ศ.กีรติ บุญเจือ…

ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ความงามและสุนทรียธาตุอื่นๆ มิใช่เป็นคุณสมบัติของศิลปกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ในธรรมชาติได้ด้วย เช่น พระอาทิตย์ตก ในที่บางแห่งอาจจะงามและน่าทึ่งอย่างมาก การถกปัญหาเรื่องสุนทรียธาตุในปรัชญากินความรวมถึงสุนทรียธาตุในทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ถือว่ามีสุนทรียธาตุได้ ไม่ว่าจะเป็นความงามตามธรรมชาติ (natural beauty) หรือความงามในศิลปกรรม (artistical beauty) ความน่าเกลียดน่ากลัวในจินตนาการ ความน่าทึ่งในศรัทธาต่อคาสอนของศาสนา ฯลฯ ล้วนเป็นสุนทรียธาตุทั้งสิ้น

ลัทธิอัตนัยนิยม (subjectivism)

ลัทธิอัตนัยนิยมมีความเห็นว่าสุนทรียธาตุมิได้มีจริงๆ แต่มนุษย์เรากำหนดกันขึ้นมาเอง มาตรการตัดสินสุนทรียธาตุจึงไม่ตายตัว แล้วแต่ว่าคนใดจะมีรสนิยมอย่างไรก็กำหนดเอาอย่างนั้น ผู้ที่มีความคิดเห็นเช่นนี้รุ่นแรกเท่าที่เราทราบ ได้แก่ ชาวโซฟิสท์
ในยุคกรีกโบราณ ซึ่งถือหลักการว่า “Man is the measure of all things.” (คนเป็นมาตรการวัดทุกสิ่ง) เพราะฉะนั้นความงามและสุนทรียธาตุอื่นๆ ย่อมขึ้นกับรสนิยมของแต่ละบุคคล ในยุคหลังมีผู้ให้ความหมายสำคัญ ได้แก่


1) รีเชิดส์ (I.A. Richards 1893-1979) กล่าวว่า หน้าที่ของศิลปะมิใช่สอนหรือชี้แจงลักษณะของสิ่งของแต่ประการใดเลย เพราะหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของวิทยาศาสตร์โดยตรง ศิลปะไม่อยู่ในฐานะที่จะทำหน้าที่สอนได้ดีเหมือนวิทยาศาสตร์ หน้าที่โดยตรงของศิลปะก็คือทำให้เกิดสุขภาพจิตแก่ผู้ที่สามารถมีประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ นั่นคือ มีหน้าที่ตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาของผู้ชม ผู้ชมมีความต้องการอะไร ศิลปะก็มีหน้าที่จะตอบสนอง หรือพูดอย่างรัดกุมได้ว่า ศิลปกรรมก็คืองานสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ชมในแต่ละกาละและเทศะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรการตัดสินสุนทรียธาตุไม่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการทางจิตวิทยาของผู้ชม

2) ซันเตอยาเนอ (George Santayana 1863-1952) นิยามความงามว่าเป็นความรู้สึกพึงพอใจที่แสดงออกมาในวัตถุ “The feeling of beauty objectified” นั่นคือ ลักษณะอัตนัยของศิลปะสำหรับซันเตอยาเนอขึ้นอยู่กับจิตวิทยาของศิลปิน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับจิตวิทยาของผู้ชมอย่างคำสอนของรีเชิดส์

3) ออร์เตกา (Ortega y Gasset 1883-1955) กล่าวว่า สุนทรียธาตุถือได้ว่าเป็น “ultra-object” (สิ่งเหนือธรรมดา) นั่นคือ เป็นความเป็นจริงของผู้มีประสบการณ์สุนทรียะของแต่ละค

ทฤษฎีแทรกอารมณ์ (theory of empathy)

นักปรัชญากลุ่มหนึ่ง ที่สาคัญได้แก่ ลิปส์ (Theodore Lipps 1851-1914) และลี (Vernon Lee 1856-1935) เสนอทฤษฎีแทรกอารมณ์ (theory of empathy) นั่นคือ อธิบายว่า สุนทรียธาตุเกิดจากการที่ศิลปินหรือผู้ชมแทรกความรู้สึกของตนเข้าไปในศิลปกรรม ดังนั้น ศิลปกรรมชิ้นเดียวกัน ตัวศิลปินเองและผู้ชมต่างก็มีประสบการณ์สุนทรียธาตุได้ต่างกัน อาจจะตรงกันมากน้อยเท่าไรก็ได้

