อ.ดร.รวิช ตาแก้ว

กระบวนทรรศน์หลังนวยุค (Postmodern Paradigm) สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำลายมนุษย์ไปประมาณ 10 – 20 ล้านคน สงครามโลกครั้งที่ 2 ทำลายไปอีกประมาณ 60 – 100 ล้านคน จึงมีการตั้งปัญหาถามขึ้นมาว่าวิทยาศาสตร์จะสร้างสวรรค์หรือทำลายโลกกันแน่ คำตอบที่ได้คือ จะทำลายมนุษย์หมดโลกแน่ หากยึดกระบวนทรรศน์แบบนวยุค (Modern Paradigm) ดังนั้น เมื่อไม่ต้องการกระบวนทรรศน์แบบนวยุคก็ต้องสร้างกระบวนทรรศน์ใหม่  แนวคิดกระบวนทรรศน์ใหม่แบบหลังนวยุคถูกปูทางโดยแนวคิดทางปรัชญาของคานท์ โดยชี้ให้เห็นแนวทางความไม่แน่นอนของความรู้ว่ามนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงความรู้ที่แท้จริงได้ วิชาการต่าง ๆ จึงไม่อาจรับได้ว่าจริง มีแต่ความแน่นอนตายตัวจากกลไกกรรมวิธีของสมอง เป็นเหตุให้ถูกแปรสภาพไปจนเราไม่อาจจะรู้ว่าอะไรจริง

กระบวนทรรศน์หลังนวยุค แบ่งออกเป็นสองสาย คือ สายสุดขั้ว และสายกลาง

  1. กลุ่มหลังนวยุคสายสุดขั้ว (extreme postmodernism/deconstructionisms) กลุ่มนี้มีความเชื่อว่า ทุกคนสามารถที่จะมีความรู้ได้และเป็นความรู้เฉพาะตัว ไม่มีกฎที่เป็นสากล  วิธีการวิทยาศาสตร์ที่ใช้เพื่อค้นคว้าความรู้ต่าง ๆ ก็คือวิธีการทางสถิติเท่านั้นเอง ความรู้ที่นำมาจัดการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่นำมายัดเยียดให้แก่คนทั่วไป อีกทั้งความรู้นั้นเป็นความรู้ที่ยังไม่มีความแน่นอน เพราะกฎวีธีการวิทยาศาสตร์เปลี่ยนไปมาตลอดตามข้อมูลที่ค้นพบใหม่ ๆ กฎตรรกะก็เป็นเพียงกฎที่สร้างขึ้น ดังนั้น เมื่อไม่เชื่อว่าจริง การเชื่อมโยงก็เป็นการเชื่อมโยงเฉพาะเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือ  ควรยึดถือความรู้เฉพาะของแต่ละคน
  2. กลุ่มหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodernism/reconstructionism) กลุ่มนี้มีความเชื่อว่า แต่ละคนมีระบบเครือข่ายของตนเอง ซึ่งเทียบกับคนอื่นจะเหมือนบ้างไม่เหมือนบ้าง ส่วนที่ต่างกันก็ถือว่าเป็นพรสวรรค์ของแต่ละคน ส่วนที่เหมือนก็ร่วมมือกัน  แต่ละคนสร้างระบบเครือข่ายเพื่อรู้เหตุผลที่เชื่อมโยงกันเป็นระบบและก่อให้เกิดเป็นความจำ เครือข่ายของบุคคลเป็นเรื่องของแต่ละคน 

กระบวนทรรศน์หลังนวยุคมีแนวคิดร่วมกันว่า โลกภายนอกมีระบบเครือข่ายหรือไม่ ก็เชื่อว่าน่าจะมี เรารู้ได้เพียงส่วนหนึ่งและต้องหาความรู้ใหม่เรื่อยไป เพราะโลกภายนอกก็พัฒนาไปเรื่อย ๆ  สภาพของความรู้ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทั้งการไม่ยอมรับความรู้อื่นที่ไม่อาจพิสูจน์ด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์ทำความรู้อื่นหลุดลอดช่องตาข่ายออกไป  ยิ่งทำให้ขาดความรู้ส่วนอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีก

