อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

การแขวนความหมาย

การแขวนความหมาย เป็นกระบวนการทางปัญญา โดยหลักการนี้มาจากผลสรุปร่วมของลัทธิปฏิฐานนิยม (positivism) และลัทธิวิมัตินิยม (skepticism) โดยเน้นให้แขวนความหมาย ไม่ตัดสินความหมาย (suspension of judgment) โดยเรียกว่า การเน้นปัจจุบันขณะ ” epoché” ซึ่งเริ่มใช้โดย Edmund Husserl (1859-1938) เพื่อเป็นเกณฑ์สำหรับวิธีปรากฎการณ์วิทยา 

ก่อนหน้านั้น Rene Decartes (1596-1650) ก็ได้ใช้หลักการนี้ในญาณปรัชญา โดยเรียกว่า  วิธีวิมัติ (methodological skepticism) ในปัจจุบันจะเรียกว่า การสงสัยของเดการ์ต (Cartesian doubt) เพื่อให้เข้าถึงพื้นฐานความคิดในขณะที่กำลังสร้างระบบความรู้และความเชือ (system of knowledge and belief) ซึ่งจะต้องเริ่มจากการสงสัยสรรพสิ่ง (universal doubt/doubt everything) โดยการลบมโนทรรศน์ก่อนหน้า (preconception) และการตัดสินล่วงหน้า (prejudgment) ว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด ทั้งนี้วิธีการของเดการ์ต มี 4 ขั้น ได้แก่

  1. รับมาแต่ข้อมูล (Information) ที่รู้ว่าถูก (true)
  2. ยืนยันว่าข้อมูลนั้นเป็นความจริง (truth) แล้วแตกออกไปสู่องค์ประกอบพื้นฐานของข้อมูลนั้น (basic components)
  3. ค้นหาปัญหาที่ง่ายที่สุด แล้วตอบปัญหานั้นก่อน
  4. ค่อยๆ ตอบปัญหาข้อที่เหลือไปเรื่อยๆ และทำให้ครบถ้วนทุกข้อปัญหา (lists of problem)

สำหรับ Husserl นั้น การแขวนความหมายยังรวมไปถึงความเกี่ยวข้องของตัวตนของเราที่มีต่อโลก ด้วยการย้อนกลับไปมีสติอย่างสัมบูรณ์และสูงส่ง (absolute and transcendental consciousness) เพื่อให้ปัญญาทำหน้าที่ได้อย่างถูกต้อง เพื่อขจัดอคติ (biases) และการใช้ข้อเชื่อเบื้องต้น (assumptions) ทำให้การอธิบายปรากฎการณ์นั้นจากภายในของระบบของความหมาย (inherent system of meaning) ซึ่งต่างจากการใส่วงเล็บ (bracketing) ซึ่งเป็นการกำหนดขอบข่ายความความเข้าใจตามบริบทของคนๆ นั้น การแขวนความหมายจึงทำให้ความเชื่อต่างๆ ถูกนำออกไปอยู่ด้านนอกก่อนชั่วคราว เพื่อให้เราได้ประเมินปรากฎการณ์ที่สิ่งนั้นได้ปรากฎตัวในโลกของผู้สังเกต (world of participant)

อย่างไรก็ตาม การแขวนความหมาย ในวิธีก็คล้ายกับคำที่ปรัชญาพุทธใช้ คือ “ใจเป็นกลาง” เมื่อใจเป็นกลางก็จะไม่เอนเอียงไปตามอคติ แต่ไม่ใช่การเลือกระหว่างความดีกับความชั่ว แต่ใจเป็นกลางคือไม่เอนเอียงไปตามอคติหรือข้อเชื่อหนึ่งข้อเชื่อใด

ตัวอย่างเช่น I was student.

เมื่อเห็นประโยคนี้ เราเข้าใจคำว่า I แต่เราเข้าใจ I ในฐานะที่เราเป็น I โดยที่แท้จริงนั้น I was student นี้ เป็น I ของผู้เขียน ไม่ใช่ I ของผู้อ่าน ด้วยอคติที่มีจากประสบการณ์ในชีวิตของแต่ละคน เราจะเอาเกณฑ์ของเรา (ญาณปรัชญา) ไปทาบหรือวัดกับสิ่งที่อ่าน  ซึ่งจะทำให้เกิดความเป็นขั้วเช่น ดี-ชั่ว, ในการให้ความหมายบนความเข้าใจในทันที จะทำให้เกิดแนวโน้มเลือกข้าง (ตัดสิน) ซึ่งจะทำให้เราให้ความหมายดีหรือไม่ดีไปตามการตัดสินใจนั้น เกิดเป็น อคติ ซึ่งอคตินี้จะเป็นเชิงปฏิบัติที่เสริมมาจากอคติ 4 (idols) ของเบคอน (F. Bacon, 1561-1626) ดังนั้น เราจึงต้องทำใจให้เป็นกลาง แต่ว่าตรงกลางนี้เป็น middle หรือ mean ถ้าเป็น middle จะต้องเป็นกลางแบบใช้เกณฑ์ตัดสิน ถ้าเป็น mean ก็จะเป็นการเลือกทางสายกลางที่ไม่ตกไปขั้วใดขั้วหนึ่ง ถ้ายังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะตัดสินใจด้วย middle หรือ mean ก็ให้แขวนการตัดสินใจไว้ก่อน

 

 

 

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018