wises

อ.ดร.วิเศษ แสงกาญจนวนิช

ตามกระบวนทรรศน์โบราณ มนุษย์ในยุคนี้เชื่อในหลักการว่าโลกมีกฎเกณฑ์และมนุษย์ควรรู้กฎเกณฑ์เพื่อใช้แสวงหาความสุขบนโลก  รูปแบบการดำเนินชีวิตคือการแสวงหากฎเกณฑ์ และยึดเอากฎของโลกเป็นหลัก เพราะเชื่อว่าความสำเร็จอยู่ที่การกระทำตามกฎของโลกเป็นสำคัญ จึงต้องพยายามค้นคว้าให้รู้กฎของโลกและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

การแพทย์ตามกระบวนทรรศน์ยุคโบราณจึงเน้นทำการวางระบบระเบียบที่ชัดเจน ถ้าทำแล้วได้ผลก็ให้ปฏิบัติตามนั้น ปลายยุคโบราณมีปัญหาน่าสนใจว่าควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงมีความสุขที่สุด กลุ่มหาความสุขในโลกนี้เชื่อว่าความกลัวเป็นสาเหตุของความทุกข์

โลก จักรวาล และชีวิตมนุษย์เป็นระบบกลไก ไม่มีโลกหน้า ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด ชีวิตนี้สำคัญที่สุด จึงแสวงหาความสุขให้มากและรอบคอบที่สุด พวกเขาจึงใช้ชีวิตแสวงหาความเพลิดเพลินในการกินอยู่หลับนอน เกิดปัญหาสุขภาพต่างๆ

กลุ่มศาสนาที่มีอยู่ร่วมสมัยโบราณเชื่อว่าจุดหมายของชีวิตไม่ได้อยู่ที่โลกปัจจุบันหรือชาตินี้  แต่อยู่ที่โลกหน้าหรือชาติหน้าหรือโลกของเทพเจ้า/พระเจ้า การใช้ชีวิตในโลกนี้เป็นเพียงการเตรียมตัว  ปฏิบัติตนในทางที่ดี เพื่อเข้าสู่ความสุขที่แท้ในโลกหน้า กลุ่มนี้จึงมุ่งทำความดีและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเพื่อรอการไปสู่โลกหน้า

ตัวอย่างสำคัญของการแพทย์ในยุคโบราณได้แก่ เช่น

เพลโต ถือว่ามนุษย์ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ กาย และ จิตวิญญาณ ซึ่งจะต้องสมบูรณ์ทั้ง 2 ส่วน จึงถือว่ามีสุขภาพดี บุคคลจะมีสุขภาพสมบูรณ์ถ้าจิตดำเนินไปด้วยกันอย่างประสานกลมกลืน (harmoniously) เหตุผล (rational element) ควรอยู่เหนือความปรารถนา (appetitive element) และควรใช้ความกล้าหาญ (spirited element) ส่งเสริมเหตุผล เพื่อทำให้มั่นใจว่าความปรารถนาอยู่ภายใต้การควบคุม ความปรารถนานี้ไม่ควรถูกปิดกั้นโดยสมบูรณ์ แต่ควรได้รับการตอบสนองบ้างตามที่เหตุผลเห็นสมควร เพราะการถูกปิดกั้นมากเกินไปจะทำให้ความรู้สึกตายด้าน ไม่มีการรักษาโรคภัยไข้เจ็บชนิดใดที่จะให้ผลดีเลิศเท่ากับการรักษากายและใจควบคู่กันไป โดยเฉพาะจิตใจ ความคิดคำนึง เป็นเสมือนพลังและยารักษาโรคที่สำคัญในการต่อสู้โรคร้ายต่างๆได้อย่างดี ไม่ควรมุ่งเน้นการรักษาที่กายอย่างเดียว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าภาวะการมีสุขภาพดีทั้งกาย ใจ และจิตวิญญาณ

