก เผื่อจะฟลุก ถ้าจะตายก็เด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งตายไป ไม่มีอะไรเสียหาย ทรงถามเด็กว่าจะใช้อาวุธอะไรจะได้จัดให้ ดาวิดตอบว่าไม่ต้องทรงกังวลพระทัย เพราะเตรียมมาเองแล้ว ดาวิดยื่นให้ดูก้อนหินที่กำอยู่ในมือ กษัตริย์ก็ยิ่งท้อแท้พระทัย คงได้ตรัสถามเชิงสัพยอกว่า นี่จะออกรบหรือจะออกขู่สุนัขกันเนี่ย ก็ทรงปล่อยไปตามเวรตามกรรม สักครู่เดียวมีผู้เข้ามารายงานว่า เจ้ายักษ์ใหญ่ตายคาสนามรบ เพราะถูกหินสลิงเข้าที่หน้าผากเต็มรัก ขณะนี้กองกำลังฝ่ายตรงข้ามลนลานหนีกันอย่างระส่ำระสาย ซาอุลจึงรับสั่งให้กองกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดออกติดตามตัดกำลังข้าศึกให้มากที่สุด ต่อมาเมื่อครั้งหนึ่งซาอุลถูกข้าศึกล้อมกรอบ สิ้นพระชนม์พร้อมโอรสทั้งสอง ผู้นำทุกนิคมฮีบรูพร้อมใจกันเชิญดาวิดเป็นกษัตริย์ ดาวิดรวบรวมอาสาสมัคร ฝึกยุทธวิธี ออกรบยึดดินแดนเรื่อยไปจนจบเขตแดนที่มีชาวฮีบรูตั้งนิคม ทรงแบ่งเขตปกครองออกเป็น 12 แคว้น เรียกชื่อแคว้นตามชื่อสกุลของพลเมืองฮีบรูส่วนใหญ่ ตั้งเมืองหลวงที่กรุงเยรูซาเลมในแคว้นยูดาห์อันเป็นชื่อสกุลของตนเอง ย้ายหีบพันธสัญญามาประดิษฐานไว้บนยอดเขาสิโยน (Zion) ทรงแต่งตั้งอาบีอาธาร์ (Abiathar) เป็นมหาปุโรหิตและซาโดก (Zadok) เป็นรองมหาปุโรหิต ทรงประกาศตั้งราชอาณาจักรอิสราเอล โดยให้ทุกคนในราชอาณาจักรของพระองค์ไม่ว่าจะเป็นชาวฮีบรู ชาวคานาอาไนท์ (Canaanite) ชาวฟีเลิสเทีย ฯลฯ หากสวามิภักดิ์ต่อบัลลัก์ของพระองค์ก็ถือว่าเป็นชาวอิสราเอลอย่างเสมอหน้ากัน กลุ่มใดไม่ยอมสวามิภักดิ์ พระองค์ก็ทรงจัดหน่วยรบพิเศษออกจัดการปราบปราม กษัตริย์ดาวิดน่าจะได้ชื่อว่ามหาราช แต่ก็ไม่ยักจะมีใครเรียกพระองค์ว่าดาวิดมหาราชสักที ดาวิดสิ้นพระชนม์ในปีก.ค.ศ.937 ในความสงบราบคาบและสันติภาพ หมดสิ้นเสี้ยนหนามแผ่นดิน มีเมืองขึ้นตั้งแต่ซีเรียจนจดเมโสโพเทเมีย รัฐใดไม่เป็นเมื่องขึ้นก็เป็นพันธมิตร

ซาโลมอน (Solomon) โอรสขึ้นครองราชย์จนสิ้นรัชกาลในปีก.ค.