ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ…

การเสวนาให้เกิดผลดีแก่ผู้ร่วมสนทนาทุกฝ่าย ต้องมีศีลเสมอกันละก็พูดกันรู้เรื่องง่าย

มิฉะนั้นก็มีแต่เสียเวลาพูดกันไม่รู้เรื่อง

กีรติ บุญเจือ, 2562

ชาติในอาเซียนส่วนใหญ่ต่างก็มีอารยธรรมที่อวดได้ว่าเป็นอารยธรรมประจำชาติ แสดงออกเป็นวัฒนธรรมประจำชาติได้อย่างมีความหมาย อารยธรรมเป็นสิ่งผู้คนต่างหวงแหนปกปักษ์รักษา แต่วัฒนธรรมติชมกันได้ ตัวอย่างเช่น รัฐบาลเวียดนามมีนโยบายสังคมนิยมแบบเวียดนามเพราะมีอารยธรรมเวียดนามเป็นฐาน รัฐบาลมาเลเซียมีนโยบายภูมิบุตรเพราะมีอารยธรรมมาเลย์เป็นฐาน ฯลฯ ไทยเรามีนโยบายสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็น
วัฒนธรรม ไม่มีอารยธรรมไทยเป็นฐานเหมือนชาติอื่น ๆ ถือว่าไม่เสมอกัน พูดกันหลายเรื่องไม่รู้เรื่องกัน ไม่รู้ว่าทาไม ก็เพราะความปกติที่ไม่เท่ากันนี้เป็นเหตุสาคัญ หากรู้ก็ต้องแก้ที่สาเหตุ ถ้าไม่รู้ ก็แล้วไป ปล่อยไปตามยถากรรม ตามบุญตามกรรม ตามดวงตามชะตาของประเทศและชาติ

ประเด็นนี้มีปัญหาแม้แต่ภายในประเทศของเราเอง เพราะเราเจ้าของประเทศด้วยกัน ก็ยังมีความคิดไม่เสมอกัน เราจึงวุ่นวายกันไม่รู้จบ เรียกว่า “ศีลไม่เสมอกัน” เพราะเราเชื่อว่าเราไม่มีอารยธรรมที่อ้างได้ว่าเป็นอารยธรรมแห่งชาติเหมือนอย่างที่ชาติอื่นเขามีกัน จะเห็นได้ว่าเรามีแต่กระทรวงวัฒนธรรม ไม่มีกระทรวงอารยธรรมซึ่งน่าจะมีมากกว่ากระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงวัฒนธรรมของเราเองก็ยังไม่กล้าระบุว่ากระทรวงวัฒนธรรมไทย เพราะเรามีแต่วัฒนธรรมล้านช้าง วัฒนธรรมลานนา วัฒนธรรมลุ่มน้ำเจ้าพระยา(ภาคกลาง) วัฒนธรรมปักษ์ใต้ ไม่มีใครระบุได้ว่าวัฒนธรรมไทยอยู่ตรงไหน เอามารวมกันรึ มันก็หมดรูปเสียวัฒนธรรม

บนหลักการคิดอย่างเป็นระบบย่อมไม่ใช่อย่างนั้น มันต้องสร้างฐานร่วมระดับอารยธรรม และเมื่อเป็นอารยธรรมก็ไม่ใช่วัฒนธรรม แต่เป็นฐานรองรับวัฒนธรรมอีกทีหนี่ง เหมือนฐานพระพุทธรูป ไม่ใช่องค์พระพุทธรูป แต่เป็นส่วนที่ทาให้พระพุทธรูปมั่นคงและมีศรีมีสง่า วัฒนธรรมของเราขาดส่วนสาคัญส่วนนี้ และยังไม่มีใครเห็นความสำคัญและยังไม่มีใครคิดจะทำ เรามุ่งพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พัฒนาคน แต่ไม่ได้มองว่าพื้นฐานอารยธรรมเป็นส่วนสำคัญของคนและสังคม

ปัญหาของพลเมืองของเราในปัจจุบันนั้นเป็นอย่างที่คนโบราณท่านเปรียบเทียบเหมือน “ตาบอดคลำช้าง” แต่คนของเรามิได้ตาบอด ตัวปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตาบอดหรือตาดี แต่อยู่ที่เราไม่มีความรู้องค์รวมเป็นตัวตั้ง ปัญหาของคนตาบอดที่ถูกอุปโลกน์ให้เป็น “ผู้เชี่ยวชาญ” เรื่องช้าง โดยไม่มีโอกาสได้รู้เรื่องช้างองค์รวมเสียก่อน ปัญหาเช่นนี้แก้ง่ายนิดเดียว แต่ไม่มีใครคิดทำ นั่นก็คือให้คนตาบอดทุกคนได้มีโอกาสคลำช้างทั้งตัวเสียก่อนแล้วจึงค่อยให้ทำหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้าง

