อัครกาญจน์ วิชัยดิษฐ์:
มาตรการความจริงที่ให้ความมั่นใจแก่ผู้ถือกระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) คือ ความเชื่อมั่นว่าเป็นมาตรการที่ให้ความรู้ตรงกับความเป็นจริง เอกภพมีกฎเกณฑ์ในตัวและเราอาจจะรู้กฎของเอกภพได้อย่างสมบูรณ์ด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์ ปรัชญาแกนของปรัชญานวยุคจึงได้แก่ วิธีคิด คิดอย่างไรจึงได้ความจริง โดยเรียกมาตรการนั้นว่า วิธีการวิทยาศาสตร์ (scientific method) และเรียกความรู้ตามมาตรการนั้นว่าวิทยาศาสตร์ (science) ทุกอย่างจะต้องเป็นวิทยาศาสตร์หมด คุณค่าในด้านต่าง ๆ ก็ต้องวัดได้ตามเกณฑ์มาตรฐานวิทยาศาสตร์คือ ให้ประโยชน์คุ้มค่า (beneficial) การคิดคำนวณทุกเรื่องต้องมีเกณฑ์ และใช้วิธีการที่ทดสอบแล้วว่าให้ประสิทธิผลสูงสุด
ความเชื่อต่อแนวคิดความตรงกันของระเบียบความคิด ระเบียบตรรกะและระเบียบภาษาได้รับการส่งเสริมและถือมั่นอย่างเต็มที่ตลอดกระบวนทรรศน์นวยุคนี้ ในช่วงรอยต่อหลังสมัยฟื้นฟู วิทยาศาสตร์ไม่คำนึงถึงความเป็นจริงและไม่อาจยืนยันได้ว่าสอนกฎของความเป็นจริง ยืนยันได้แต่เพียงว่าสอนกฎของปรากฎการณ์ เป็นเพียง hypothetical-deductive method ต่อมาเกิดแนวคิดเหตุผลนิยมและประสบการณ์นิยม แนวคิดเหล่านี้ได้รับการพัฒนาโดยขบวนการพุทธิปัญญา (enlightenment movement) จนกลายเป็นลัทธิวจนศูนย์นิยม (Logocentrism) ซึ่งเชื่อว่ามีความตรงกันของระบบทั้ง 3 อย่างถึงที่สุด
ลีโอนาร์โด ดาวินซี (Leonado da Vinci ค.ศ. 1451-1519) พัฒนาความรู้แบบฟื้นฟู คือ รอบรู้ทุกอย่าง มีญาณปรัชญาคือ ความรู้ทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้ด้วยเหตุผลตามแบบของคณิตศาสตร์ แต่พื้นฐานของการพิสูจน์ต้องตั้งอยู่บนประสบการณ์ ประสบการณ์ช่วยให้เราจับแง่เพื่อเข้าถึงกฎร่วมในธรรมชาติ ความรู้ทุกอย่างของมนุษย์รวมกันเป็นระบบเดียวที่มีเครือข่ายโยงใยถึงกันหมดตามกฎเกณฑ์คณิตศาสตร์ เครือข่ายตามกฎคณิตศาสตร์เป็นระบบคิด แต่ก็ตรงกับเครือข่ายในระบบของเอกภพ ประสบการณ์เป็นตัวทดสอบว่าระบบความคิดตรงกับระบบของเอกภพ
ฟรานซิส เบคอน (Francis Bacon ค.ศ. 1561 -1626) เชื่อว่ามาตรการความจริงจะต้องมีตายตัวเป็นวัตถุวิสัย แต่มีอุปสรรคได้แก่ อคติ (prejudices) อันเป็นเทวรูปซึ่งขัดขวางการพบมาตรการความจริง เทวรูปทั้งสี่ ได้แก่
- idol of the tribe การโน้มเอียงจากสายโลหิตของตระกูล
- idol of the cave การโน้มเอียงเนื่องจากสิ่งแวดล้อมและการศึกษา
- idol of the market place การโน้มเอียงเนื่องจากภาษาที่ใช้ด้วยความเคยชิน
- idol of the theater การโน้มเอียงเนื่องจากขนบธรรมเนียม ประเพณีและศาสนา