รวิช ตาแก้ว, 2557

แผนภาพที่  1 ข้อบกพร่องของระบบเครือข่ายความรู้ที่สร้างขึ้นด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์

                     จากแผนภาพที่ 1 แสดงให้เห็นว่า มีข้อบกพร่องในการยอมรับเฉพาะความรู้ที่พิสูจน์ได้ด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์ เพราะความรู้บางเรื่องไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่สามารถสรุปให้เข้ากับแนวคิดหรือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ได้ ความรู้เหล่านี้ล้วนเป็นความรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของแต่ละบุคคล

แนวความคิดของลัทธิหลังนวยุคสายกลาง เชื่อว่า ความเป็นจริงที่อ้างนั้นเป็นเพียงความเชื่อถือทางภาษาเท่านั้น และไม่เชื่อว่ามนุษย์สามารถรู้ความจริงเชิงวัตถุวิสัยได้  ทั้งความรู้ที่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ที่รับรู้ได้ แล้วใช้ความเชื่อทางภาษาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดสิ่งที่รับรู้ได้อีกทอดหนึ่ง แนวคิดของลัทธิหลังนวยุคจึงมีทรรศนะต่อระบบความรู้ว่าเป็นเรื่องเล่า (narrative) เรื่องหนึ่งเท่านั้น  โดยแบ่งเรื่องเล่าออกเป็น 2 ช่วง คือ  1) ยุคก่อนนวยุคนิยม (ยุคโบราณ ยุคกลาง) ที่นิยมทำภาษาให้มีความหมายด้วยเรื่องปรัมปรา (myth) และเรื่องเล่า (narrative) โดยเชื่อว่ามีความหมายตรงกับความเป็นจริงอยู่บ้าง แต่ไม่มีความเป็นจริงวัตถุวิสัยอย่างแท้จริง เพราะมีส่วนอัตวิสัยของผู้เล่านำเข้ามาแทรกไว้  2) นวยุคนิยมเป็นความพยายามปลดเปลื้องภาษาจากความหมายปรัมปราและเรื่องเล่า เพราะถือว่ามีความหมายไม่ตรงกับความเป็นจริง ตามความเชื่อของนวยุคนิยมที่ว่า มีความจริงวัตถุวิสัยในระบบความรู้  ซึ่งความรู้ที่เชื่อว่าความจริงต้องมีวัตถุวิสัยที่ตรงกัน 3 อย่าง คือ ความเป็นจริง ความคิด และภาษา ทั้ง 3 เป็นระบบเครือข่าย (systematic network) ของนวยุคภาพ และได้สร้างความหมายใหม่ให้กับภาษาด้วยเหตุผล (อุปนัยและนิรนัย) และระบบที่ทำให้ความหมายเก่ามีความหมายโฉมหน้าใหม่

                กีรติ บุญเจือ (2545) ได้ให้ทรรศนะไว้ว่า ลัทธิหลังนวยุคนิยมไม่เชื่อว่ามนุษย์เราสามารถรู้ความจริงของวัตถุวิสัยได้ และเชื่อว่าภาษาไม่สามารถสื่อความจริงได้  ดังเช่น นวยุคภาพพยายามวิจารณ์และขจัดเรื่องปรัมปราและเรื่องเล่าของศาสนาคริสต์ออกจากความรู้ยุคกลาง แต่ก็ทำไม่สำเร็จเพราะชาวนวยุคได้สร้างเรื่องปรัมปราใหม่ขึ้นมาแทนคือ การสร้างวิธีคิดด้วยระบบเหตุผลขึ้นมา และให้มีอำนาจแทนพระเจ้า ความรู้ที่นวยุคนำเสนอออกมาด้วยเหตุผลจึงเป็นเพียงเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง  ซึ่งเป็นเรื่องเล่าประเภทสร้างความเชื่อถือให้กับความรู้ด้วยอำนาจของเหตุผล