การแก้ปัญหาจุดอ่อนของพลเมืองไทยไม่ว่าจะเป็นคนในรุ่นใดก็ไม่ยากเช่นกัน นั่นคือ แสวงหาปรัชญาไทยที่เหมาะสมเป็นองค์รวม ให้ทุกคนได้มีโอกาสรู้องค์รวมแห่งอารยธรรมไทย ต่อไปค่อยมอบหมายหน้าที่พลเมืองดีให้แบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ ในความเป็นจริงของประเทศไทยขณะนี้ เรามีพลเมืองที่มีบรรพบุรุษจากหลายเชื้อชาติ หลักสูตรการศึกษาของเราวางรากฐานอย่างสากล จึงเน้นวิทยาศาสตร์ ต่างก็เป็นเหมือนให้ตาบอดคลำเฉพาะสีข้างช้างอย่างเดียวแล้วให้รับผิดชอบดูแลช้างทั้งตัวซึ่งมี “มันสมอง” ด้วย

เราไม่ได้ให้เยาวชนของเรารับรู้ว่าเรามีปรัชญาไทยแบบไทยสยามมาก่อนรับพระพุทธศาสนาซึ่งมีปรัชญาแบบอารยันเป็นฐานและเราก็ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องนับถือพระพุทธศาสนา แต่กฎหมายไทยระบุให้ 5 ศาสนาเป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ นี่เป็นอารยธรรมของเราโดยเฉพาะ แต่เรามิได้สนใจพัฒนาและเอามาสอน เราสอนให้จำกันเท่านั้น แต่ถ้าสอนให้ถูกต้องอย่างน้อยเพื่อให้เข้าใจความเป็นไทยอย่างองค์รวม (holistic Thai) ที่เรียกว่า ปรัชญาไทยที่มีระบบปรัชญาเป็นฐานอย่างชัดเจน

ตามปกติคนไทยจะเรียนรู้ใช้ภาษาไทยก่อนเรียนรู้ใช้ภาษาอารยัน (ภาษาบาลี สันสกฤต กรีก ลาติน) ภาษาไทยเป็นภาษาวรรณยุกต์ เน้นอารมณ์ของเสียง ดังนั้นผู้ใช้ภาษาไทยจึงมีนิสัยที่ชอบเอาความสุนทรีเป็นหลัก ส่วนกฎและเหตุผลเป็นของเสริม มีบ้างก็ดี แต่อย่าลืมว่าความสุนทรีมิได้หมายความว่า ต้องงามเสมอไป ไม่งามก็สุนทรีได้ คือ แปลกใหม่ และน่ายกย่องก็สุนทรีได้พอ ๆ กับงาม กฎและเหตุผลโดยรับรู้จากภาษาอารยันเข้ามาเสริม จึงมีความสาคัญระดับรอง บางคนได้เรียนรู้ความรู้และแนวคิดแบบภาษาอารยัน ก็ประทับใจจนเกิดความหลงใหลในเสน่ห์ของภาษาอารยันจนลืมเสน่ห์ที่แฝงอยู่ในภาษาตระกูลวรรณยุกต์อย่างภาษาไทย ก็อาจจะกลุ้มใจจนถึงกับประณามรุนแรงโดยลืมไปว่า ภาษาตระกูลวรรณยุกต์ก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบหนึ่งซึ่งเราไม่ควรทิ้งขว้างไม่ว่าด้านใด แล้วจะทำได้อย่างไรจึงจะแนบเนียน นี่ก็คือ เสน่ห์ของปรัชญาไทยที่จะต้องเกิดขึ้นจากการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างความคิดแบบอารยันกับความคิดแบบภาษาวรรณยุกต์ ความร่วมสมัยของคนไทยมีข้อคำนึงได้แก่

