อ.ดร.สิริกร อมฤตวาริน

การตีความแบบหลังนวยุค (hermeneutics according to postmodern approaches) ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างของความเป็นจริงที่อยู่ใกล้ตัว จึงมองคำบนฐานคำ ซึ่ง “พระอินทร์” เป็นคำในภาษาอารยันมุ่งเน้นการเข้าใจบนฐานไวยากรณ์ภาษาอารยัน อันได้แก่ ภาษาศึกษิต

ภาษาศึกษิต คือ ภาษากรีก ลาติน บาลี และสันสกฤต และภาษาลูกคือ อังกฤษ เป็นต้น โดยทำความเข้าใจความเป็นจริงของคำ ได้แก่ นาม (noun) สรรพนาม (pronoun) กริยา (verb) คุณศัพท์ (adjective) วิเศษณ์ (adverb) บุพบท (preposition) คำเชื่อม (conjunction) อุทาน (interjection) รวม 8 ประเภท

คำว่า พระอินทร์ เป็นคำนาม จึงต้องตีความเพื่อหาภววิทยาด้วยคำ (text) บริบท (context) และการตีความบนฐานปรัชญาอารยัน วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เพื่อสร้างครอบฟ้าความรู้ใหม่เกี่ยวกับพระอินทร์ เป็นการประสานขอบฟ้า (fusion of horizons) นั่นคือ ขอบฟ้าของตัวบทจะเข้ามาผสานและขยายขอบฟ้าของผู้อ่าน ทำให้มีมุมมองกว้างขึ้นในระดับอัตถิภาวะ เป็นการท้าทายคติการตีความดั้งเดิมซึ่งแยกระหว่าง “ตีความ-เข้าใจ-ประยุกต์” มาเป็นเข้าใจในสารัตถะของคำอย่างแท้จริงเพื่อให้ได้ความเข้าใจ กระบวนทรรศน์หลังนวยุคนิยมที่จะปลดเปลื้องความหมายของภาษาให้พ้นไปจากพันธะ ตีความ-เข้าใจ-ประยุกต์ โดยการรื้อถอดความหมาย และคัดเอาความหมายที่ติดข้องอยู่กับเหตุผลและระบบออกทิ้งไปให้เหลือแต่ความหมายที่มีคุณค่าจริง ๆ ไว้ จากนั้นจึงค่อยพิจารณาว่าความเข้าใจเรื่องในอดีตนั้นมีความหมายต่อสถานการณ์ปัจจุบันอย่างไร

อย่างไรก็ตาม การตีความต้องตีความจากภาษาที่ใช้สื่อจึงจะได้ความหมายที่นำไปสู่ความรู้ในด้านต่างๆ คนไทยใช้ภาษาไทยมาแต่ต้น ก่อนที่จะรับอิทธิพลจากภาษาสันสกฤตที่มากับการรับนับถือศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธนิกายมหายาน อิทธิพลต่อมาจากภาษาบาลีที่มากับการรับนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ภาษาบาลีและสันสกฤตเป็นภาษาพี่น้องกันในตระกูลภาษาอารยันจึงมีโครงสร้างไวยากรณ์ที่เหมือนกันมากที่สุด (กีรติ บุญเจือ, 2562)  แม้จะเข้าใจ“พระอินทร์” จากภาษาอารยัน แต่ผู้อ่านในที่นี้ ใช้ภาษาไทย จึงควรตีความตามผู้อ่าน นั่นคือ ตีความบนฐานอารยธรรมไทยเพื่อสะท้อนปรัชญาไทย วัฒนธรรม ความเชื่อ มุมมองและวิธีคิดของผู้ใช้ภาษาไทยอีกด้วย ดังนั้น การตีความพระอินทร์แบบหลังนวยุคจึงควรตีความบนฐานภาษาอารยันและภาษาไทยเพื่อมีระดับความเข้าใจ “พระอินทร์” ว่าหมายถึงอะไร และมีความหมายหรือมีคุณค่าสำหรับคนไทยเพียงไร และมีวิจารณญาณถึงมุมมองที่พระอินทร์มีต่อโลก โครงสร้างที่มีมาก่อนนี้เป็นความยึดโยงที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ ในโลก ในความหมายของความเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในโลกเพื่อขยายขอบฟ้าความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

