อ.ดร.เอนก สุวรรณบัณฑิต

ความเป็นมาของธรรมาภิบาล

ธรรมาภิบาล เป็นศัพท์ประดิษฐ์ที่นักวิชาการไทยได้บัญญัติขึ้นใช้จากคำว่า Good Governance  โดยมีชุดคำที่ใช้ทดแทนกันได้แก่ ธรรมาภิบาล ประชารัฐ ธรรมรัฐ ระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี การปกครองโดยธรรม กรอบการกำกับดูแลที่ดี บรรษัทภิบาล เป็นต้น ซึ่งต่อมาได้มีการตกลงโดยคณะรัฐมนตรี เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2542 ให้ใช้คำว่า ระบบการบริหารและการจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือธรรมาภิบาล ซึ่งใช้กับการบริหารจัดการที่ดีในภาครัฐ

ส่วนคำว่า บรรษัทภิบาล (Corporate Governance) ถูกนำมาใช้ในภาคเอกชน  ถูกใช้ครั้งแรกในรายงานเรื่อง Sub-Sahara Africa From Crisis to Growth ปี ค.ศ. 1979 ซึ่งเป็นรายงานที่ธนาคารโลก พยายามวิเคราะห์ถึงความล้มเหลวในการพัฒนาประเทศของรัฐในแอฟริกาในภูมิภาค Sub-Sahara region จำนวน 54 ประเทศ ประชากร 574 ล้านคน ตั้งแต่ได้รับเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในรายงานได้วิจารณ์ถึงสาเหตุสำคัญ 4 ประการที่ทำให้เกิดความล้มเหลว ได้แก่ 1) ไม่สามารถพัฒนาฟื้นตัวขึ้นมาได้เนื่องจากการคอร์รัปชั่นของผู้นำประเทศและเจ้าหน้าที่ของรัฐ 2) การไม่ยึดกฎหมายเป็นหลักในการปกครอง 3) การขาดประสิทธิภาพในการบริหารงาน และ 4) การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน” ผลจากการเผยแพร่รายงานฉบับนี้ออกไป ทำให้แนวคิดเรื่องธรรมาภิบาลได้รับความสนใจในหลายประเทศทั่วโลก  ในช่วงแรกมีหลักธรรมาภิบาล 4 ประการ คือ การมีส่วนร่วม การปกครองตามหลักกฎหมาย ความโปร่งใส และการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ (Kaewmanee, ๒๐๐๗) ต่อมาได้พัฒนามาตรการจาก 4 ข้อ เป็น 6 ข้อ ได้แก่ การมีส่วนร่วม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ ความชอบธรรมทางการเมืองโดยกฎหมายที่คู่คุณธรรม, ความสามารถในการคาดคะเนได้ และความมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

ในปี ค.ศ. 1997 องค์การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme : UNDP) ได้กำหนดคุณลักษณะของธรรมาภิบาลเป็น 9 ประการ ได้แก่ การมีส่วนร่วม (Participation) นิติธรรม (Rule of Law) ความโปร่งใส (Transparency) การตอบสนอง (Responsiveness) การมุ่งเน้นฉันทามติ (Consensus-Oriented) ความเสมอภาค/ความเที่ยงธรรม (Equity) ประสิทธิภาพและประสิทธิผล (Effectiveness and Efficiency) ภาระรับผิดชอบ (Accountability) และวิสัยทัศน์เชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Vision) ประเทศไทยได้รับเอาแนวคิดของธรรมาภิบาลเข้ามาใช้ ในฐานะเป็นกระแสหลักของการปฏิรูประบบการเมืองการปกครองหลังวิกฤติเศรษฐกิจ พ.ศ. 2540 ในขณะนั้นประเทศไทยถูกวิจารณ์ว่าความล้มเหลวทางการเมืองและการบริหารที่เกิดขึ้นมาจากการคอรัปชั่นของนักการเมือง ทำให้การบริหารบ้านเมืองไม่มีความโปร่งใส และไร้ประสิทธิภาพ โดยออกเป็นประกาศระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2542 ซึ่งนับได้ว่าเป็นก้าวแรกของการบริหารราชการแนวใหม่ โดยใช้หลักธรรมาภิบาล 6 ประการ ได้แก่ หลักนิติธรรม หลักคุณธรรม หลักความโปร่งใส หลักความมีส่วนร่วม หลักความรับผิดชอบและหลักความคุ้มค่า

