อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

หลักการมองประเด็นปัญหาโดยใช้หลักการมองอย่างปรัชญา คือ การมองอย่างองค์รวมและมองอย่างองค์ย่อย การมองอย่างองค์รวมนั้นเป็นการมองเพื่อสร้างความคิดรวบยอดของความเป็นจริง (Conceptualization of reality) ซึ่งได้เป็นปรัชญาบริสุทธิ์ ต่อจากนั้น จึงนำเอาปรัชญาบริสุทธิ์กลับไปมองประเด็นที่สนใจศึกษา (มององค์ย่อย) ที่อยากรู้และอยากมอง ผลที่ได้จากหลักการนี้เรียกว่าปรัชญาประยุกต์ ซึ่งจะได้ประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น คือ 1) หาเหตุผลของกฎต่าง ๆ ในประเด็นที่มองนั้น ๆ 2) หาคุณค่าหรือความหมายแท้จริงของประเด็นนั้น ๆ ความหมายที่ได้อาจมี 2 อย่างคือ ความหมายที่ 1 มีความมุ่งหมายที่แปลว่าอะไร และความหมายที่ 2 มีความมุ่งหมายที่มีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างไร


ดังนั้น ก่อนการศึกษาตามประเด็นปัญหาที่ตั้งไว้  จำเป็นต้องศึกษาวิธีการศึกษาตามวิธีการอรรถปริวรรตอันเป็นแนวคิดของนักปรัชญาลัทธิหลังนวยุคที่ก่อให้เกิดแนวคิดที่ผสมผสานกันเป็นปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง อันได้แก่ แนวคิดปรัชญาของคานท์(Immanuel Kant 1724-1804), โซสซืร์ (Saussure 1857 – 1913), ชลายเออร์มาเคอร์ (Friedrich Schleiermacher 1768-1834), ดิลเธย์ (Wilhelm Dilthey 1833-1911), ฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl 1859-1938), ฮายเดกเกอร์ (Martin Heidegger 1889 – 1976), ซาตร์ (Jean-Paul Sartre 1905-1980), วิทเกินชทายน์ (Ludwig Wittgenstein 1889 – 1951), กาดาเมอร์(Hans Georg Gadamer 1900-2002) และเกิทซ์ (Clifford Geertz 1926 – 2006) เพราะการศึกษาแนวคิดของนักปรัชญาเหล่านี้จะเป็นรากฐานทางความคิดในการศึกษาวิเคราะห์เนื้อหาตามประเด็นปัญหาที่ต้องการศึกษาทั้งหมด จากนั้นจึงนำวิธีการและแนวคิดของนักปรัชญาแต่ละท่านมาประยุกต์ใช้เพื่อการตีความและศึกษาตามประเด็นปัญหาที่ตั้งไว้
ทำไมจึงต้องศึกษาแนวคิดของนักปรัชญาที่อ้างไว้ สาเหตุที่ต้องศึกษาเพื่อทำความเข้าใจแนวคิดปรัชญาของคานท์ (Kant) เพราะคานท์ได้พยายามชี้แนะให้เห็นว่าความดีกับความงามมีความสัมพัทธ์ต่อกัน ดังนั้น เพื่อต้องการทำความเข้าใจกับลักษณะการสัมพัทธ์ต่อกันระหว่างความดีและความงาม จึงต้องศึกษาแนวคิดปรัชญาของคานท์
สาเหตุที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจแนวคิดปรัชญาของโซสซืร์(Saussure) เพราะโซสซืร์ได้ให้หลักคิดว่า โครงสร้างทางภาษาที่เป็นโครงสร้างหลักซึ่งต้องอาศัยผู้ใช้ภาษาเป็นที่เกาะเท่านั้นจึงเปรียบเหมือนต้นกาฝากที่อาศัยต้นไม้ต้นใด ๆ ก็ได้ในป่าเพื่อเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์ตามระบบของมัน โครงสร้างทางภาษาก็เช่นกันดังนั้นมุมมองในการตีความจึงไม่ควรยึดถือภาษาตามโครงสร้างมากนัก แม้ว่าโครงสร้างของภาษาทุกภาษามีโครงสร้างเหมือนกัน คือ ประกอบด้วยประธาน (Subject) และกรรม (Object) แต่ควรสนใจว่า คำที่ใช้นั้น ตรงตามความหมายที่ต้องสื่อสารหรือไม่ จากแนวคิดนี้ทำให้สามารถตีความเพื่อเชื่อมโยงความคิดระหว่างความคิดตะวันออกและตะวันตกได้ชัดเจนมากขึ้น เพราะแนวคิดนี้เป็นแนวคิดเชิงโครงสร้างซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นลัทธิโครงสร้างนิยมใหม่ (Poststructuralism)