การตีความบนฐานปรัชญาอารยัน

ปรัชญาอารยันสามารถตีความบนฐานภาษาอารยันที่เน้นไวยากรณ์ เรียกว่า ภาษาไวยากรณ์ (grammar language) การตีความบนฐานปรัชญาอารยันจึงมุ่งเน้นการเข้าใจบนความหมายของคำที่ได้จากแนวคิดพราหมณ์ฮินดูและพุทธศาสนา ซึ่งแสดงถึงสารัตถะในเชิงเทววิทยา เพื่อแสดงคุณค่าของพระอินทร์โดยอาศัยการตีความตัวบทและวรรณกรรมเป็นสำคัญ

พระอินทร์ มาจากคำบาลี  “อินฺท” (อิน-ทะ) รากศัพท์มาจาก อิทิ (ธาตุ = เป็นใหญ่ยิ่ง) + นิคหิตอาคม + อ ปัจจัย, แปลงนิคหิตเป็น น, ลบสระที่สุดธาตุ ดังนี้

: อิทิ > อึทิ (อิง-ทิ) > อินฺทิ > อินฺท + อ = อินฺท แปลว่า “ผู้กระทำความเป็นใหญ่ยิ่ง” หมายถึง พระอินทร์, ผู้เป็นเจ้า, ผู้เป็นหัวหน้า, พระราชา, ผู้ปกครอง

การตีความที่ได้จากคำแปลตามศัพท์และความหมาย จะพบว่า พระอินทร์ คือ ผู้กระทำความเป็นใหญ่ยิ่ง จึงมี 2 นัย สำคัญที่เป็นฐานคิดเพื่อเข้าใจเกี่ยวกับพระอินทร์ คือ ความเป็นใหญ่ และ ผู้เป็นใหญ่ จึงสามารถตีความเพื่อเข้าใจและอธิบายขยายความได้ดังนี้

ความเป็นใหญ่

ความเป็นใหญ่  ย่อมตีความได้ว่าเป็น the great, greatness การเน้นภาวะของการดำรงอยู่ของคุณธรรม ความดีงาม เป็นคุณ เป็นประโยชน์ในระดับสูง เป็นนามธรรม เป็นสิ่งที่ถูกสรรเสริญ และสนใจในฐานะ ความเป็นพระอินทร์ คือ การกระทำหน้าที่และความรับผิดชอบที่เป็นคุณแก่โลก ซึ่งจะเห็นได้ว่าพระอินทร์ตามคัมภีร์พระเวทชั้น ฤคเวท เป็นเทพเจ้าแห่งลมฟ้าอากาศ บันดาลให้เกิดฝนตกต้องตามฤดูกาล บันดาลให้พืชพรรณงดงาม เป็นผู้ยังชีวิตให้ดำรงอยู่ ชอบช่วยเหลือสรรพสัตว์  พระอินทร์เป็นผู้นำเหล่าเทพเจ้าให้ไปกำจัดอสูรร้ายที่ตั้งใจเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้แก่โลกมนุษย์ ดังเช่นที่ทรงทำการปราบอสูรนาม วฤตราสูร ซึ่งทำให้ไม่มีฝนตกสู่โลก จนได้ชัยชนะ ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล แหล่งน้ำ ทะเลและมหาสมุทรเกิดความอุดมสมบูรณ์ พระอินทร์ทรงคุ้มครองผู้ที่กระทำความดีอยู่เสมอ ปกป้องดูแลโลกให้พ้นจากสิ่งอันตรายเลวร้ายต่างๆ ถ้าใครตกทุกข์ได้ยากหรือพลัดพรากจากกัน ก็ช่วยจัดการให้ได้พ้นทุกข์หรือได้พบปะกัน  ทรงบริบาลจักรวาลให้เป็นสุขอยู่เป็นนิจ ดังความตามคัมภีร์ฤคเวช

“….ผู้กระทำให้มีซึ่งตะวันและกาลอรุณรุ่ง ผู้กระทำให้สายน้ำขับเคลื่อน โอ พระอินทร์นั่นแล้ว  พระอินทร์ผู้ปลดเปลื้องโศกาดูรแห่งอนาถาชน ผู้ปลดเปลื้องรัตติกาลด้วยอรุโณทัย ผู้กระทำให้ความไม่สมบูรณ์เป็นความสมบูรณ์…”