แม้ว่าประเทศไทยจะรับเอาหลักธรรมาภิบาลมาใช้และมีการเผยแพร่ผ่านการประชุม สัมมนา และบรรจุอยู่ในหลักสูตรต่างๆ  แต่คนส่วนหนึ่งมักคิดว่าหลักธรรมาภิบาลเป็นเรื่องของฝ่ายปกครอง เป็นบทบาทหน้าที่ของรัฐที่จะต้องนำไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหาร ประชาชนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะได้ใช้สิทธิเลือกตั้งมอบอำนาจการตัดสินใจทั้งหมดให้กับรัฐบาลแล้ว ซึ่งเป็นความคิดเห็นที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงในระบอบประชาธิปไตยและการบริหารจัดการแบบธรรมาภิบาล ดังนั้นการสอนเนื้อหาธรรมาภิบาลจะต้องใช้เนื้อหาที่ตีความให้อยู่บนบริบทที่ว่าแท้จริงแล้วธรรมาภิบาลเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกฝ่าย ทั้งประเทศ  และทุกคนต้องร่วมแรงร่วมใจกันทำให้เกิดขึ้น (เมธา หริมเทพาธิปและเอนก สุวรรณบัณฑิต, 2559) อาทิเช่น

  1. หลักนิติธรรม ได้แก่ การออกกฎหมายอย่างพอเพียง ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่จะออกกฎหมาย กฎกระทรวง ระเบียบต่างๆ ต้องคำนึงถึงผลได้ผลเสียที่จะเกิดกับประชาชน คือ ไม่มากเกินไปจนเกิดการล่วงละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเกินความจำเป็น และไม่น้อยเกินไปจนเป็นเหตุให้เกิดช่องโหว่ที่สามารถเกิดการเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ในการบังคับใช้กฎหมายต้องบังคับใช้อย่างเสมอภาค (Equity) และเคร่งครัด หากมีกรณียกเว้นก็ต้องยกเว้นให้กับทุกคนที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน กฎหมายมีสภาพบังคับ หากฝ่าฝืนต้องมีบทโทษอย่างชัดเจนไม่เลือกปฏิบัติ หากมีการแก้กฎหมายเกิดขึ้นการบังคับใช้ต้องบังคับตั้งแต่มีการประกาศกฎหมายที่แก้ใหม่อย่างเป็นทางการแล้วจะย้อนหลังไม่ได้
  2. หลักคุณธรรม ได้แก่ การส่งเสริมให้คนในสังคมมีคุณธรรม ด้วยการปลูกจิตสำนึก ความรับผิดชอบ ทั้งในส่วนของศีลธรรมทางศาสนา จริยธรรมตามแนวคิดปรัชญาที่สอดคล้องกับประเพณีและวัฒนธรรม จรรยาบรรณตามอาชีพของแต่ละคน โดยเนื้อหาที่จะสอนต้องพิจาณาให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยอย่างเพียงพอที่จะธำรงความเป็นไทยอันดีต่อไปอย่างยั่งยืน
  3. หลักความโปร่งใส ได้แก่ การกำหนดขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจน มีระบบตรวจสอบเพื่อแสดงความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติงาน สามารถเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นในระดับสาธารณะเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นได้ มีระบบการบริหารที่ตรงไปตรงมา สามารถตรวจสอบได้ง่าย
  4. หลักความมีส่วนร่วม ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้สร้างความเข้าใจร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศร่วมกัน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนในการตัดสินใจและสร้างความชอบธรรมให้เกิดขึ้นร่วมกันในการดำเนินงานรวมถึงการตรวจสอบผลการปฏิบัติงานเพื่อสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย
  5. หลักความรับผิดชอบ ได้แก่ การกระจายอำนาจความรับผิดชอบจากส่วนกลางไปสู่ส่วนท้องถิ่นเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจบริหารประเทศร่วมกัน มีความคล่องตัวและตอบสนองความต้องการของแต่ละพื้นที่ และสามารถตรวจสอบได้อย่างโปร่งใสในทุกขั้นตอน เช่น ความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร การดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย ไม่คอรัปชั่น ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง หากมีการคอรัปชั่นก็มีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน เป็นต้น
  6. หลักความคุ้มค่า ได้แก่ การบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency) มีความประหยัด พอเพียง สมเหตุสมผล ไม่มากจนเกินไป ไม่น้อยจนเกินไป สามารถสร้างความคุ้มค่าต่อการลงทุนและบังเกิดประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวมได้อย่างเป็นเอกฉันท์และก่อให้เกิดประสิทธิผล (Effectiveness) สามารถตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย มีการติดตามประเมินผลที่เป็นรูปธรรมและมีการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเนื้อหาคำสอนธรรมาภิบาลนี้ย่อมพิจารณาได้ว่าหากสังคมขับเคลื่อนด้วยธรรมาภิบาล ทุกคนมีจิตสำนึกต่อสิทธิ หน้าที่ และมีความรับผิดชอบ มองส่วนรวมมากกว่าส่วนตัวย่อมทำให้การขับเคลื่อนสังคมดีกว่าที่จะถูกขับเคลื่อนด้วยกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับแต่เพียงอย่างเดียว  ประเด็นท้าทายจึงอยู่ที่การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ไม่ดีและสร้างระบบคุณค่าใหม่โดยปลูกฝังให้เกิดธรรมาภิบาลในทุกระดับได้อย่างไร