ศ.933 โดยไม่การรบทัพจับศึก นอกจากการกบฏ 1 ครั้งซึ่งก็ปราบได้สำเร็จ กษัตริย์ซาโลมอนทรงเชี่ยวชาญทางการทูตและการพาณิชย์ มีรายได้สูงจึงสร้างพระวิหารอย่างเต็มที่เพื่อเป็นที่ประดิษฐานหีบพระบัญญัติและที่ประทับของพระยาห์เวห์ ทรงแต่งตั้งซาโดกจากรองมหาปุโรหิตเป็นมหาปุโรหิตและออกกฤษฎีกาเพิ่มเติมว่าตั้งแต่นั้นไปมหาปุโรหิตจะต้องแต่งตั้งจากเชื้อสายของซาโดกหรือซาโดคีม (Zadokim) เท่านั้น ซาโลมอนทรงใช้เงินเติบจนเคยตัว ตอนปลายรัชกาลรายรับไม่พอกับรายจ่าย จึงแก้ปัญหาด้วยการรีดภาษีจากประชาชน เป็นเหตุให้แม่ทัพภาคเหนือนามว่าเยโรโบอัม (Jeroboam) คิดก่อการแยกดินแดน แต่ทำไม่สำเร็จ ตัวแม่ทัพหนีไปลี้ภัยในประเทศอียิปต์รอโอกาสที่ดีกว่า จนกว่าซาโลมอนสิ้นพระชนม์ในปีก.ค.ศ.932 จึงกลับมาประกาศปลดปล่อยชาติอิสราเอลจากทรราช มีเพียง 2 สกุลไม่ให้ความร่วมมือ จึงประกาศย้ายเมืองหลวงจากเยรูซาเลมไปอยู่ที่ซีเคม (Sichem) ในดินแดนของสกุลมานัสเซ (Manasse) สร้างวังและวิหารขึ้นมาใหม่โดยแต่งตั้งมหาปุโรหิตขึ้นมาดูแลจากซาโดคีมที่สวามิภักดิ์และชาวซาโดคีมอีกจำนวนหนึ่งเป็นผู้ช่วยในตำแหน่งปุโรหิต เปลี่ยนชื่อเป็นแคว้นซามาเรีย (Samaria) ในเมื่อมีพระวิหารแห่งที่ 2 ได้ จะมีแห่งที่ 3 ด้วยจะเป็นไรไป ดังนั้นประชาชนก็ช่วยกันสร้างแห่งที่ 3 ที่เบเธล (Bethel) และแห่งที่ 4 ที่เกาะเลออนโตโปลิส (Leontopolis) กลางแม่น้ำไนล์ตอนต้นน้ำโดยกลุ่มชาวยิวที่ไปตั้งหลักแหล่งทำกินที่นั่น แห่งที่ 5 ที่เอเลฟันทีน (Elephantine) บนปากแม่น้ำไนล์ และอาจจะมีที่อื่นอีกที่ไม่ได้บันทึกไว้ ทั้งนี้โดยเชิญปุโรหิตจำนวนหนึ่งไปอยู่ประจำมีหัวหน้าทำหน้ที่เป็นมหาปุโรหิต ส่วนโอรสของซาโลมอนต้องจำใจครองราชย์ณกรุงเยรูซาเลมโดยมีคนเหลือเพียง2สกุลคือยูดาห์และเบนจามินเป็นพลเมือง เปลี่ยนชื่อประเทศเป็นประเทศยูดาห์ เกิดปัญหาสับสนขึ้นมาว่าพระยาห์เวห์จะทรงประทับอยู่ทั้ง2แห่งหรือไม่ และแห่งใดเป็นพระวิหารแท้ตามบทบัญญัติของโมเสส ปัญหานี้น่าจะยุติลงได้ในปีก.ค.ศ.722 เมื่อกองทัพแห่งแอสซีเรียยกมาทำลายเมื่องซีเคมพร้อมพระะวิหาร จึงเหลือแต่ประเทศยูดาห์เพียงประเทศเดียวและพระวิหารณกรุงเยรูซาเลมเพียงแห่งเดียวที่เป็นพระวิหารหลวง และกษัตริย์โยซีอัส(Josias ก.ค.