ต่อมาในคัมภีร์ฝ่ายไวษณพนิกายได้ชี้ว่า พระอินทร์ได้แสดงความไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง เช่น บันดาลโทสะจึงและบันดาลให้ฝนตกไม่หยุดเพื่อทรมานเหล่าผู้คนที่เสื่อมศรัทธาในพระอินทร์จนโลกเกิดความเดือดร้อน พระกฤษณะ จึงต้องสำแดงเดชยกเขาบังห่าฝนช่วยเหลือผู้คน หรือ การที่พระอินทร์มักจะรบแพ้เหล่าอสูรอยู่บ่อยครั้ง และมักมีเรื่องเล่าในทำนองความประพฤติผิดทางกาม เกิดการลักลอบเป็นชู้กับเมียผู้อื่นจนถูกทำโทษ เรื่องเล่าต่างวาระเหล่านี้ทำให้ฐานะผู้เป็นใหญ่ถูกลดระดับลงไปอย่างต่อเนื่อง

ในพระพุทธศาสนาได้แสดงถึงการจะได้เป็นพระอินทร์นั้น จะต้องกระทำการสำแดงความเป็นใหญ่ คือ พิธีอัศวเมธ  1,000 ครั้ง ผลของอานิสงส์นี้จึงจะส่งให้เป็นถึงพระอินทร์ได้ หรือ ในธรรมกถาเรื่องมฆมานพที่บำเพ็ญสัตตวัตตบทและสาธารณกุศลตลอดชีวิตจึงได้บังเกิดเป็นพระอินทร์ เพราะได้เป็นผู้กระทำสิ่งอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งยวดนั่นเอง และเมื่อเป็นพระอินทร์แล้วก็ยังมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุขของมนุษยโลก ยามใดที่มีเรื่องเดือดร้อนขึ้นบนโลกมนุษย์ อาสนะของพระองค์ที่เคยอ่อนนุ่มก็จะแข็งกระด้าง ทำให้ต้องใช้ทิพยญาณตรวจดูและลงมาช่วยเหลืออยู่เสมอ ๆ ดังเช่น ที่ได้ลงมากระทำการดีดพิณถวายพระโพธิสัตว์จนเข้าใจทางสายกลางและบรรลุพระโพธิญาณเป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้ปาวารณาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาตลอดอายุสมัยอีกด้วย พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมยกย่องพระอินทร์ไว้ด้วยว่า ท้าวมฆวะถึงความเป็นผู้ประเสริฐกว่าเทพยดาทั้งหลาย เพราะความไม่ประมาท และ ทรงขันติธรรม คือ เป็นผู้ไม่โกรธ ด้วยทรงถือขันติธรรม อันมีหลักการว่า ผู้ที่มีกำลังและมีธรรมะคุ้มครอง มีสติสงบได้ ชื่อว่า ประพฤติประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น ดังตำนานในพระพุทธศาสนาที่เล่าว่า พระอินทร์ทรงอบรมเทพทั้งหลายให้มีอำนาจเหนือความโกรธ อย่าจืดจางในมิตร อย่าตำหนิผู้ไม่ควรตำหนิ อย่ากล่าวส่อเสียด อย่าให้ความโกรธเข้าครอบงำ อย่าโกรธตอบผู้โกรธ ด้วยความไม่โกรธและความไม่เบียดเบียนมีอยู่ในพระอริยะทั้งหลายทุกเมื่อ เป็นต้น

ผู้เป็นใหญ่

ผู้เป็นใหญ่ ย่อมตีความได้ว่าเป็น leader หรือ chief การเน้นตัวบุคคลในฐานะผู้กระทำ การเน้นบุคคลเช่นนี้ นำไปสู่การระลึกถึงในฐานะ เทวราชผู้เป็นหัวหน้าเทวสภาตามคติพราหมณ์ หรือ เทวดาผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตามคติพุทธ หรือในฐานะบุคลาธิษฐานของผู้เป็นราชา ผู้ปกครอง ซึ่งมีผู้ใต้การปกครองจำนวนมาก ซึ่งพระอินทร์ตามคัมภีร์พระเวทชั้น ฤคเวท เป็นประมุขแห่งทวยเทพ เป็นเจ้าแห่งการสงคราม เป็นผู้องอาจเป็นเลิศ พระอินทร์เป็นใหญ่โดยกำเนิดเนื่องจากเป็นบุตรของเทพบิดรคือ พระกัศยปเทพกับพระนางอทิติ จึงทรงเป็นประมุขแห่งทวยเทพ เป็นประธานเทวสภา  มีอำนาจหน้าที่ปกครองเหล่าคณะเทพ 33 พระองค์ ได้แก่ คณะพระอาทิตย์ 12 คณะพระวสุ 8 คณะพระรุทระ 11 และคณะพระอัศวิน 2 นอกจากนี้ พระอินทร์ยังเป็นผู้ครองอาณาจักรบนสวรรค์ มีปราสาทชื่อ เวชยันต์ มีอุทยานสวรรค์ ประกอบด้วย นันทนะ จิตรลดา ปารุสกะ มีแท่นประทับชื่อ บัณฑุกัมพล และมีช้างชื่อไอราพต ทรงอาวุธวิเศษคือ วัชระ ซึ่งแสดงอำนาจเป็นใหญ่และความอุดมสมบูรณ์ในฐานะแห่งผู้เป็นใหญ่แห่งสวรรค์