                ด้วยเหตุนี้ หลังนวยุคนิยมจึงพยายามปลดเปลื้องความหมายของภาษาให้พ้นไปจากพันธะนี้โดยการรื้อถอดความหมาย และคัดเอาความหมายที่ติดข้องอยู่กับเหตุผลและระบบออกทิ้งไปให้เหลือแต่ความหมายที่มีคุณค่าจริง ๆ ไว้  จากนั้นจึงสร้างความหมายใหม่ให้กับภาษา  ด้วยการวางใจเป็นกลางให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย โดยใช้วิธีการย้อนอ่านใหม่ทั้งหมดและแสวงหาความหมายใหม่จากเรื่องปรัมปรา และเรื่องเล่าตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

                การสร้างความหมายใหม่ให้กับภาษา จึงเป็นความพยายามของแนวคิดนวยุคที่ต้องการสื่อความหมายทางความคิดโดยการขีดกรอบความคิดที่อ้างอิงกับการคิดแบบวิทยาศาสตร์  ความคิดใดที่ไม่สามารถอธิบายได้ตามแนวคิดของวิทยาศาตร์ก็จะไม่ได้รับการยอมรับ เพราะถือว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะอธิบายให้เห็นว่าเป็นความคิดที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ  ด้วยเหตุนี้ทุกความเชื่อในวิถีคิดแบบนวยุคจึงใช้วิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์เป็นรูปแบบในการอธิบายความหมาย อาทิ พุทธศาสตร์แบบวิทยาศาสตร์  โหราศาสตร์ที่ใช้แนวคิดตามหลักการดาราศาสตร์  กรอบความคิดในการตีความจึงแคบอยู่ในเฉพาะบริบทของวิทยาศาสตร์

                กระบวนทรรศน์หลังนวยุคนิยมพยายามแก้จุดบกพร่องของกระบวนทรรศน์ในอดีตให้ได้ โดยแก้ไขประเด็นที่เอื้อต่อสงครามและสนับสนุนประเด็นส่งเสริมสันติภาพ (กีรติ บุญเจือ, 2545) วิถีทางที่มนุษย์ควรจะดำรงอยู่ในโลกได้อย่างสันติสุข เพราะแนวคิดที่ผ่านมาในอดีตได้แบ่งเป็นกลุ่มความคิดออกเป็นสำนัก ลัทธิต่าง ๆ มากมาย แม้จะจัดกลุ่มได้เป็น 4 กระบวนทรรศน์ก็ยังมีประเด็นที่เอื้อต่อสงครามคือ ความยึดมั่นถือมั่น (attachment) กล่าวคือ ใครเชื่อปรัชญาระบบใดก็จะคิดตามระบบนั้นระบบเดียวเป็นความจริงถูกต้อง มีประโยชน์ ระบบอื่น ๆ ล้วนแต่เท็จ ผิด หลงประเด็น ให้โทษทั้งนั้น 

ดังคำสอนของพระพุทธองค์ทรงสอนว่าการยึดมั่นถือมั่นนั้นไม่เอื้อต่อการพบความจริง จึงทรงแนะนำให้ใช้กาลามสูตรเป็นหลักพิจารณาว่า ปราชญ์ทั่วไปจะสรรเสริญหรือตำหนิ ต้องพิจารณาตรึกตรองให้ถ่องแท้ด้วยตนเองแล้ว จึงยอมรับความเป็นจริง  อีกทั้งพระเยซูก็ตรัสว่า “พระจิตเจ้าจะสอนให้ท่าน (แต่ละคน) เข้าใจความหมายของข่าวดีของเรา” (ยอห์น 14 :26)