นโยบายของรัฐที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาลเน้นว่า เราจะแก้ปัญหาความทุจริตด้วยการปราบปรามด้วยกฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่พอแล้ว เราจะต้องทำ 3 อย่างไปพร้อมๆ กัน คือ ป้องกัน ปราบปรามและสร้างจิตสำนึก  แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักการทางปรัชญาซึ่งเห็นพ้องต้องกันและสอนสืบต่อกันมาว่าการสร้างจิตสำนึกนั้นจะสอนและเพียงออกประกาศนียบัตรรับรองให้เท่านั้นยังไม่พอ ทั้งนี้โสเครติส เพลโตและอริสโตเติลต่างเห็นชี้ว่าคุณธรรมนั้นสอนกันไม่ได้ (Virtue is unteachable) คือ สอนไว้เป็นความรู้ก็ไม่พอ  ต้องอบรมสั่งสอน (educate) กันอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต หากหยุดอบรมสั่งสอนเมื่อไรกิเลสก็จะคืนตัวกลับคืนสภาพเดิมเมื่อนั้น ต้องอบรมสั่งสอนกันตลอดชีวิตเพื่อให้คนมีความรู้และตัดสินใจปฏิบัติคุณธรรมได้อย่างเหมาะสมได้จริง ทั้งนี้เราย่อมไม่อาจวางใจเชื่อตามแนวคิดของคานท์ที่ว่ามนุษย์ทำดีเป็นหน้าที่ (category imperative) เพราะความเป็นจริงได้แสดงออกมาแล้วว่ามนุษย์มิได้มีกฎศีลธรรมในตัวเอง หากแต่จะต้องอบรมสั่งสอนกันตั้งแต่วัยเยาว์เพื่อให้เขาเป็นผู้เรียนรู้คุณธรรมและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง (ethical virtue) ด้วยความพอเหมาะโดยเน้นความเป็นเลิศ (arête) ซึ่งหมายถึง การมีคุณธรรมด้วยปัญญาเชิงปฏิบัติ (phronesis) และ มีความสุข (eudaimonia) การอบรมสั่งสอนคุณธรรมจึงเป็นเรื่องของการมีชีวิตที่ดีในชุมชน และการจะพัฒนาคุณธรรมเพื่อมีชีวิตที่ดีเช่นนั้นได้ จำเป็นต้องอาศัยบริบทที่เหมาะสม อันได้แก่ ชุมชน สถาบันทางสังคม หรือรัฐที่ดีร่วมด้วย ดังนั้นการอบรมธรรมภิบาลจึงควรพิจารณาแนวทางเชิงปรัชญาเพื่อให้เกิดการมีคุณธรรมอย่างแท้จริง