สาเหตุที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจแนวคิดปรัชญาของชลายเออร์มาเคอร์(Schleiernacher) เพราะชลายเออร์มาเคอร์ให้ความเห็นไว้ว่า การตีความให้แยกตีความเป็น 2 ระดับคือ 1) ระดับไวยากรณ์ (grammatical interpretation) หรือเรียกว่าตีความตามตัวอักษร หรือตีความโดยพยัญชนะ (literal interpretation) 2) ระดับจิตวิทยา (psychological interpretation) คือการเดาใจผู้แต่ง โดยเดาจากการรู้เบื้องหลังและสภาพจิตใจของผู้แต่งขณะแต่งเรื่องนั้น ๆ ทั้งนี้ต้องพิจารณาไปถึงบริบททางสังคมที่ผู้แต่งสังกัดด้วย
สาเหตุที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจแนวคิดปรัชญาของดิลเธย์(Dilthey) เพราะดิลเธย์ได้ให้แนวคิดไว้ว่า การตีความควรแยกวิธีการของวิชามนุษยศาสตร์ (ซึ่งรวมศาสนาด้วย) ออกจากวิธีการวิทยาศาสตร์ เพื่อให้วิชา 2 วิชานี้ร่วมกันแบ่งส่วนความจริงโดยไม่แข่งขันกันและไม่ขัดแย้งกัน แต่แบ่งส่วนความรู้ในระบบเดียวกันเหมือนเหรียญที่มีสองด้าน จึงใช้วิธีการวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือค้ำประกันความจริงวิทยาศาสตร์ ส่วนสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ต้องใช้การตีความภาษา เพื่อให้เข้าใจความหมาย
สาเหตุที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจแนวคิดปรัชญาของฮุสเซิร์ล (Husserl) เพราะฮุสเซิร์ลได้ให้คำแนะนำเชิงหลักการไว้ว่า ให้ผู้สังเกตการณ์ควรใส่โลกไว้ในวงเล็บ (let the observer put the world in brackets) กล่าวคือ ระงับการแยกผู้คิดจากสิ่งที่ถูกคิด (subject and object) ซึ่งเรียกวิธีการเช่นนี้ว่า วิธีลดทอนปรากฏการณ์วิทยาเชิงจิตวิทยา (psychological phenomenological reduction) ทั้งนี้เพื่อดูว่า โลกปรากฏแก่เราอย่างไร ซึ่งเป็นการมองโดยไม่ให้การตีคุณค่าอะไรทั้งสิ้นแทรกแซงเข้ามาในการรับรู้ปรากฏการณ์นั้น ๆ ด้วย (กีรติ บุญเจือ, 2546 : หน้า 266)
สาเหตุที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจแนวคิดปรัชญาของฮายเดกเกอร์ (Heidegger) เพราะฮายเดกเกอร์มีความคิดว่า มนุษย์เป็นอยู่ได้ในฐานะมนุษย์ก็โดยการตีความหมาย จึงได้ให้ความคิดเห็นไว้ว่า ความรู้เป็นความจริงสัมพัทธ์ (relational truth) ระหว่างภาวะต่าง ๆ ในโลก ภาวะที่ว่านี้มีกัมมันตภาพแสวงหาความเป็นจริงเกี่ยวกับตัวเองและโลก ซึ่งสัมพันธ์กันอย่างไม่มีเส้นแบ่ง ความรู้ที่เป็นความจริงจึงเป็นผลของการสร้างสรรค์จากการตีความเชิงสัมพันธ์ (relativistic hermeneutics) การตีความจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตามความเป็นอยู่ของผู้ตีความเอง