                วิถีทางที่จะทำให้เกิดความสันติสุขได้นั้น ต้องไม่มีการยึดมั่นถือมั่น ซึ่ง กีรติ  บุญเจือ (2545:197) ได้กล่าวไว้ว่า  การยึดมั่นถือมั่นเป็นเหตุให้เกิดการแบ่งแยก  การแบ่งแยกเป็นเหตุให้เกิดการแข่งขัน  การแข่งเป็นเหตุให้เกิดความไม่ไว้ใจกัน  ความไม่ไว้ใจกันเป็นเหตุให้เกิดการทำลายกัน  แนวทางที่ควรส่งเสริมและสนับสนุนคือ ควรหันหน้ามาปรึกษาหารือกันให้รอบคอบและเปิดโอกาสให้พิจารณารับส่วนดีจากทุกส่วนทุกทางสามารถร่วมมือกันได้โดยไม่ต้องคิดเหมือนกัน สร้างบรรยากาศเอกภาพในความหลากหลายและช่วยเสริมกันและกัน  โดยความไม่ยึดมั่นถือมั่นนำไปสู่การแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ  การแบ่งหน้าที่นำไปสู่การส่งเสริมกัน  การส่งเสริมกันนำไปสู่ความไว้ใจกัน  ความไว้ใจกันนำไปสู่ความร่วมมือกัน  ความร่วมมือกันนำไปสู่สันติภาพ  แนวทางการสร้างกระบวนทรรศน์ใหม่นี้น่าจะเป็นแนวทางที่ส่งเสริมสันติสุขของโลกได้  ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากความรู้ได้อย่างถูกต้องที่สุดในแนวทางของการแสวงหาความรู้ของปรัชญา

                กระบวนทรรศน์หลังนวยุคใช้หลักการวิจารณญาณ (critical mind) เป็นเครื่องมือสร้างในการสร้างความรู้และการคิดตัดสินใจเพื่อกระทำการต่าง ๆ อย่างรอบคอบ ซึ่งประกอบด้วยหลักการ 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การใช้หลักการวิจารณญาณ หมายถึง กระบวนการใช้ความคิด 3 ขั้น ประกอบด้วย 1) การศึกษาวิเคราะห์เพื่อแยกประเด็นต่างๆ ในประเด็นที่ต้องการ  2) การประเมินค่าประเด็น ต่าง ๆ ที่ได้วิเคราะห์ว่า มีคุณค่าดีเพียงพอสำหรับการนำไปใช้ เลือกเก็บเอาเฉพาะส่วนดี มาสังเคราะห์  3) นำส่วนดีที่สังเคราะห์ได้ไปประยุกต์ใช้สำหรับการแก้ไขปัญหา  และ ขั้นตอนที่ 2 การใช้หลัก 3 กล้า (3 Dare) ตามแนวคิดของลัทธิอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) ประกอบด้วย 1) กล้าเผชิญปัญหา (seeing) 2) กล้าประเมินวิธีปฏิบัติ (judging) 3) กล้าลงมือกระทำการด้วยความรับผิดชอบ (acting) โดยยึดถือคุณค่าของความเป็นมนุษย์   ทั้ง 2 ขั้นตอนเป็นการใช้หลักการวิจารณญาณตามแนวคิดกระบวนทรรศน์หลังนวยุคนิยม ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ อาทิ การอ่าน

                การอ่านอย่างมีวิจารณญาณเท่านั้นที่ให้ความเข้าใจและความรู้อย่างถ่องแท้ และทำให้สมรรถภาพคิดเติบใหญ่ขึ้น (กีรติ  บุญเจือ, 2545) การอ่านอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นกระบวนการหาความรู้อย่างหนึ่งที่ใช้อย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ซึ่งได้ชี้แนะแนวทางไว้ว่าหากต้องการหาความรู้อย่างถ่องแท้ต้องใช้วิธีการอ่านอย่างมีวิจารณญาณจึงจะสามารถพัฒนาสมรรถภาพการคิดให้กว้างขวางเติบโตได้มากขึ้น  การอ่านอย่างมีวิจารณญาณจึงเป็นเสมือนญาณปรัชญาอันเป็นแนวทางในการเข้าถึงความรู้   จอร์ช  เมเซีย (Maccia,1973) ได้นำเสนอการเข้าถึงความรู้ตามแนวของญาณปรัชญาต่อสภาปรัชญาแห่งโลกในการประชุมครั้งที่ 15  ณ ประเทศบุลกาเรีย ไว้ว่า