ลัทธิปรนัยนิยม (objectivism)

ลัทธิปรนัยนิยมถือว่าสุนทรียธาตุมีจริงโดยไม่ขึ้นกับความคิดของมนุษย์ สุนทรียธาตุมีมาตรการตายตัวแน่นอนในตัวเอง แม้ไม่มีใครรู้มาตรการนั้นเลย สุนทรียธาตุก็ยังเป็นสุนทรียธาตุอยู่นั่นเอง การที่มนุษย์เราตัดสินไม่เหมือนกันในเรื่องนี้ ก็เพราะว่ายังมีการ
ตัดสินผิดพลาดกันอยู่มาก มาตรการที่แท้จริงจะต้องมีมาตรการเดียว ในเมื่อคนหลายคนตัดสินความงามไม่ตรงกันนั้น อาจจะเป็นได้ว่าไม่มีใครตัดสินถูกเลย ถ้าจะมีมาตรการที่ถูกต้องก็จะต้องมีมาตรการเดียวเท่านั้น มาตรการอื่น ๆ ล้วนแต่ผิดพลาดทั้งสิ้น
ปัญหาจึงมีต่อมาว่ามาตรการปรนัยที่ว่ามานี้ได้แก่อะไร สุนทรียธาตุมีมาตรฐานอยู่ที่ไหน เรามีทางจะรู้ได้หรือไม่ ผู้ที่คิดว่ามีสุนทรียธาตุมาตรฐานแต่เราไม่มีทางจะรู้ได้นับว่าถือลัทธิวิมัตินิยม ส่วนผู้ที่อ้างว่ามีและมนุษย์เราสามารถรู้ได้ก็มีหน้าที่จะต้องชี้แจงให้เห็นจริงว่าอะไรเป็นมาตรการของความงามมาตรฐาน พวกนี้มีความคิดต่างๆ กันมากมายตามระบบปรัชญาบริสุทธิ์ที่
ตนรับนับถือ ดังจะยกที่นับว่าสำคัญมาบรรยายไว้พอเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้


1) เพลโทว์ (Plato 428-424 BC) ถือว่าความงามมาตรฐานมีอยู่อย่างปรนัยในโลกแห่งมโนคติ ศิลปินมีความสามารถในการระลึกถึงความงามมาตรฐานได้ใกล้เคียงมากเป็นพิเศษ จึงพยายามถ่ายทอดโดยใช้สื่อต่างๆ กัน เมื่อผู้ชมได้ชมศิลปกรรมจะระลึกความงามมาตรฐานเดียวกันนั้นในระดับต่างๆ กัน (โปรดดูอภิปรัชญาและญาณปรัชญาของเพลโทว์ประกอบ) อย่างไรก็ตามเพลโทว์ให้แยกสุนทรียธาตุออกจากมายาหลอนประสาทที่ช่างเทคนิคใช้ล่อใจให้หลงใหลติดใจ เพลโทว์ถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการอบรมศึกษาพัฒนาตน เพราะเมื่อติดข้องแล้วก็ไม่สนใจเข้าถึงโลกแห่งมโนคติ

2) แอเริสทาทเถิล (Aristotle 384-322 BC) ถือว่าความงามอยู่ที่ความกลมกลืนของสัดส่วนต่างๆ เพราะสัดส่วนทาให้เกิดการผ่อนคลายของประสาทและอวัยวะต่างๆ ความยิ่งใหญ่ของศิลปินจึงอยู่ที่ความสามารถค้นพบความกลมกลืนนี้มาถ่ายทอดลงในสื่อ

3) เฮเกล (Friedrich Hegel 1770-1831) ถือว่าความงามเป็นลักษณะของจิตอสัมพัทธ์ ผู้ใดได้ฝึกสมรรถภาพทางจิตให้
สุขุม ก็จะสามารถล่วงรู้ถึงความงามของจิตได้

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018