          อย่างไรก็ตาม ฐานะผู้เป็นใหญ่ของพระอินทร์ได้ถูกลดระดับลงมาทั้งฐานะและหน้าที่ โดยศาสนาฮินดูที่เน้นคติตรีมูรติได้เน้นให้พระตรีมูรติเป็นใหญ่ คือ พระอิศวรเป็นประมุขสูงสุดแห่งทวยเทพและเป็นประธานเทวสภา พระนารายณ์มีอำนาจหน้าที่อภิบาลมนุษยโลก พระอินทร์จึงเป็นเพียงหัวหน้าเทวดาภายใต้เทวสภา ทำหน้าที่ดูแลจักรวาลและโลกในภาวะปกติเท่านั้น ในพระพุทธศาสนาได้แสดงว่า พระอินทร์เป็นประธานแห่งเทพในชั้นดาวดึงส์ ดังธรรมกถาเรื่องมฆมานพ โดยกล่าวว่า เมื่อมฆมานพได้บังเกิดบนสวรรค์เป็นเทพบุตรหัวหน้าเหล่าเทพบุตรทั้ง 33 พระองค์ ได้ทรงชิงชัยทำสงครามกับอสูรผู้เป็นเจ้าของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันเป็นสวรรค์ชั้นที่ 2 ในกามาวจรภูมิ จนได้รับชัยชนะและได้ ดำรงตำแหน่งเสวยยศเป็นท้าวสักกเทวราช ครอบครองเทพนครอันยิ่งใหญ่กว้าง

การตีความพระอินทร์บนฐานปรัชญาอารยันด้วยปรัชญากระบวนทรรศน์

          ปรัชญากระบวนทรรศน์เป็นการมองแบบแผนความเข้าใจที่มีต่อคำที่สนใจ โดยสนใจความดั้งเดิมและแบบแผนความคิดตามกระแสปรัชญาของมนุษยชาติ ดังนั้น จึงนำมาตีความ “พระอินทร์” ทั้งในฐานะความเป็นใหญ่และผู้เป็นใหญ่ ได้ดังนี้

          พระอินทร์ในกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ คือ ผู้เป็นใหญ่ เป็นอำนาจลึกลับที่ยิ่งใหญ่ ทุกสิ่งอย่างขึ้นแต่น้ำพระทัยของพระอินทร์ ทุกคนต้องเชื่อถือ เคารพ และปฎิบัติตาม เพื่อให้พระอินทร์พอใจและจะได้ประทานความโชคดีหรือชีวิตที่ดีให้ หรืออย่างน้อยก็ไม่ประทานโชคไม่ดีให้ และยำเกรงพระอินทร์ด้วยกลัวว่าท่านจะลงโทษหากทำผิดต่อสิ่งที่พระอินทร์ต้องการ

          พระอินทร์ในกระบวนทรรศน์โบราณ คือ ผู้เป็นใหญ่ที่กระทำความเป็นใหญ่ ผู้อินทร์เป็นหัวหน้าเหล่าเทพ เป็นผู้เป็นใหญ่ เป็นผู้รู้กฎเกณฑ์ กำกับ ดูแล และปกครองจักรวาลให้อยู่ในระเบียบเรียบร้อย มีความสงบสุข เป็นปกติ ให้สรรพสิ่งดำเนินไปตามชะตา พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่จึงมีความเป็น the one ที่มีแต่ความดี สมบูรณ์พร้อม ไม่มีความเลว ไม่มีความพร่อง จึงเป็นความสูงส่ง ย่อมกระทำสิ่งต่างๆ อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ มีอำนาจและบารมีที่แท้จริงในการเป็นผู้ปกครองสวรรค์