 

ลักษณะของความรู้มีส่วนประกอบอยู่สามลักษณะคือ  ความรู้เชิงปริมาณหรือเชิงหลักการ  ความรู้เชิงคุณค่า  และความรู้เชิงปฏิบัติการ

George Maccia, 1973

จอร์ช  เมเซียได้ให้ความหมายความรู้แต่ละส่วนไว้ว่า  ความรู้เชิงปริมาณหรือเชิงหลักการ เป็นความรู้ในโลกของเชาวน์ปัญญาทางสมองโดยผ่านการคำนวณแบบต่าง ๆ หรือรูปแบบการรู้ต่าง ๆ ผ่านการคิดแยก ลำดับชั้น จำแนกประเภทสิ่งต่าง ๆ ได้ โดยสรุปจากเหตุผลไป สู่ความเข้าใจ ซึ่งเป็นการรู้เชิงทฤษฎี และการรู้เชิงเกณฑ์  สำหรับความรู้เชิงคุณค่านั้นเป็นความรู้ในโลกของความรู้สึก สรุปได้จากประสบการณ์ที่สัมผัสกับการรู้ที่เป็นรูปธรรม แล้วอนุมานมาจากความเชื่อที่ได้สัมผัส สรุปเป็นการรู้จากการรำลึก การรู้จากความคุ้นเคย และการรู้จากความซาบซึ้ง  และความรู้อีกอย่างหนึ่งคือความรู้เชิงปฏิบัติการ เป็นความรู้ที่สรุปได้จากความรู้ทั้งสอง(ความรู้เชิงคุณค่าและความรู้เชิงปริมาณ)แล้ว นำมาสรุปเป็นความรู้เชิงปฏิบัติการ เพื่อใช้สำหรับการปฏิบัติการ  เมื่อปฏิบัติการแล้วก็จะเกิดเป็นความรู้ในเชิงปฏิบัติการต่ออีกระดับหนึ่ง ซึ่งแตกต่างไปจากความรู้ทั้งสองอย่างที่กล่าวมาข้างต้น กล่าวคือเป็นความรู้เชิงปฏิบัติการที่รู้ว่าสร้างอย่างไร ประดิษฐ์อย่างไร นวัตกรรมอย่างไร และสร้างสรรค์อย่างไร นี้คือบทสรุปเชิงความรู้ที่จอร์ซ  เมเซียนำเสนอ (มะลิฉัตร เอื้ออานันท์, 2545)

                ดังนั้นหากต้องการเข้าใจความหมายของการอ่านอย่างมีวิจารณญาณนั้นจำเป็นต้องมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับขั้นตอนของกระบวนการวิจารณญาณเสียก่อน (การรู้เชิงเกณฑ์หรือเชิงหลักการ)  ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ  1) วิเคราะห์แยกประเด็น  2) ประเมินค่าแต่ละประเด็น  3) เลือกเก็บส่วนที่เป็นคุณแก่ตนในขณะนั้น  แล้วสังเคราะห์เข้าเป็นสมบัติส่วนตัวเพื่อใช้ให้เป็นคุณประโยชน์ต่อไป  จากนั้นจึงเทียบเคียงว่าตนเองเข้าใจคุณค่าของการใช้วิจารณญาณหรือไม่(การรู้เชิงคุณค่า) หากไม่มีก็จะรู้ว่าแค่เคยรู้หรือไม่รู้  จากนั้นนำการรู้นั้นมาสรุปเพื่อใช้ในการปฏิบัติต่อเมื่อปฏิบัติแล้วก็สรุปว่า การรู้นั้นเป็นอย่างไร ต้องทำอย่างไร (การรู้เชิงปฏิบัติการ) กระบวนการรู้นั้นจะวนเวียนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งผู้รู้นั้นซาบซึ้งกับการดำเนินการนั้น  ผู้นั้นก็จะเข้าถึงคุณค่าของการรู้นั้นอย่างแท้จริง  กระบวนการรู้ส่วนอื่น ๆ ก็จะดำเนินการไปตามขั้นตอน  และความรู้นั้นจะสั่งสมเป็นประสบการณ์เชิงการรู้อย่างมีวิจารณญาณของผู้นั้น  สมรรถภาพการคิดก็จะเติบโตกว้างขวางขึ้นตามประสบการณ์เฉพาะของแต่ละบุคคล