ศ.638-608) แห่งยูเดียประกาศว่าตามเจตนาของโมเสสจะมีพระวิหารได้เพียงแห่งเดียวคือที่กรุงเยรูซาเลมและมหาปุโรหิตก็มีได้เพียงคนเดียวคือที่พระวิหารกรุงเยรูซาเลม แต่ทว่าผู้อยู่นอกราชอาณาจักรยูดาห์หารับรู้กฤษฎีกาของกษัตริย์โยซีอัสไม่ ปุโรหิตแห่งกรุงเยรูซาเลมพยายามรวบรวมบทบัญญัติต่างๆของโมเสสให้ครบถ้วนที่สุดทั้งจากขนบปาก (oral tradition) และขนบบันทึก (written tradition) และจัดเป็นหมวดหมู่ไว้ใช้อ้างอิงด้วยประกาศิตแห่งพระวิหารกรุงเยรูซาเลม อันเป็นที่มาของเอกสารดี (the D-Document) ของคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมซึ่งจะมีเรื่องราวนำมาเล่าต่อไป ต่อมาในปีก.ค.ศ.598 มหาอาณาจักรบาบิโลนก็ยกทัพมาทำลายพระวิหารกรุงเยรูซาเลม กวาดต้อนชาวเยรูซาเลมรวมทั้งบรรดาปุโรหิตและครูคำสอนเลวีจำนวนมากไปเป็นเชลยศึกณกรุงบาบิโลนและดัดแปลงกรุงเยรูซาเลมเป็นค่ายทหารเพื่อเตรียมทำศึกกับมหาอาณาจักรอียิปต์ ในเมื่อไม่มีพระวิหารแห่งกรุงเยรูซาเลมให้ประกอบพิธีกรรม ปุโรหิตก็มีฐานะเพียงครูคำสอนเลวี พวกเขานำเอาเอกสารคัมภีร์เท่าที่จะเอาไปได้ ได้ทำการศึกษาจัดเป็นระเบียบ และเรียบเรียงเพิ่มเติมที่เรียกว่าเอกสารพี (the P-Document) และเมื่อรวมเอกสารเจอีดีพี (JEDP) เข้าด้วยกันก็จะได้คัมภีร์พันธสัญญาเดิม (the Old Testament) ซึ่งพระเยซูอ้างถึงและปรับปรุงในฐานะเป็นพระบุตรของพระยาห์เวห์

ก.ค.ศ.515 กองทัพเปอร์เซียเข้ายึดบาบิโลนและกลายเป็นมหาอำนาจแทน มีนโยบายใช้ปาเลสไตน์เป็นชายแดนด่านหน้าป้องกันการรุกรานของอียิปต์ จึงวางแผนให้ชาวยูดาห์ที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่ที่กรุงบาบิโลนกลับไปสร้างชาติใหม่เรียกว่าประเทศอิสราเอล โดยแต่งตั้งเนหะมีย์ (Nehemiah) ซึ่งเป็นปุโรหิตเชื้อสายซาโดกให้เป็นทั้งกษัตริย์และมหาปุโรหิต จัดการสร้างกำแพงเมืองและพระวิหารขึ้นมาใหม่ เนหะมีย์พยายามปกครองทั้งทางรัฐศาสตร์และศาสนาให้เป็นไปตามบทบัญญัติต่างๆของโมเสสตามที่คณะปุโรหิตของตนรับรู้อย่างมากที่สุด ได้มีการสืบทอดอำนาจทั้งกษัตริย์ประเทศราชและอำนาจมหาปุโรหิตในตัวบุคคลคนเดียวกันเรื่อยมาจนตกอยู่ใต้อำนาจของกษัตริย์แอลเลิกแซนเดอร์มหาราชในปีก.ค.ศ.332 อำนาจกษัตริย์และมหาปุโรหิตในบุคคลคนเดียวกันยังคงดำเนินไปด้วยดีเช่นเดิม ประเทศอิสราเอลเริ่มได้ชื่อเป็นภาษากรีกว่ายูเดีย (Judaia ซึ่งต่อมาภาษาละตินจะตัดเหลือ Judea และเรียกพลเมืองว่า Judeus กลายเป็น Jew ในภาษาอังกฤษ) ครั้นกษัตริย์แอลเลิกแซนเดอร์สิ้นพระชนม์ ประเทศยูเดียก็ขึ้นกับอียิปต์บ้าง ซีเรียบ้างสลับกัน โดยไม่มีผลกระทบต่อการปกครองภายใน จนถึงปีก.ค.