          พระอินทร์ในกระบวนทรรศน์ยุคกลาง คือ ผู้กระทำความเป็นใหญ่ เป็นผู้ดำรงตนอยู่ในหน้าที่อย่างสมบูรณ์ บำเพ็ญสาธารณกุศล สร้างสาธารณสมบัติเพื่อมหาชน เชิญชวนมหาชนกระทำด้วยจิตอาสา และกระทำคุณธรรมได้ครบถ้วน ได้แก่ สัตตวัตตบท 7 ประการ จึงได้รับผลตอบแทนความดี เป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์และเครื่องประกอบเกียรติยศอันมากมายมหาศาล

          พระอินทร์ในกระบวนทรรศน์นวยุค คือ ผู้เป็นใหญ่ มีตำแหน่งหน้าที่และอำนาจตามหน้าที่ชัดเจนในการเป็นหัวหน้าเทวดา ซึ่งต้องคอยดูแลโลกและจักรวาลให้เป็นปกติสุข การทำหน้าที่ก็ย่อมมีบางส่วนที่ครบถ้วนสมบูรณ์และบางส่วนที่ขาดตกบกพร่อง พระอินทร์มีอารมณ์อย่างมนุษย์ มีชอบ มีรัก มีโกรธ ซึ่งแสดงผ่านเรื่องเล่าต่างๆ และเมื่อทำผิดก็ถูกลงโทษ อยู่ภายใต้กฎ ไม่อยู่เหนือความดีความชั่ว

          พระอินทร์ในกระบวนทรรศน์หลังนวยุค คือ ผู้เป็นใหญ่ที่ดำรงตนด้วยการประพฤติคุณธรรม มีหน้าที่ในเชิงปกครองและมีจริยธรรมในการดำรงตนและปกครองบริวารให้ดำรงตนด้วยขันติ มีความไม่โกรธเป็นนิสัย ไม่จืดจางในมิตร ไม่ตำหนิผู้ไม่ควรตำหนิ ไม่กล่าวส่อเสียด ไม่ให้ความโกรธเข้าครอบงำ ไม่โกรธตอบผู้โกรธ มีความไม่โกรธและความไม่เบียดเบียนเป็นปกติทุกเมื่อ   

          การตีความด้วยปรัชญากระบวนทรรศน์จะทำให้เกิดทรรศนะต่อพระอินทร์ตามคำในภาษาอารยันได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มีความเข้าใจในสารัตถะที่จะหมายถึงพระอินทร์ในฐานะความเป็น ความมีอยู่ ของความเป็นใหญ่ ความเป็นผู้ดำรงตนในความดี แม้จะมีการตีความที่แตกต่างกันไปในแต่ละกระบวนทรรศน์ แต่ก็ยังมีความเชื่อมโยง เพียงแต่จุดเน้นในแต่ละกระบวนทรรศน์แตกต่างกันไป ซึ่งจะนำไปสู่การวิจักษ์ชื่นชอบพระอินทร์ในด้านใด และการวิธานหลักแห่งการเป็นพระอินทร์ไปสู่การปฏิบัติใด เพียงใด 

การตีความบนฐานปรัชญาไทย

ปรัชญาไทยสามารถตีความบนฐานภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาเน้นอารมณ์ เรียกว่า ภาษาอารมณ์ (tonic language) การตีความบนฐานปรัชญาไทยจึงมุ่งเน้นการเข้าใจบนความรู้สึกเชิงภาษาที่ได้จากวรรณกรรมไทย สถาปัตยกรรม ปฏิมานวิทยา ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งแสดงถึงความคิด ความเข้าใจ อย่างไทย เป็นความเป็นจริงบนปรัชญาไทย ร่วมกับคติชนวิทยาและวัฒนธรรมไทย เพื่อเข้าใจและอธิบายความรู้ใหม่เกี่ยวกับพระอินทร์เพื่อให้เห็นคุณค่าของความเป็นพระอินทร์ในสังคมไทย และการอิงอาศัยในมิติของอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