การสอนด้วยการอบรมสั่งสอน

กระแสคิดของกระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) เห็นตรงกันว่า ความรับผิดชอบทางคุณธรรมคือ การที่แต่ละบุคคลเชื่อฟังและยอมประพฤติตามระเบียบและหลักเกณฑ์แห่งความประพฤติที่ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีอำนาจกำหนดขึ้นเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในสังคม แต่ก็ทำให้มนุษย์สูญเสียเสรีภาพส่วนบุคคลไป บอมันเสนอให้มนุษย์แต่ละคนที่มีสมรรถภาพคิดได้ตัดสินใจเลือกกระทำโดยผ่านการคิดอย่างมีวิจารณญาณที่จะประพฤติดีได้โดยเสรีและรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง (ภัคสกุล นาคจู, 2551) บอมันชี้ว่าการแยกส่วน (fragmentation) ได้เกิดขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่ออำนวยความสะดวกให้มนุษย์ดำเนินชีวิตได้ง่าย แต่ก็ทำให้เกิดการพึ่งพิงผู้เชี่ยวชาญ แม้แต่ในด้านจริยธรรมที่ต้องมีผู้เชี่ยวชาญมากำหนดมาตรการความประพฤติในสังคม ซึ่งชุดความรู้คุณธรรมจะกลายเป็นกรอบบีบรัดประชาชนไว้ดังเช่นที่นักหลังนวยุคสายสุดขั้วได้ประณามไว้ ประชาชนแต่ละคนต้องพัฒนาตนเองให้มีความรู้และความสามารถในเรื่องที่เกี่ยวข้องและใช้สมรรถภาพคิดของตนตัดสินใจเลือกประพฤติได้อย่างเหมะสมด้วยตนเอง (Bauman, 1996) จากแนวคิดของบอมันนี้ กีรติ บุญเจือจึงเสนอว่าการสอนคุณธรรมนั้นต้องเป็นการอบรมสร้างจิตสำนึกอย่างต่อเนื่อง

การสอนด้วยการอบรมสั่งสอน (teaching by educating) ต้องอบรมอะไร เพื่อให้ครบถ้วนตามหลักการสอนจริยธรรม สำหรับเรื่องธรรมาภิบาลนี้นอกจากหลักธรรมาภิบาลทั้ง 6 ข้อแล้ว ในทางปรัชญาย่อมต้องอบรมให้ครบอีก 5 ด้าน (กีรติ บุญเจือ, 2558) คือ