                บทสรุป ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง เชื่อว่าแต่ละคนมีระบบเครือข่ายของตนเอง ซึ่งเทียบกับผู้อื่นก็จะเหมือนบ้าง ต่างบ้าง  แต่ละคนจะสร้างระบบของตนเอง เมื่อเทียบแล้วจะมีส่วนเหมือนและส่วนต่าง  ส่วนที่เหมือนกันก็ร่วมมือกันสร้างสรรค์ผลงานและแบ่งปันซึ่งกันและกัน  ส่วนที่ต่างก็ยกย่องเป็นพรสรรค์ของแต่ละคนเป็นทักษะเฉพาะของแต่ละบุคคล

รวิช ตาแก้ว, 2557

แผนภาพที่  2 แสดงระบบเครือข่ายที่เหมือนกันและแตกต่าง

                    ปัญหาคือทำอย่างไรให้คนที่มีความคิดต่างกัน สามารถร่วมมือกันได้ ทางออกที่นำมาแก้ไขคือการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วยการร่วมกันพูดคุยหรือเสวนา (dialogue) โดยพูดคุยกันเพื่อให้แต่ละคนได้แจกแจงความคิดเห็นของตนเอง และได้พิจารณาความเหมือนและความแตกต่างระหว่างความคิดของตนเองและผู้อื่น  อันเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน  ซึ่งแต่ละคนจะสร้างระบบเครือข่ายการรู้ของตนเองขึ้นมาเมื่อมีการรู้เชิงเหตุผลและสามารถเชื่อมโยงกันเป็นระบบทำให้เกิดเป็นความจำของแต่ละคนในเรื่องนั้น ๆ

                    เครือข่ายการรู้ของบุคคลจึงเป็นเรื่องที่แต่ละคนสร้างขึ้นมาเองในสมอง เพื่อให้ตรงกับโลกภายนอก ซึ่งการรู้ในสมองอาจไม่ตรงกันบ้างของแต่ละคน จึงต้องมานั่งคุยกันเพื่อให้เห็นว่า ต่างคนต่างก็มีความคิดเห็นเป็นของตนเอง  โลกภายนอกมีระบบเครือข่ายหรือไม่ ก็มีความเชื่อว่าน่าจะมีระบบของมัน เรารู้ได้เพียงส่วนหนึ่งและต้องหาความรู้ใหม่เรื่อยไป เพราะโลกภายนอกพัฒนาไปเรื่อย ๆ  ตัวเราเชื่อในระบบเครือข่ายการรู้ของเรา เราก็ควรเคารพระบบเครือข่ายการรู้ของผู้อื่นด้วย โดยเชื่อในจุดที่เหมือนกันซึ่งเป็นการแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพราะถือว่าจุดต่างเป็นพรสวรรค์ของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ก็เพราะความเชื่อในลักษณะเช่นนี้เป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม

ส่วนหนึ่งจาก รวิช ตาแก้ว. (2557). ความหมายของคำ “ดีงาม” ในบริบทวัฒนธรรมไทย: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน. วิทยานิพนธ์ดุษฎีบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา.

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018