เบคอนเชื่อว่าความจริงมาตรฐานได้แก่ ความรู้ที่หามาได้อย่างถูกวิธีและไร้อคติใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งต้องใช้วิธีการอุปนัยโดยการคัดออก (induction by elimination) คือ การหาประสบการณ์จากหลาย ๆ หน่วย เพื่อคัดไว้เฉพาะหน่วยที่มีลักษณะที่ต้องการ แล้วเอามาเรียงลำดับมากน้อย ก็จะเข้าใจได้ว่าอะไรเป็นสาเหตุ โดยให้รวบรวมข้อมูลแล้วจัดเป็นตาราง โดยพัฒนาจากแนวคิดมีดโกนของอ๊อคคัม (Occam’s Razor) เป็น 3 รายการคือ 1) รายการมี 2) รายการไม่มี และ 3) รายการระดับ จากรายการลำดับแรกให้ตั้งสมมติฐานขึ้นมากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ มาถึงรายการลำดับที่ 2 ให้คัดสมมติฐานที่เป็นไปไม่ได้ออกเสีย จะเหลือสมมติฐานที่เป็นไปได้เพียงจำนวนเดียว เมื่อถึงรายการลำดับที่ 3 ก็คัดออกอีกจนได้สมมติฐานเดียวที่เป็นทฤษฎีแท้ และต้องไม่เชื่อการหยั่งรู้หรือประกาศิตใด ๆ ทั้งสิ้น นักวิชาการสมัยนั้นบางคนยึดถือเรื่องอคติจนกลายเป็นคนไม่เชื่ออะไรทั้งสิ้นนอกจากประสบการณ์ เกิดเป็นลัทธิประสบการณ์นิยม
กาลิเลโอ (Galileo Galilei ค.ศ.1564-1642) เป็นผู้รื้อฟื้นความคิดของไพธากอรัส เห็นว่าการคำนวณเป็นอีกทางหนึ่งที่จะเข้าถึงระบบของความรู้วัตถุวิสัย การคำนวณเป็นการรวมอุปนัยและนิรนัยตามอารีสโตเติลเข้าด้วยกัน ถ้าคำนวณเหตุการณ์หนึ่งอย่างถูกต้อง ผลที่ได้มานั้นก็คือ ความจริงของเอกภพส่วนหนึ่งซึ่งจะต้องจริงในส่วนอื่นๆ ภายใต้เงื่อนไขเดียวกันตามกฎความสม่ำเสมอของธรรมชาติ ญาณปรัชญาที่สำคัญคือ การใช้เครื่องมือช่วยการคำนวณ แต่ยังคงใช้วิธีพิสูจน์แบบนิรนัย หากแต่กาลิเลโอมิได้สนใจวิธีพิสูจน์แบบอุปนัย
โธมัส ฮอบบ์ (Thomas Hobbes ค.ศ.1588 – 1679) นักคณิตศาสตร์เป็นบิดาแห่งจักรกลนิยม (Mechanicism) เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในเอกภพล้วนแต่เป็นเครื่องจักรซึ่งเราอาจจะคำนวณรู้ได้ ถือว่าความรู้พื้นฐานต้องได้จากประสบการณ์ดังความคิดของเบคอน แต่จะต้องสรุปให้รัดกุมที่สุด แล้วใช้เป็นข้อเสนอสำหรับพิสูจน์ต่อไปด้วยวิธีนิรนัย การวิเคราะห์และสังเคราะห์เป็นส่วนหนึ่งของการใช้เหตุผล ตรรกวิทยาเป็นกระบวนการของจิต จิตประกอบด้วยอนุภาค การทำงานของจิตสามารถคำนวณได้จากการรวมตัวและแยกตัวของอนุภาคเหล่านี้ วิธีการอุปนัยจากประสบการณ์ให้เพียงความรอบคอบเท่านั้น
