ต้นกำเนิดของอาณาจักรเปอร์เซีย จากหลักฐานโบราณคดีระบุว่า เมื่อ 15,000 ปีก่อน มีชนเผ่าล่าสัตว์เข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณที่ราบสูงอิหร่าน ที่ตั้งประเทศอิหร่านปัจจุบัน และพัฒนาเป็นสังคมเกษตรกรรมขึ้น

ตลอดเวลากว่า 2,500 ปี ที่ราบสูงอิหร่านถูกรุกรานซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากชนเผ่าต่างๆ จนกระทั่ง 500 ปีก่อนคริสตกาล อาณาจักรเปอร์เซียก็เป็นปึกแผ่นภายหลังกษัตริย์ไซรัสมหาราช แห่งราชวงศ์อาเคเมเนียน พิชิตพวกมีเดียลงได้

เหตุผลหนึ่งที่ ไซรัสมหาราช สร้างอาณาจักรเปอร์เซียสำเร็จ เพราะพระองค์ทรงยอมให้กลุ่มชนต่างๆ ใต้การปกครองดำรงชีพตามวิถีตัวเอง ดินแดนเปอร์เซียจึงมีวัฒนธรรมหลากหลาย โดยมีศาสนาโซโรอัสเตอร์ (Zoroastrianism) เป็นศาสนาหนึ่งของชาวเปอร์เซีย (อิหร่านปัจจุบัน) มีอเวสตะ (Avesta) เป็นคัมภีร์ของศาสนา แบ่งเป็น 5 หมวด คือ 1) ยัสนะ (Yasna) ว่าด้วยการบูชา ประกอบด้วย 18 คาถา 2) วิสเปเรท (Vispered) ว่าด้วยการสวดอ้อนวอนเทพเจ้าทั้งปวง ใช้คู่กับหมวดยัสนะ 3) เวททิทัท (Vendidad) ว่าด้วยพิธีกรรม และกล่าวถึงจักรวาล ประวัติศาสตร์ และเรื่องนรกสวรรค์ 4) ยัษฏส์ (Yashts) ว่าด้วยการสวดบูชาฑูตสวรรค์ 21 องค์และวีรบุรุษของศาสนา 5) โชรทะ-อเวสตะ (Khorda-Avesta) คู่มือสวดมนต์สำหรับศาสนิกชนทั่วไป (ราชบัณฑิตยสถาน, 2552: หน้า 80)

เปอร์เซียมีสายสัมพันธ์กับไทยมายาวนานไม่ต่ำกว่า 400 ปีก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา นอกจากหลักฐานอย่างเหรียญกษาปณ์ ดวงตรา ลูกปัด เครื่องใช้ ฯลฯ  ในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย หลักที่ 1 พบคำว่า “ปสาน” ซึ่งมาจากคำ “บอซัร” หรือ “บาซาร์” ที่แปลว่า ตลาดห้องแถว ตลาดขายของแห้งในภาษาเปอร์เซีย

อีกหลายปีต่อมา แขกสองพี่น้องนาม เฉกอะหมัด และ มุฮัมหมัดสะอิด เดินเรือมาตั้งห้างร้านค้า ขายในกรุงศรีอยุธยา และหนึ่งในนั้นกลายเป็นต้นตระกูลขุนนางที่มีบทบาทยิ่งในประวัติศาสตร์สยามประเทศ  ในยุคนั้นมีของเพียง 2 สิ่งที่ราชสำนักอยุธยานำเข้าจากดินแดนเปอร์เซีย คือ พรม กับน้ำดอกไม้เทศ หรือ “กุล้อบ” ที่คนไทยออกเสียงเพี้ยนเป็น “กุหลาบ” และกลายเป็นชื่อเรียกดอกกุหลาบในเวลาต่อมา (ข่าวสดรายวัน, 2551: 18 ม.ค. หน้า 28)