ความเชื่อและคติชนของไทย มีกล่าวถึงผีฟ้าหรือผีแถนหรือพญาแถน ซึ่งชาวไทพื้นถิ่นและไท-ลาวมีความเชื่อว่าผีฟ้าเป็นเทวดา ผีฟ้าเป็นผีที่อยู่ระดับสูงกว่าผีชนิดอื่นๆ ส่วนแถนนั้นเป็นคำเรียกรวมถึงเทวดาทั้งหลาย และแถนที่ใหญ่ที่สุดคือ “แถนหลวง” ผีฟ้าหรือผีแถนนั้นแต่ละพื้นที่มีการเรียกที่แตกต่างกันไป และมีความเชื่อว่าผีฟ้านั้นสามารถที่จะดับทุกข์เข็ญหรือทำลายล้างอุปสรรคทั้งปวงได้ และสามารถที่จะช่วยเหลือมนุษย์ที่เดือดร้อนได้ พญาแถนมีอิทธิพลต่อฝนฟ้าและลม จึงเกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนนั้น หากมนุษย์ทำให้พญาแถนโปรดปรานหรือพอใจ ก็จะบันดาลให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลการที่มนุษย์เกิดการเจ็บป่วยนั้นเนื่องจากไปละเมิดต่อผี การละเมิดต่อผีบรรพบุรุษ ต้องมีการเชิญผีฟ้ามาสิงสถิตอยู่ในร่างของคนทรงเพื่อทำการรักษา (ประยงค์ แสงบุราณ, 2555)

ตำนานพญาคันคาก ได้กล่าวถึงพญาแถน ไว้ว่า พญาคันคากเป็นพระโพธิสัตว์ลงมาเสวยชาติเป็นโอรสของกษัตริย์ เหตุที่ได้ชื่อว่า “พญาคันคาก” เป็นเพราะเมื่อครั้งประสูติมีรูปร่างผิวพรรณเหมือนคางคก หรือที่ชาวอีสานเรียกกันว่า คันคาก แต่พญาแถนก็คอยช่วยเหลือจนพญาคันคากเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน เมื่อชาวบ้านนับถืออย่างมาก ก็เกิดเหลิงใจจนลืมที่จะเซ่นบูชาพระยาแถน พระยาแถนจึงโกรธ ไม่ยอมปล่อยน้ำฝนให้ตกลงมายังโลกมนุษย์ เกิดความเดือนร้อนรำเค็ญ  พญาคันคากได้นำทัพสัตว์ต่างๆ ขึ้นไปรบกับพญาแถนจนได้รับชัยชนะ พญาแถนจึงปล่อยให้ฝนตกลงมาเช่นเดิม แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาเป็นประจำทุกปี เกิดเป็นประเพณี ต้นเดือนฤดูฝนเดือนหก ชาวอีสานจึงทำบั้งไฟจุดขึ้นบนฟ้าถวายพญาแถน เพื่อฝนจะได้ตกต้องตามฤดูกาล

เมื่อพิจารณาคติชนนิยมในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่า “แถนหลวง” ได้ถูกอิงให้เชื่อว่าหมายถึง พระอินทร์ โดยมีความเป็นพระอินทร์อย่างในพระพุทธศาสนาเป็นหลัก เพื่อลดอำนาจเชิงการให้โทษของแถนหลวง ให้เหลือเพียงหน้าที่ปกครองที่ดี เป็นธรรม จึงมีลักษณะสำคัญ 2 ประการ คือ ผู้ดูแลและผู้ให้ ซึ่งตีความเพื่ออธิบายขยายความได้ดังนี้

ผู้ดูแล

ผู้ดูแล ย่อมมีหน้าที่สำคัญคือ ดูแลรักษา และดูแลเลี้ยงดู พระอินทร์ในความเชื่อของชาวไทยและชาวพุทธ นอกจากเป็นเทวราชแล้ว ยังเป็นเทวราชที่มีหน้าที่ช่วยคนดีในยามตกทุกข์ได้ยาก เรียกว่า พระอินทร์ร้อนอาสน์ ดังเช่น วรรณกรรมเรื่องสังข์ทอง พระอินทร์ร้อนอาสน์ต้องลงมาจากสวรรค์ ทำเป็นจะตีเมืองของท้าวสามนต์โดยพนันตีคลี เพื่อให้พระสังข์ถอดรูปเงาะ จะได้ครองคู่กับนางรจณาอย่างมีความสุข หรือในเรื่องจันทโครบ พระอินทร์ก็ได้มาชุบชีวิตจันทโครบและลงโทษนางโมรา หรือในตำนานการสร้างพระพุทธชินราช ก็มีตำนานเล่ากันว่า เมื่อไม่อาจหล่อพระพุทธชินราชได้สำเร็จ พระอินทร์ก็แปลงลงมาเป็นชีปะขาว มาช่วยหล่อจนทำให้การหล่อสำเร็จ และมีคติเนื่องจากพระพุทธศาสนา จึงได้มีการสร้างรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณบ้าง พระอินทร์ทรงประทับในวิมานบ้าง ไว้ที่หน้าบันพระอุโบสถเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของผู้ดูแลรักษาพระพุทธศาสนา ดังเช่น วัดในกรุงเทพฯ และวัดในจังหวัดต่างๆ ทางภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคใต้ โดยเฉพาะที่สร้างในรัชกาลที่ 1 และ รัชกาลที่ 5 เป็นสำคัญ

