ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ…

กระบวนทรรศน์กับเกณฑ์ความจริง
เกณฑ์ความจริงในกรอบของญาณวิทยาว่าด้วยเกณฑ์ความจริง มีได้ 3 เกณฑ์ใหญ่ คือ

  1. เกณฑ์สมนัย (Correspondence Criterium) คือ ความสอดคล้องกันระหว่างความรู้กับความเป็นจริง
  2. เกณฑ์สหนัย (Coherence Criterium) คือ ความสอดคล้องกันระหว่างความรู้ข้อหนึ่งกับทุกๆข้อในระบบเดียวกันตามหลักตรรกศาสตร์
  3. เกณฑ์อัชฌัตติกญาณ (Intuition Criterium) คือ ความเห็นแจ้งว่าจริงตามระดับอัชฌัตติกญาณของแต่ละบุคคล

เกณฑ์สมนัยมีจุดอ่อนตรงที่ว่า ความสอดคล้องเป็นความรู้สึกอัตนัย (subjective feeling) ซึ่งมักจะไม่ตรงกันระหว่างบุคคล เหมือนการปรุงอาหารที่คนหนึ่งได้รสพอดีแล้ว อาจจะไม่พอดีสำหรับคนอื่น ต่างคนต่างต้องการเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมมากน้อยกว่ากัน

ส่วนเกณฑ์สหนัยก็มีจุดอ่อนตรงที่แต่ละระบบความรู้มีความสมนัยเฉพาะระบบ เหมือนพลร่ม 5 คนกระโดดร่มลงมาพร้อมกัน ร่มชูชีพอาจจะไม่กางเลยสักชุดเดียว และทั้ง 5 คนนั้นเกาะกันแน่น ถ้ารอดก็รอดกันหมดทั้งทีม ถ้าตายก็ตายหมดทั้งทีม ความสหนัยจึงรับรองได้แต่เพียงว่าถ้าจริงก็จริงกันทั้งระบบ ถ้าไม่จริงก็ไม่จริงกันทั้งระบบ แม้บางข้ออาจจะเจริงก็ไม่สามารถช่วยทั้งระบบได้

เกณฑ์อัชฌัตติกญาณก็เป็นความแน่ใจเฉพาะตัวเช่นกัน คนอื่นอาจจะยอมรับได้ด้วยศรัทธา เพื่อบรรลุถึงความจริงด้วยตนเองเฉพาะตัวอีกคนหนึ่ง

เมื่อย้อนทบทวนด้วยปรัชญากระบวนทรรศน์ จะมองเห็นว่า แต่ละกระบวนทรรศน์มิได้ใช้เพียงเกณธ์ความจริงในกรอบญาณวิทยา แต่มีเกณฑ์อื่นเข้ามาเป็นหลักด้วย ได้แก่

  1. กระบวนทรรศน์ดึกดาบรรพ์ มีเกณฑ์เดียว คือ การเปิดเผยจากเบื้องบน (divine revelation) หรืออ้างได้ว่าได้รับการเปิดเผยจากเบื้องบน
  2. กระบวนทรรศน์โบราณ มีเกณฑ์เดียว คือ คำชี้ขาดของเจ้าสานักของตน ท่านตรัสไว้ดีแล้ว (Ipse dixit)
  3. กระบวนทรรศน์ยุคกลาง มีเกณฑ์เดียวคือ ความสุขในโลกหน้า คำสอนที่เชื่อว่าจะนำไปสู่ความสุขในโลกหน้าได้แน่นอนย่อมมีความจริงเด็ดขาด
  4. กระบวนทรรศน์นวยุค มี 2 เกณฑ์แข่งขันกัน คือประสบการณ์นิยมและเหตุผลนิยม (1) ประสบการณ์นิยมเช่นในประสบการณ์จากการรับรู้ของประสาทสัมผัส แต่ก็มีจุดอ่อนที่แก้ไม่ตกว่าเราเคยมีประสบการณ์ส่วนตัวว่า เคยถูกประสบการณ์หลอกลวงผิดหวัง แม้จะเป็นประสบการณ์ร่วมของคนทั้งโลก เช่น คนทั้งโลกเคยเชื่อว่าโลกแบน แต่โลกก็มิได้แบนจริงตามประสบการณ์ ทำให้สรุปได้ว่าประสบการณ์ที่หลอกลวงและจับไม่ได้คงมีอีกมาก ส่วน (2) เหตุผลนิยมขึ้นกับกระบวนการ 2 กระบวนการ คือ เกณฑ์สมนัยและเกณฑ์สหนัย ซึ่งก็มีจุดอ่อนตามที่ได้ชี้แจงไว้ข้างบน
  5. กระบวนทรรศน์หลังนวยุค เริ่มจากคานท์ได้วิเคราะหืและวิจารณ์เกณฑ์ความจริงในอดีตทั้งหมดด้วยทฤษฎีโครงสร้างของปัญญา (Mental categories) โดยสรุปว่า ความรู้วิชาการพูดอยู่ 4 เรื่องคือ ประสบการณ์ กฎ สาเหตุ และเหตุผล ซึ่งเป็นผลงานของปัญญาและเราก็ถูกปัญญาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่รู้ความจริงที่ตรงกับความเป็นจริง ทำให้เกิดลัทธิทางญาณปรัชญาเพื่อให้ใช้เป็นเกณฑ์ชั่วคราวไปพลางๆ ก่อน เช่น ลัทธิอุมดการณ์นิยม ลัทธิปฏิบัตินิยม ลัทธิอัตถิภาวนิยม ลัทธิหลังนวยุค เป็นต้น