สาเหตุที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจแนวคิดปรัชญาของซาตร์ (Sartre) เพราะซาตร์ได้ให้หลักคิดที่เป็นบทบัญญัติ 3 ข้อของอัตถิภาวะโดยตนเอง คือ 1) กล้าเผชิญปัญหา 2) กล้าประเมินวิธีปฏิบัติ 3) กล้าลงมือทำการด้วยความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นหลักการของลัทธิอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) และเป็นส่วนหนึ่งของหลักคิดปรัชญาหลังนวยุค สายกลาง ที่ให้ยึดถือคุณค่าของความเป็นมนุษย์เป็นหลักในการศึกษาประเด็นต่าง ๆ
สาเหตุที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจแนวคิดปรัชญาของวิทเกินชทายน์ (Wittgenstein) เพราะวิทเกินชทายน์ได้วิเคราะห์โครงสร้างของภาษา และพบว่าโครงสร้างของภาษาได้บิดเบือนโครงสร้างของความคิด ภาษาเป็นต้นเหตุแห่งความยุ่งยากในการใช้ความหมายเพื่อการสื่อสารทางปรัชญา วิทเกินชทายน์จึงได้เสนอนำทฤษฎีต่างๆ ที่ว่าด้วยความหมาย (theories of meaning) และได้สรุปไว้ว่า ควรวิเคราะห์การใช้ภาษาตามแบบเกมภาษา (language game) “คำว่า เกมภาษา ตั้งใจจะเน้นให้เห็นชัดเจนถึงข้อเท็จจริงที่ว่าการพูดภาษา เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมหรือของชีวิตแบบหนึ่ง”(กีรติ บุญเจือ, 2546 หน้า 377)
สาเหตุที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจแนวคิดปรัชญาของกาดาเมอร์ (Gadamer) เพราะกาดาเมอร์ได้ให้ความคิดไว้ว่า กระแสพหุนิยม (Pluralism) เป็นเรื่องเดียวกันกับการตีความ สามารถตีความได้หลายมุมมองหรือบริบทวัฒนธรรม จึงควรแลกเปลี่ยนทัศนะแก่กันโดยใช้ภาษาเป็นสื่อ ซึ่งต้องรู้จักหลักการตีความเพื่อให้บรรลุ “การผสานครอบฟ้า” (fusion of horizons) เพื่อขยายครอบฟ้าของกันและกัน
สาเหตุที่ต้องศึกษาทำความเข้าใจแนวคิดของเกิทซ์ (Geertz) เพราะเกิทซ์ได้ให้ความคิดเห็นไว้ในหนังสือตีความวัฒนธรรม (The Interpretation of Culture) โดยให้คำนิยามวัฒนธรรมไว้ว่าเป็นชุดหนึ่งของสัญญะหรือกรอบที่กำหนดกรอบชีวิต (a system of symbols that gives shape to a human life) และนิยามสัญลักษณ์ไว้ว่า เป็นเครื่องหมายที่มนุษย์กำหนดขึ้นจากความพอใจร่วมกัน (sign human-made, arbitrary, convention and shared)
บทสรุปของกรอบทางความคิดของนักปรัชญาที่ได้ศึกษาจะเป็นกรอบพื้นฐานในการมองแบบตีความตามแนวทางของอรรถปริวรรตที่ต้องมองอย่างรอบคอบ กรอบความคิดอีกประการหนึ่งที่ต้องเดินควบคู่กันไปด้วย คือ มุมมองตามทรรศนะของนักปรัชญาหลังนวยุคสายกลางที่ได้ให้ความคิดเห็นที่เกี่ยวกับการตีความเพื่อสื่อความหมาย

การตีความอย่างปรัชญานี้ย่อมเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ความรู้เชิงคุณค่าที่สามารถสื่อความหมายของคำได้ชัดเจนมากขึ้นตามความต้องการของผู้ใช้คำ ทั้งเป็นแนวทางเชิงสร้างสรรค์ด้านความรู้ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์สาขาอื่นได้อย่างเข้าใจความหมายของคำที่ใช้ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้และก่อให้เกิดคุณค่าของความประพฤติมีมุมมองอย่างหลากหลายในเชิงพหุวัฒนธรรมตามกระแสคิดหลักของปรัชญาโลกาภิวัตน์อีกด้วย ซึ่งอาจจะเป็นการใช้คำที่เหมาะสมกับแนวคิดปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018