ผู้ให้

ผู้ให้ ย่อมมีหน้าที่สำคัญคือ ให้ตามความเหมาะสมและให้เป็นพิเศษ (โปรด) เนื่องด้วยพระอินทร์เป็นผู้ทรงเปี่ยมไปด้วยทิพยทรัยพ์และสมบัติอันโอฬาร เป็นเทพแห่งความรุ่งเรือง จึงมีฐานะเป็นผู้ให้  การให้ของพระอินทร์เป็นการให้ด้วยใจเมตตา ใจบริสุทธิ์ ไม่มีเงื่อนไข ปราศจากความโลภและผลตอบแทนนั่นคือ ปราศจากกิเลส สิ่งที่ให้เป็นสิ่งดี เป็นประโยชน์ต่อผู้รับ เช่น สิ่งของ สิ่งสาธารณะ เป็นการบำเพ็ญบารมีของพระอินทร์ โดยความเชื่อทางพระพุทธศาสนาทำให้คนไทยเชื่อว่า ถ้าเราทำความดี เราจะได้รับการอำนวยอวยผลจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จะประสบโชคจากการดลบันดาลของพระอินทร์ (ไพศาล วิสาโล, 2553 หน้า 20) และพบได้ทั่วไปในการกราบไหว้บูชาขอพรรูปเคารพพระอินทร์ในสถานที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยร่วมกับการบูชาในฐานะแถนในพิธีกรรมตามวัฒนธรรมของชนชาติพันธุ์ต่างๆ ก็อิงนัยเป็นพระอินทร์เพื่อให้ทรงโปรดบันดาลฝนฟ้าให้อุดมสมบูรณ์เป็นพิเศษแก่พวกตนด้วย

การตีความพระอินทร์บนฐานปรัชญาไทยด้วยปรัชญากระบวนทรรศน์

          ปรัชญากระบวนทรรศน์เป็นการมองแบบแผนความเข้าใจที่มีต่อคำที่สนใจ จึงสนใจความดั้งเดิมและแบบแผนความคิดบนปรัชญาไทย ซึ่งนำมาสู่ตีความ “พระอินทร์” ทั้งในฐานะผู้ดูแลและผู้ให้ ได้ดังนี้

          พระอินทร์ในกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ คือ ผู้ดูแล เป็นอำนาจลึกลับที่ยิ่งใหญ่ ทุกสิ่งอย่างขึ้นแต่น้ำพระทัยของพระอินทร์ ทุกคนต้องเชื่อถือ เคารพ บวงสรวง เพื่อให้พระอินทร์ (แถนหลวง) พอใจและจะได้ประทานความอุดมสมบูรณ์ของดินฟ้าอากาศ ความโชคดีหรือชีวิตที่ดีให้ หรืออย่างน้อยก็ไม่ประทานโชคไม่ดีให้ มนุษย์จะกระทำสิ่งใดต้องระวังไม่ทำสิ่งต้องห้ามที่แถนหลวงไม่ชอบ ไม่เช่นนั้นก็จะถูกลงโทษ

          พระอินทร์ในกระบวนทรรศน์โบราณ คือ ผู้ดูแล พระอินทร์เป็นหัวหน้าเหล่าเทวดาบนฟ้า เป็นผู้เป็นใหญ่ เป็นผู้รักษากฎ ดูแลดินฟ้าอากาศ เป็นผู้รู้กฎเกณฑ์ กำกับ ดูแล ให้อยู่ในระเบียบเรียบร้อย มีความสงบสุข เป็นปกติ หากใครรู้กฎและทำถูกต้องตามกฎก็จะได้รับรางวัลตามกฎ