ปรัชญาไทยน่าจะยอมรับความจริงว่าเกณฑ์ความจริงหาทางลงตัวให้เป็นที่พอใจแก่ทุกฝ่ายยาก จึงน่าจะลองใช้เกณฑ์ของหลังปฏิบัตินิยม (post-pragmatism) อันเป็นกระแสหลังนวยุคแบบอเมริกัน คือ เปิดทางรับทุกกระแสที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม ด้วยหลักการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ แสวงหาสิ่งที่ดีกว่า ๆ เรื่อยไป

นักปรัชญาหลังนวยุคสุดขั้ว (extreme postmodernist) ได้ชื่อด้วยว่านักหลังโครงสร้างนิยม (extreme post-structuralist) เพราะไม่เชื่อว่าโครงสร้างใด ๆ จะสามารถค้ำประกันความจริง เพราะแม้แต่ความหมายของภาษาก็ลื่นไหลไม่รู้จักหยุด เปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อย ๆ จึงไม่เชื่อว่าเกณฑ์ความจริงจะมีได้จริง แต่นักหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodernist) ยังเชื่อว่าภายใต้ความไม่ลงตัวของของความหมายของภาษานั้นเอง ปัญญาของมนุษย์ก็ยังสามารถสร้างเกณฑ์ความจริงให้น่าเชื่อถือได้อยู่ โดยเน้นความสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างจริงจังจากการวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน จนได้การสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหาโลกุตรธรรม


นักหลังนวยุคสายกลางวิเคราะห์พบจุดอ่อนในอดึตว่า

  1. กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ เชื่อเกณฑ์การเปิดเผยจากเบื้องบน(the divine)โดยขาดเทคนิคการตีความ
  2. กระบวนทรรศน์โบราณเชื่อเกฑ์เจ้าสำนักสอน โดยไม่คำนึงถึงขีดจำกัดของเจ้าสำนักแต่ละสำนัก
  3. กระบวนทรรศน์ยุคกลาง เชื่อคัมภีร์ตามตัวอักษรโดยขาดเทคนิคการตีความภาษาศาสนา
  4. กระบวนทรรศน์นวยุค เชื่อระบบเครือข่าย (logocentrism) อย่างบกพร่อง คือ เชื่อปมข่าย (net junction) และใยข่าย (net line) เท่านั้น
  5. กระบวนทรรศน์หลังนววยุคสุดขั้วจึงปฎิเสธระบบเครือข่ายทั้งหมดแบบเทกระจาด

ในขณะที่แนวคิดของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางเลือกที่จะไม่เทระบบเครือข่าย แต่ใช้นโยบาย reread all, reject none ย้อนอ่านหมด ไม่ลดแต่เพิ่มตาข่าย (neteye) เพื่อเสริมปมข่าย (netpoint) และใยข่าย (netline) โดยใช้เกณฑ์พัฒนาคุณภาพชีวิตสู่ความสุขตามสัญชาตญาณโดยผ่านการกลั่นกรองทางปัญญา

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018