  1. วัฒนธรรมไทยปัจจุบันประกอบด้วยวัฒนธรรมไทยดั้งเดิมซึ่งมีฐานมาจากภาษาไทที่ใช้ไวยากรณ์ของกลุ่มภาษาเน้นวรรณยุกต์ (tonic language) ผสมผสานกับปรัชญาอารยันที่ได้มาจากพระพุทธศาสนาและปรัชญาอารยันตะวันตกที่เริ่มจากอาริสโตเติล (Aristotle) ซึ่งพัฒนาเป็นวิชาการตะวันตกที่ผู้รู้ของเราไปศึกษาเรียนรู้และส่งเสริมจนเป็นองค์ความรู้ของชาติในปัจจุบัน
  2. คำสอนของพระมหาสมณโคดมของพระพุทธศาสนามีบันทึกอยู่ในพระไตรปิฎกเป็นหลัก แต่ตีความกันได้ไม่รู้จบ เพราะเป็นองค์ความรู้ที่แฝงความหมายไว้มาก การตีความจากคัมภีร์บาลีตรง ๆ ถือเป็นปรัชญาอารยันตะวันออก ส่วนปรัชญาอารยันตะวันตกต่างก็เอาปรัชญาของอาริสโตเติล ผู้ใช้ภาษาอารยันกรีกเป็นหลัก ซึ่งก็เสริมด้วยการตีความผ่านภาษาลูกหลานอารยันเช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ซึ่งทำกันเรื่อยมาจนทุกวันนี้
  3. ผู้ใช้ภาษาอารยันจนเคยชินย่อมมีแนวโน้มที่จะคิดอะไรตามแบบอารยัน (Aryan way of thinking) คือ เน้นความเข้าใจจนแจ่มแจ้งและชัดเจนด้วยการวิเคราะห์และพิสูจน์จนน่าเชื่อ
  4. คนไทยที่ใช้ภาษาไทยจนเคยชินย่อมมีแนวโน้มที่จะคิดอะไรแบบภาษาวรรณยุกต์ คือ สนใจความสุนทรีมากกว่าความเข้าใจและความน่าเชื่อด้วยเหตุผล ซึ่งมักจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญ คนไทยที่เคยชินทั้ง 2 ตระกูลภาษา พอ ๆ กันก็จะรู้สึกงง ๆ และเคว้งคว้าง ไม่รู้จะเอาอย่างไรกับตัวเองถึงจะวางหลักปักฐานระบบความคิดของตนได้ ในระหว่างนี้ก็ได้แต่จำคำพูดของคนอื่น (เจ้าสำนัก-ผู้รู้) มาใช้ไปพลาง ๆ ก่อน

การคิดถึงปรัชญาไทยร่วมสมัยจะเกิดขึ้นและลงตัวได้ หากเราทำใจได้ ด้วยระบบการศึกษาของไทยซึ่งก็เป็นไปตามระบบสากล เราจึงสนใจเหตุผลอย่างอารยัน ดังนั้น ความร่วมสมัยนี้จึงควรยอมให้ความคิดแบบอารยันเป็นโครงร่างและแต่งเติมเสริมต่อด้วยความสุนทรีแบบวรรณยุกต์ เราจะได้ปรัชญาไทยร่วมสมัยที่เป็นฐานให้สร้างอารยธรรมไทยได้อย่างมีคุณค่าและมั่นคง มิใช่การตั้งปรัชญาไทยเพราะจะเสริมสร้างลัทธิชาตินิยม หรือแค่ปลุกใจให้คนรักชาติ ซึ่งเป็นเรื่องของกระบวนทรรศน์สมัยใหม่ซึ่งตอนนี้ก็ล้าสมัยไปเพราะความสุดขั้วของการรักชาติอย่างไม่เข้าใจในอารยธรรมของตน อีกทั้งทำให้คนรุ่นใหม่ถามหาเหตุผลในความเป็นไทยที่ตอบกันไม่ได้ แต่เมื่อมีปรัชญาไทยร่วมสมัย ปัญหาร่วมสมัยเช่นนี้ก็จะได้เริ่มคลี่คลายตั้งแต่ภายในชาติของเราเสียก่อน แล้วเราก็จะพูดคุยกับชาติอาเซียนอื่น ๆ อย่างมีจุดยืนเหมือนอย่างที่เขามีกัน

One response to “Contemporary Thai Philosophy is not Nationalism”

  1. ภูฤๅษี Avatar
    ภูฤๅษี

    คุณธรรม ๖ ประการที่ทำให้คิดถึงถึงกัน ได้แก่ ๑. เมตตากายกรรม ๒. เมตตาวจีกรรม ๓. เมตตามโนกรรม ๔. ความเป็นผู้รู้จักให้ปัน ๕. ทิฏฐิสามัญญตา (มีความเห็น/ความรู้ความเข้าใจเสมอกัน) ๖. ศีลสัญญตา (มีศีล/ความประพฤติเสมอกัน)

    Like

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018