อริสโตเติลมีแนวคิดตามเพลโต และสนับสนุนความดีทางร่างกาย ได้แก่ ร่างกายสมส่วน แข็งแรง มีสุขภาพดี มนุษย์มีใจเสรีที่จะเลือกทำดีเพื่อให้มีสุขหรือทำเลวมีสุขน้อยกว่าทุกข์ก็ได้  ปัจจัยสำคัญที่ค้ำประกันความสุขได้แก่ “ตระกูลดี มีเพื่อนดีมาก ๆ มีทรัพย์สมบัติ มีสุขภาพดี มีลูกดีมาก ๆ อายุยืนอย่างแข็งแรง ความหล่อ/งาม ร่างกายสมส่วน แข็งแรง มีชื่อเสียง เกียรติยศ โชคดี และคุณธรรม” (1360 b 20)

ฮิปโปเครติส ราว 400 ปีก่อนคริสตกาล เน้นให้แพทย์ทำการวินิจฉัยโรคตามสมมติฐาน และเชื่อในองค์ประกอบของร่างกายและจิต ต่อมา กาเลนัสเน้นว่าอารมณ์ของมนุษย์เป็นผลมาจากความไม่สมดุลของร่างกาย ซึ่งแสดงความเกี่ยวเนื่องระหว่างมนุษย์กับจักรวาลโดยมีความเชื่อมโยงระหว่างจักรวาลภายใน (microcosmos) กับจักรวาลภายนอก (macrocosmos) ซึ่งแพทย์จะมีมุมมองต่อโรคในลักษณะทฤษฎีองค์รวม (holistic theory) ความเจ็บป่วยมีลักษณะเป็นเชิงสัมพัทธ์ (relativistic view) โดยจะมีอวัยวะและของเหลวเป็นสิ่งแสดงออก เช่น  เลือด น้ำดีสีเหลือง น้ำดีสีดำ น้ำเหลือง ถ้ามีความสมดุลของทั้ง 4 ของเหลวก็จะเป็นคนสุขภาพดี

การแพทย์อินเดียเน้นความสมดุลของธาตุทั้ง 5 ตามคัมภีร์อายุรเวท   ธาตุ 5 เรียกว่า ปัญจมหาภูตะ ได้แก่ วายุ เตโช อาโป ปฐวี อากาศ ครรภ์ของสิ่งพื้นฐานทั้ง 5 จึงมีอยู่ในสรรพสิ่งในเอกภาพนี้ และเป็นปฐมกำเนิดจากจิตสำนึกแห่งเอกภาพ การรักษาพยาบาลจึงเน้นการปรับสมดุลและการใช้สมุนไพรและแร่ธาตุในการรักษาโรคเพื่อสมดุลในองค์รวม มีตำรายาหลักที่เขียนขึ้นราว พ.ศ. 600 ได้แก่ ตำรายาของจรกะ (Charaka) เรื่อง Samhita และตำรายาของสุสรุตะ (Susruta) เป็นต้น

การแพทย์แผนไทย เชื่อว่า ร่างกายของเราประกอบด้วย ธาตุทั้ง 4 คือ  ดิน น้ำ ลม และไฟ การเสียสมดุลของธาตุเกิดได้ตามการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา ฤดูกาล ภูมิประเทศ และพฤติกรรม จะทำให้เกิดโรค  ธาตุทั้ง 4 ต่างอาศัยซึ่งกันและกัน จะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดย่อมไม่ได้ ซึ่งหากธาตุใดธาตุหนึ่งแปรปรวนไม่ปกติทำให้เกิดการเสียความสมดุล ร่างกายจะเกิดอาการป่วยไข้ขึ้นมาทันที ดังนั้น การรักษาโรคจึงเน้นความสมดุลของธาตุทั้ง 4   การแพทย์แผนไทยเชื่อว่า สาเหตุของการเจ็บป่วยนั้นมี 6 ประการ คือ มูลเหตุเกิดจากธาตุทั้ง 4 จากอิทธิพลของฤดูกาล เกิดจากธาตุที่เปลี่ยนไปตามวัย จากดินที่อยู่อาศัยและจากอิทธิพลของกาลเวลาและสุริยจักรวาล ประการสุดท้ายเกิดจากพฤติกรรมส่วนตัว การรักษาโรคอันเกิดแก่การเปลี่ยนแปลงของธาตุทั้ง 4 เน้นการวินิจฉัยโรคและรักษาด้วยยาเพื่อเป้าหมาย คือ ยาที่สามารถปรับธาตุทั้ง 4 ให้เกิดความสมดุลและร่างกายเป็นปกติเช่นเดิม

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018