เรเน เดการ์ต (René Descartes ค.ศ.1596 – 1650) เห็นว่าอุปสรรคที่แท้จริงในการได้ความจริงอยู่ที่วิธีอุปนัยของเบคอน เนื่องจากประสบการณ์บางครั้งก็หลอกเราได้ จึงเสนอว่าไม่มีวิธีใดจะให้ความมั่นใจแก่เราว่าเราได้ความจริงดีกว่าวิธีพิสูจน์แบบเรขาคณิต ซึ่งเริ่มให้มีความแน่ใจตั้งแต่สิ่งที่เห็นจริงแล้วหรือสัจพจน์ (axiom) และมูลบท (postulate) คัดเฉพาะข้อความที่ไม่มีใครจะสามารถสงสัยได้เลย กำหนดให้เป็นปฐมบท (assumption) แล้วค่อยๆ พิสูจน์อย่างระมัดระวังไปทีละขั้นๆ เดการ์ตเสนออย่างแน่ใจว่า
- ความรู้ของมนุษย์สัมพันธ์กันเป็นระบบเครือข่าย
- มีพระผู้สร้างที่ไม่อาจจะหลอกลวงมนุษย์ได้ พระองค์ทรงสร้างมนุษย์มาให้รู้ความจริงของเอกภพ เอกภพจึงต้องแบ่งเป็นหน่วยย่อยได้ตามที่มนุษย์เข้าใจ และหน่วยย่อยต่าง ๆ ของเอกภพจะต้องประสานกันเป็นเครือข่ายเหมือนกับเครื่องจักรกลมหึมาเครื่องเดียวที่ทำงานเรียบร้อยอย่างไม่มีที่ติ
- เรขาคณิตเป็นส่วนหนึ่งของคณิตศาสตร์ทั้งหมดที่สัมพันธ์กันเป็นระบบเครือข่ายสอดคล้องกันอย่างไม่มีความบกพร่อง
- ดังนั้น เมื่อมนุษย์สังเกตส่วนใดของเอกภพก็ตามเอามาตรึกตรองตามกฎคณิตศาสตร์จะได้กฎของเอกภพในส่วนนั้น และจากส่วนนั้นอาจจะอนุมานไล่เลียงไปสู่ส่วนอื่น ๆ ได้ หากใช้ถูกวิธี (สมเหตุผลตามหลักตรรกะ) ไล่เลียงไปถึงไหนก็แน่ใจว่าเป็นความจริงวัตถุวิสัยได้ถึงนั่น
หลักค้ำประกันมาตรการความจริงที่เป็นมาตรการน่าเชื่อถือได้จริง ๆ ต้อง
ค้ำประกันด้วยความเชื่อว่า
- มนุษย์มีสมรรถภาพรู้แต่เกิด (innate) ที่จะมั่นใจได้ว่าอะไรเชื่อถือได้หรือไม่
- ปัญญามนุษย์สัมผัสความเป็นจริงได้ทั้ง 2 มิติ
- มีพระเจ้าทรงค้ำประกันสมรรถภาพรู้ของมนุษย์
เดการ์ตได้เสนอวิธีดำเนินการ เพื่อจัดระบบความคิดไว้ว่า
มูลบทที่ 1 ให้หาความรู้พื้นฐานที่ไม่มีใครจะสงสัยได้เลย โดยใช้วิธีสงสัยสากล (universal doubt) สิ่งที่เราทุกคนต้องยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่าสงสัยไม่ได้ คือ “ฉันสงสัย” (I doubt) หรือพฤติกรรมการสงสัยนั่นเอง
มูลบทที่ 2 ได้แก่ “ฉันคิด” (I think.) เพราะว่าเมื่อสงสัยก็ต้องคิด (I doubt, therefore I think.) เพราะฉะนั้นพฤติกรรมแห่งการคิดจึงเป็นความจริงอีกข้อหนึ่งที่ไม่มีใครสงสัยได้ เดการ์ตเห็นโดยตรงด้วยอัชฌัตติกญาณ (intuition) ว่าเมื่อสงสัยก็ต้องคิด
มูลบทที่ 3 “ฉันมีตัวตน” (I am.) เพราะว่าเมื่อคิดก็ต้องมีตัวตน (I think, therefore I am.) เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงแห่งการมีตัวตนจึงเป็นความจริงอีกข้อหนึ่งที่ไม่มีใครจะสงสัยได้ เพราะรู้โดยตรงด้วยอัชฌัตติกญาณเช่นกันว่าเมื่อคิดก็ต้องมีตัวตน
ทฤษฎีบทที่ 1 “อะไรที่แจ่มแจ้งและชัดเจนย่อมจริงเสมอ” (What is clear and distinct is true) การที่เรายอมรับมูลบทว่าจริง ก็เพราะมีความแจ่มแจ้งและชัดเจนในตัว