วัฒนธรรมของอารยธรรมเปอร์เซีย แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ 1) อารยธรรมเปอร์เซียเก่า ก่อนนับถือศาสนาอิสลาม และ 2) อารยธรรมเปอร์เซียใหม่ตามวิถีชีวิตอิสลาม  คำว่า “อิสลาม” หมายถึง การนอบน้อมมอบตนอย่างสิ้นเชิงต่อพระเจ้าคืออัลเลาะห์  เพื่อความสันติสุขศาสนาอิสลามจึงได้แก่วิถีที่นอบน้อมมอบตนต่อพระอัลเลาะห์เพื่อสันติสุข จริยธรรมแบบศาสนาอิสลาม คือประมวลกฎศีลธรรมจากคัมภีร์   อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม

มาร์เกอริต เดล คุยดีเซ (2551) ได้กล่าวถึงเรื่องราวที่ว่าด้วยชาวอิหร่านผู้ยังคงยึดมั่นในรากเหง้า ถึงแม้จะผสมผสานกับวัฒนธรรมอิสลามในเวลาเดียวกัน แต่ความเป็นเปอร์เซียของอิหร่าน อาจไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับอิสลามและตะวันตกส่วนหนึ่ง ความเป็นเปอร์เซียอีกส่วนหนึ่งอยู่ร่วมกันอย่างเป็นอัตลักษณ์ อัตลักษณ์นี้หล่อหลอมขึ้นจากองค์ประกอบที่ขัดแย้ง ทางหนึ่งคือร่องรอยของความรื่นรมย์ในชีวิตแบบเปอร์เซียแห่งความเป็นเปอร์เซียที่มักจะเชื่อมโยงกับศาสนาอิสลาม และอีกทางหนึ่งคือความเชื่อในชะตากรรม บทสวดอธิษฐานที่ยังคงถักทอร้อยรัดอยู่ในอาภรณ์แห่งความเคร่งครัด และเสียงเพลง บทกวี ความรัก เหล้าองุ่น (ศิลปะการเอาตัวรอดในวิถีเปอร์เซีย) ผลหมากรากไม้ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากวัฒนธรรมเปอร์เซีย

ชะฮีด อัลลามะฮ์ อายาตุลลอฮ์ มุรตะฎอ มุเฎาะฮารี (2555) กล่าวไว้ว่า ในตอนต้นหล่อหลอมให้เกิดหลักคิดแบบการตีความแบบอิสลามภายใต้สาระความรู้ของรหัสยวิทยา (Mysticism) ที่มีสองแง่มุม คือ ด้านปฏิบัติ (Practical) และด้านทฤษฎี (Theoretical) ด้านปฏิบัติของรหัสยวิทยา (Practical of Mysticism) คือส่วนของการปฏิบัติที่อธิบายถึงความสัมพันธ์และหน้าที่ต่าง ๆ ของมนุษย์ที่ปฏิบัติต่อตนเอง ต่อโลกและต่อพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งเป็นการปฏิบัติด้วยจิตวิญญาณ ที่เรียกว่า “การจาริกทางจิตวิญญาณ” เพราะว่ามนุษย์มีความปรารถนาที่จะบรรลุถึงจุดสูงสุดอันเป้าหมายของความเป็นมนุษย์ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า การรู้จักพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว  การเดินทางในลักษณะเช่นนี้จำเป็นต้องมีผู้ชี้นำทางจิตวิญญาณที่มีประสบการณ์  แนวคิดนี้เป็นความเชื่อของพวกฟูชีชน ที่ถือว่ามนุษย์ไม่สามารถที่จะบรรลุถึงขั้นเอกานุภาพได้ด้วยวิธีการคิดเชิงปรัชญา  แต่ถ้าเป็นเรื่องของจิตใจมนุษย์สามารถบรรลุขั้นเอกานุภาพได้ด้วยการผ่านวิธีการชำระและขัดเกลาจิตวิญญาณของเขาให้บริสุทธิ์ โดยการขจัดความปรารถนาใฝ่ต่ำของเขา และดำเนินไปในแนวทางจาริกทางจิตวิญญาณเท่านั้นจึงจะบรรลุได้ ซึ่งคล้ายคลึงกับจริยศาสตร์ ที่กล่าวว่า บุคคลควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร

ซูฟี  กำเนิดจากสังคมมุสลิมในกรอบความคิดและการปฏิบัติของอิสลาม โดยอาศัยทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ปัจจัยภายในได้แก่ 1) คำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ ที่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาจิตใจ ชี้ชวนให้ตีความเชิงนามธรรม 2) การปฏิบัติตนของศาสดาและสาวกที่ใช้ชีวิตแบบสมถะและทุ่มเทกับการปฏิบัติศาสนกิจ  3) แนวโน้มสังคมที่ฟุ่มเฟือยและหย่อนศีลธรรม 4) การพัฒนาทางวิชาการ กฎหมาย และศาสนศาสตร์ที่เน้นรูปแบบการปฏิบัติภายนอก  ปัจจัยภายนอกอีกส่วนคือ เป้าหมายชีวิตและการปฏิบัติที่ประกอบด้วยความคิดและวิธีปฏิบัติจากวัฒนธรรมต่าง ๆ (ราชบัณฑิตยสถาน, 2552: หน้า 544 -547)

หลักความเชื่อพื้นฐานของอิสลาม มี 6 ประการ ประกอบด้วย 1) ศรัทธาในอัลลอฮ์ 2) ศรัทธาในบรรดามลาอิกะฮ์ 3) ศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ 4) ศรัทธาในบรรดาเราะซูล 5) ศรัทธาในปรโลก และ 6) ศรัทธาในการกำหนดของอัลลอฮ์  และหลักปฏิบัติ 5 ประการ ประกอบด้วย 1) การปฏิญาณตน 2) การละหมาด 3) การจ่ายซะกาต 4) การถือศีลอด 5) การบำเพ็ญฮัจญ์

หลักคิดตามกรอบความรู้ของรหัสยวิทยาทำให้เกิดคำที่ต้องการระบุถึงบุคคลที่ปฏิบัติตนตามแบบ “ซูฟีชน” คือ นักอุทิศตนและนักพรต เหตุที่ถูกเรียกว่า “ซูฟี”เนื่องจากการบำเพ็ญพรตและตัดขาดกับทางโลกและกลุ่มรักสันโดษ จึงไม่แต่งกายด้วยเสื้อผ้าอ่อนนุ่น แต่แต่งกายด้วยขนสัตว์ที่เย็บอย่างหยาบๆ และดูเก่า  คำว่า “ซูฟี” ถูกนำมาใช้ครั้งแรกเพื่อเรียก อะบูฮาชิมแห่งกูฟะฮ์  ในช่วงศตวรรษที่ 2 แห่งฮิจเราะฮ์  และอีกคำหนึ่งเรียกว่า “อาริฟ” ซึ่งความหมายว่า ผู้รู้จักพระเจ้า  ถูกใช้อย่างแพร่หลายในช่วงศตวรรษที่ 3 แห่งฮิจเราะฮ์

ใน รุไบยาต วรรณคดีของเปอร์เซียประพันธ์โดย ฮะกิม โอมาร์ คัยยาม ซึ่งเป็นมหากวีและนักปราชญ์คนสำคัญของชาวเปอร์เซีย ได้แสดงให้เห็นร่องรอยการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมเก่าและใหม่ได้อย่างหลากหลาย ทั้งรูปแบบในการประพันธ์ปรากฏการใช้รหัสยวิทยาเพื่อการสื่อสารอย่างชัดเจน

ความดีและความงามในทรรศนะนักปรัชญาเปอร์เซีย และศาสนาอิสลาม จึงถูกสื่อในเชิงสัญญะจากผู้ที่ปฏิบัติตนแบบซูฟีชน ซึ่งยึดถือเป็นแนวทางสำหรับการปฏิบัติที่ดี  ดังนั้นมาตรการการตัดสินความดีและความงามในทรรศนะนักปรัชญาเปอร์เซียคือการปฏิบัติที่ดีตามกรอบของศาสนาอิสลาม

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018