  1. ด้านกฎหมาย ต้องอบรมให้ผู้ออกกฎหมายตระหนักในหน้าที่ว่าต้องออกกฎหมายตามปรัชญาพอเพียงคือไม่ขาดที่จะปกป้องคนดีจากการเอาเปรียบจากคนฉวยโอกาส และไม่เกินจนประชาชนรู้สึกว่าไม่ต้องมีก็ได้ มีบทลงโทษที่หนักพอให้หลาบจำและนานพอให้ได้รับการอบรมบ่มนิสัย มีการตรวจจับผู้ละเมิดอย่างทั่วถึง มีระบบการสืบสวนสอบสวนที่เชื่อถือได้ มีการวินิจฉัยว่ามีผิดและกำหนดโทษอย่างยุติธรรมคือยุติการโต้แย้งได้ ในอีกด้านหนึ่งก็มีกลวิธีอบรมประชาชนให้รักและหวงแหนกฎหมายที่จำเป็นต้องมีเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบและสร้างสรรค์
  2. ด้านจริยธรรม ต้องมีนักปรัชญาอบรมด้วยเหตุผลให้ต่อมคุณธรรมแตก คือมีความสุขกับการได้ทำดีมากกว่าที่กฎหมายบังคับ
  3. ด้านศีลธรรม อันเป็นการปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาในแต่ละศาสนา ก็ต้องจัดให้มีผู้สอนศาสนาตามเจตนาของศาสดาจริงๆและไม่ต่อต้านกฎหมายบ้านเมือง
  4. ด้านอารยธรรม ให้มีการวิจัยให้ชัดเจนว่าในวัฒนธรรมไทยซึ่งเป็นพหุวัฒนธรรม มีอะไรบ้างที่ขึ้นทะเบียนเป็นอารยธรรมแห่งชาติได้ จัดให้มีการอบรมให้รักและหวงแหนอารยธรรมไทยอันเป็นสมบัติร่วมของพลเมืองไทยทุกคนไม่ว่าจะถือสัญชาติใด อยู่ภาคส่วนใดของประเทศ หรือมีรกรากมาจากแห่งหนตำบลใดในโลกก็ตาม เรามีสมบัติแห่งชาติร่วมกันที่จะต้องรัก หวงแหน และพัฒนาต่อไปเพื่อส่งต่อเป็นมรดกถึงลูกหลาน
  5. จรรยาบรรณ อันเป็นจุดเด่นและจุดขายของแต่ละองค์การ โดยเลือกเฟ้นมาจากกฎหมาย จริยธรรม ศีลธรรม และอารยธรรมแห่งชาติ ไม่ควรมีมากกว่า 10 ข้อ แต่ทุกข้อจะต้องเป็นเครื่องหมายแห่งความภูมิใจของสมาชิกทุกคนขององค์กรที่จะอ้างอวดบุคคลภายนอกองค์กรได้ ทุกคนจึงเต็มใจปฏิบัติและดูแลหวงแหนไม่ยอมให้ใครละเมิดอย่างลอยนวล ใครบกพร่องด้านใดก็ควรส่งตัวไปรับการบำบัดโดยผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้น

เมื่อสอนด้วยการอบรมสั่งสอนหลักธรรมาภิบาล 6 ข้อและหลักปรัชญา 5 ด้านย่อมทำให้มีเนื้อหาในการสอนที่เพียงพอกับการอบรมสั่งสอนอย่างต่อเนื่อง แต่จะสอนอย่างไร สอนแต่ละครั้งเหมือนๆ กันหรือแตกต่างกันย่อมเป็นคำถามสำคัญให้คิดต่อ เพราะฝ่ายการศึกษาย่อมมีเทคนิควิธีการสอนที่หลากหลายและต่างนำเสนอว่าวิธีการสอนของตนนั้นดีเลิศ แต่เมื่อใช้แนวทางปรัชญาแล้วก็พึงศึกษาวิธีการสอนอย่างปรัชญาเป็นแนวทางสำคัญเพื่อการแยกแยะคุณค่าร่วมและการประยุกต์ใช้ต่อไป

 

ผลลัพธ์ของการอบรมสั่งสอน

การอบรมสั่งสอนธรรมาภิบาลย่อมมุ่งหวังผลลัพธ์ในระยะยาว นั่นคือ การปฎิรูปประเทศไทยให้ก้าวข้ามกับดักประเทศกำลังพัฒนาและเปลี่ยนผ่านสู่ประเทศโลกที่หนึ่ง เป็นประเทศที่มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ผู้สอนและผู้อบรมมีเป้าหมายร่วม (common goals) คือ สร้างสังคมที่มีความเป็นธรรม สังคมที่มีความสุขและเป็นสังคมที่รู้รักสามัคคี โดยทุกคนจะมีทัศนคติที่ยินดีที่จะมายืนร่วมกันเพื่อสานฝันให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม หากสังคมถูกขับเคลื่อนด้วยธรรมาภิบาล ทุกคนมีจิตสำนึกต่อสิทธิ หน้าที่ และมีความรับผิดชอบ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตัวย่อมจะดีกว่าสังคมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับที่เข้มงวด บ้านเมืองที่ใช้กฎหมายเป็นพื้นฐาน (Rule-based) ย่อมจะมีผู้พยายามเลี่ยงกฎหรือหาข้อยกเว้นไม่กระทำตามกฎ แต่บ้านเมืองที่ใช้ธรรมาภิบาลเป็นค่านิยมพื้นฐาน (Norm–based) ทั้งสองส่วนนี้กลับจะทำหน้าที่ที่เสริมซึ่งกันและกันและนำพาบ้านเมืองไปสู่ความเป็นปกติสุข