ศ.171 เมื่อจักรพรรด์เอินทายเออเขิสที่ 4 (Antiochus IV) แห่งซีเรียเข้ายึดและมีนโยบายเปลี่ยนใจชาวยิวให้เป็นกรีกเช่นเปลี่ยนพระวิหารของพระยาห์เวห์เป็นวิหารของเทวราชซูส จัดสร้างสนามกีฬาเพื่อแข่งขันกีฬาถวายแด่เทพและเทวีต่างๆตามประเพณีกรีก ตั้งแท่นบูชาพร้อมรูปเคารพตามความเชื่อของชาวกรีกในทุกชุมชนยิวและบังคับให้สมาชิกทุกคนในชุมชนนั้นๆนำเครื่องเซ่นมาถวายบูชาโดยให้เจ้าหน้าที่คอยเช็คชื่อ ใครฝ่าฝืนมีโทษถึงริบทรัพย์และเนรเทศจนถึงประหารชีวิต ถึงขั้นนี้แหละจึงเกิดกบฎมัคคาบีอันนำไปสู่การกู้ชาติโดยครอบครัวมัคคาบี (Maccabee) ซึ่งเมื่อทำสำเร็จก็ได้สร้างระเบียบการเมืองใหม่โดยครอบครัวมัคคาบีซึ่งสืบเชื้อสายจากฮัสโมเนียน(Hasmonean) ในสกุลครูคำสอนเลวี ซีโมน มัคคาบี (Simon Maccabee) ผู้สามารถขับไล่กองทัพซีเรียออกจากดินแดนปาเลสไตน์ได้อย่างสิ้นเชิง และแต่งตั้งตัวเองเป็นกษัตริย์ในปีก.ค.ศ.142 บูรณะซ่อมแซมพระวิหารและประกอบพิธีอภิเษกพระวิหารเพื่อให้ดำเนินพิธีการทางศาสนาทุกอย่างได้ตามบทบัญญัติของโมเสส ใช้อำนาจกษัตริย์แต่งตั้งตัวเองเป็นมหาปุโรหิต และใช้อำนาจมหาปุโรหิตแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆในวงการปุโรหิตและครูสอนศาสนา ประกาศใช้คัมภีร์ที่คณะปุโรหิตขณะนั้นจัดเป็นระบบไว้เรียบร้อยเป็นฉบับทางการของศาสนายูดาห์เป็นภาษาฮีบรูซึ่งต่อมาจะมีการแปลออกเป็นภาษาอาราเมก(Aramaic)และภาษากรีกสำหรับผู้ไม่สามารถเข้าใจภาษาฮีบรูซึ่งกลายเป็นภาษาโบราณไปแล้ว จึงนับว่าศาสนายูดาห์ครบวงจรเริ่มตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ศาสนายูดาห์ที่พระเยซูวิพากษ์วิจารณ์ถึง และนโยบายการเมืองการปกครองทึ่พระเยซูทรงตำหนิก็คือสิ่งที่เริ่มหรือเป็นผลจากรูปแบบดังกล่าว

กษัตริย์ซีโมนมีโอรส 2 องค์คือฮีร์คานุส (Hircanus) และอริสโตบูลุส (Aristobulus) ซึ่งแย่งชิงอำนาจกันอย่างหลังชนฝา ทั้งสองขอกองทัพโรมันเข้ามาช่วย ในที่สุดพามพีย์ (Pompey) ซึ่งเป็นแม่ทัพภาคตะวันออกขณะนั้น ยกกองกำลังเข้ายึดครองปาเลสไตน์ทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของมหาอาณาจักรโรมัน และจัดระเบียบใหม่ให้ ในช่วงนี้แหละที่พระเยซูเสนอคำสอนใหม่และระเบียบสังคมใหม่

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018