          พระอินทร์ในกระบวนทรรศน์ยุคกลาง คือ ผู้ให้ เนื่องจากพระอินทร์มีทิพยทรัพย์ไม่สิ้นสุด จึงมีความเป็นผู้ให้ หากใครทำดีจนพระอินทร์โปรด ก็จะได้รับการอำนวยพร บันดาลให้มีหน้าที่การงาน วาสนา และโชคลาภที่ดี

          พระอินทร์ในกระบวนทรรศน์นวยุค คือ ผู้ดูแลและผู้ให้  เป็นการทำตามตำแหน่งหน้าที่และอำนาจตามหน้าที่ให้ครบถ้วน  คอยตรวจสอบ ตรวจตราดูแลโลกและจักรวาลให้เป็นปกติสุข หากมีจุดใดไม่ถูกต้อง ก็จัดการให้ถูกต้อง สิ่งใดก้าวล่วง ก้าวล้ำกฎ ก็ต้องปราบปรามให้ถูกต้อง ลงโทษผู้กระทำผิด และหากใครทำถูกต้องตามกฎก็ให้รางวัลตามกฎ

          พระอินทร์ในกระบวนทรรศน์หลังนวยุค คือ ผู้ดูแลและผู้ให้ หมายถึง ผู้ที่ดูแลทุกข์สุขของโลก ผู้ใต้ปกครอง บริวาร ให้ดำเนินไปอย่างปกติสุข หากสิ่งใดขาดตกบกพร่องก็เข้าช่วยเหลือด้วยการให้ เป็นการให้ด้วยความเต็มใจ ให้ด้วยความปรารถนาดี ไม่หวังสิ่งตอบแทน เป็นกุศลจิต สิ่งที่ให้เป็นสิ่งดี เป็นประโยชน์ต่อผู้รับ เช่น สิ่งของ สิ่งสาธารณะ รวมไปถึง การให้กำลังใจ ให้ความรู้ หรือให้โอกาส รวมไปถึง ให้อภัยเมื่อมีผู้ทำผิด เพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์

          การตีความด้วยปรัชญากระบวนทรรศน์จะทำให้เกิดทรรศนะต่อพระอินทร์ตามคำในภาษาไทยได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น มีความเข้าใจในสารัตถะที่จะหมายถึงพระอินทร์ในฐานะความเป็น ความมีอยู่ ของความเป็นผู้ดูแลและผู้ให้  แม้จะมีการตีความที่แตกต่างกันไปในแต่ละกระบวนทรรศน์ แต่ก็ยังมีความเชื่อมโยง เพียงแต่จุดเน้นในแต่ละกระบวนทรรศน์แตกต่างกันไป ซึ่งจะนำไปสู่การวิจักษ์ชื่นชอบพระอินทร์ในด้านใด และการวิธานหลักแห่งการเป็นพระอินทร์อย่างไทยไปสู่การปฏิบัติใด เพียงใด 

สรุปการตีความพระอินทร์           การตีความ “พระอินทร์” ทั้งจากภาษาอารยันซึ่งส่งผ่านมายังคนไทยจากการนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาพุทธ และการตีความพระอินทร์จากภาษาไทยบนฐานตำนานและวรรณกรรมไทยทำให้มีความเข้าใจในพระอินทร์ ในฐานะ ผู้ทำความเป็นใหญ่ ผู้เป็นใหญ่ ผู้ดูแล และผู้ให้ คนไทยจึงมีทรรศนะต่อพระอินทร์ในทางที่ดี และมองผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง ทั้งหลาย เปรียบเทียบดุจกับพระอินทร์ นั่นคือ มีตำแหน่งปกครอง เป็นใหญ่ มีอำนาจ มีบารมี มีทรัพย์สินเกียรติยศสูง ดำรงตนอยู่ในคุณธรรมอันดี กระทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ กระทำหน้าที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ดูแลทุกข์สุขของประชาชน บริวาร ช่วยเหลือผู้คน สร้างสาธารณะสมบัติและเป็นผู้ให้ที่ดี คนไทยจึงอยากได้ผู้ปกครองที่ดีอย่างพระอินทร์มาปกครองดูแลบ้านเมือง

ส่วนหนึ่งของ สิริกร อมฤตวาริน, เอนก สุวรรณบัณฑิต. (2563). พระอินทร์เทวราชา: การตีความแบบหลังนวยุค. รายงานการวิจัย, มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018