ภาวะมีธรรมาภิบาลจะครอบคลุมถึงการที่แต่ละภาคส่วนในทุกระดับ ทั้งผู้นำ ผู้ตามและผู้เกี่ยวข้องล้วนปฏิบัติตามพันธกิจหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด อย่างเต็มกำลังความสามารถ เป็นไปตามความคาดหวังของสังคม ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ไม่ดำเนินการในสิ่งที่ไม่ใช่พันธกิจหน้าที่ ความรับผิดชอบของตนเอง จนเกิดการบิดเบือนระบบซึ่งจะนำไปสู่คอร์รัปชั่น และทำให้เกิดความระส่ำระสายของบ้านเมือง ผู้สอนและผู้อบรมจึงเป็นกุญแจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสังคมไทยและบ้านเมืองให้มีธรรมาภิบาล นักการเมืองที่มีธรรมาภิบาลก็จะเป็นผู้ที่นำเสนออุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อสร้างสังคมที่มีคุณภาพ เขาจะมิได้ใช้เกมการเมืองเพื่อยึดกุมอำนาจรัฐ เป็นการเมืองที่มาด้วยความชอบธรรม มีคุณธรรมจริยธรรม และใช้ความรู้ความสามารถเพื่อการพัฒนาประเทศ ข้าราชการที่มีธรรมาภิบาลก็จะมีความเป็นมืออาชีพ  มีจิตใจรับใช้ประชาชน วางตัวเป็นกลาง ยึดคุณธรรมจริยธรรมเป็นเครื่องนำทางชีวิตการทำงาน ผู้ประกอบการที่มีธรรมาภิบาลก็เลือกที่จะทำธุรกิจที่ตอบโจทย์ธุรกิจที่ดีนั่นคือ ดีทั้งต่อผู้ถือหุ้นคือมีกำไรและตอบโจทย์สังคมคือเป็นธุรกิจที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคม

ส่วนสำคัญที่สุดของการอบรมสั่งสอนคือ การอบรมสั่งสอนประชาชน เมื่อประชาชนมีธรรมาภิบาลด้วยการอบรมสั่งสอนอย่างต่อเนื่องจนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต  แต่ละภาคส่วนมีธรรมาภิบาลก็จะไม่ก้าวก่ายล้ำเส้นในภารกิจที่ไม่เกี่ยวข้อง และก็ไม่เพิกเฉยในภารกิจที่ต้องปฏิบัติ มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเหมาะสม ผู้นำก็จะทำงานด้วยความโปร่งใสและมีความรับผิดชอบที่จะทำงานด้วยมุ่งส่วนรวม และดำรงตนเพื่อผู้อื่นเป็นสำคัญ (Being-for-the-Others) (Bauman, ๑๙๙๖) ความเป็นปกติสุขก็จะเกิดขึ้น ความมีเสถียรภาพทางการเมืองและทางเศรษฐกิจก็จะเกิดขึ้น ความรุ่งเรืองมั่งคั่งก็จะตามมา คุณธรรมจริยธรรมโดยจิตสำนึกจะทำให้สังคมเกิดความเชื่อถือระหว่างกัน การอบรมสั่งสอนธรรมาภิบาลอย่างปรัชญาที่เกิดในทุกภาคส่วนจึงเป็นการลงทุนทางสังคมที่คุ้มค่า

สรุป

ธรรมาภิบาลมิใช่เพียงชุดคุณธรรม 6 ประการ การเข้าใจจะต้องคิดด้วยวิจารณญาณ การวิเคราะห์ วิจักษ์และวิธานเพื่อให้การอบรมสั่งสอนเหมาะสมตามกระแสปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางที่เน้นการสร้างสรรค์ การปรับตัว การร่วมมือ และการแสวงหา อันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมที่ดี

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018