ทฤษฎีบทที่ 2 “พระเจ้ามีอยู่” (God exists) เมื่อเรานิยามพระเจ้าว่าคือผู้สมบูรณ์อย่างที่สุด จากทฤษฎีบทที่ 1 ก็จะเห็นแจ่มแจ้งและชัดเจนทันทีว่าผู้สมบูรณ์ที่สุดจำเป็นจะต้องมีตัวตนอยู่ด้วย
ทฤษฎีบทที่ 3 “สสารเป็นสิ่งแผ่กว้าง” (Matter exists as extension) โดยทฤษฎีบทที่ 1 เมื่อเราเห็นแจ่มแจ้งว่าสสารกับการแผ่กว้างแยกกันไม่ออก เราก็ไม่สามารถเข้าใจสสารที่ไม่แผ่กว้างได้ หรือสิ่งแผ่กว้างที่ไม่ใช่สสารก็ไม่ได้
เดการ์ตนำเสนอการสงสัยที่เรียกว่าสงสัยสากล ซึ่งถือเป็นการสงสัยแบบวิธีการ (methodical doubt) โดยใช้กฎตรรกวิทยานิรนัย อย่างพิถีพิถันในวิธีการพิสูจน์ โดยข้อความใดจะยกเอาไปพิสูจน์ได้ต้องผ่านการพิสูจน์มาก่อนจนแน่ใจแล้ว ยกเว้นปฐมบทที่ต้องยอมรับโดยไม่มีการพิสูจน์เพราะพิสูจน์ไม่ได้ เนื่องจากเป็นข้อความที่ง่ายที่สุด เห็นแจ่มแจ้งและชัดเจนได้ในตัวเอง
เบคอน กาลิเลโอ และเดการ์ตเป็นผู้นำในการสนใจวิธีอุปนัยของอารีสโตเติล แต่ไม่ยึดติดกับเนื้อหาคำสอน ต่างคนต่างคิด ต่างค้นพบ ต่างมุ่งมั่นผลักดันเผยแพร่ความคิด โดยมีเป้าหมายตรงกันโดยอัตโนมัติคือ เชื่อในหลักวจนศูนย์นิยมอย่างเต็มที่ และพยายามค้นคว้าหาหลักฐานมายืนยันความเชื่อดังกล่าว
อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant ค.ศ.1724-1804) เสนอทฤษฎีโครงสร้างของปัญญา (theory of mind structure) โดยเห็นว่าผัสสะของประสบการณ์นิยมและเหตุผลของฝ่ายเหตุผลนิยมต่างก็เป็นเพียงโครงสร้างของปัญญาเท่านั้น จะถือว่าให้ความรู้ที่รู้ตรงกับความเป็นจริงภายนอกไม่ได้ ความรู้ของเราจึงเป็นเพียงความรู้เท่าที่ปรากฏแก่ปัญญาของเรา (phenomena) เราไม่สามารถจะรู้ได้ว่าความเป็นจริงภายนอก (noumena) เป็นอย่างไร แต่เราแน่ใจว่าต้องมีความเป็นจริงเป็นวัตถุวิสัยของความรู้ มิฉะนั้นความรู้จะเกิดไม่ได้ กลไกของปัญญามี 2 ขั้นตอน คือขั้นแบบบริสุทธิ์แห่งผัสสะ (pure form of sensation) คือการผัสสะที่สร้างห้วงเทศะ (space) และเวลา (time) ได้ความรู้ออกมาเป็นหน่วยๆ เมื่อผ่านขั้นที่ 2 คือขั้นแบบบริสุทธิ์แห่งความเข้าใจ (pure form of understanding) ซึ่งมีอยู่ 12 วิภาค จึงจะได้ข้อมูลของความรู้สากล
มาตรการความจริงของคานท์ จึงมี 2 มาตรการ ได้แก่
- เหตุผลบริสุทธิ์ (pure reason) สำหรับรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
- เหตุผลปฏิบัติ (practical reason) สำหรับรู้เรื่องศีลธรรมและศาสนา
เมื่อแนวคิดของคานท์แสดงว่าสิ่งที่เรารู้มันไม่จริง สิ่งจริงเราไม่รู้ ทำให้ญาณปรัชญาเกิดการเขว ไม่มีหลักยึดเหนี่ยว จึงเกิดกลุ่มลัทธิจำนวนมากตามมา เช่น มโนคตินิยม ปฏิฐานนิยม และอัสสมาจารย์นิยมใหม่ (Neo-Scholasticism) ของฝ่ายศาสนจักร เป็นต้น
จอร์จ เฮเกล (Georg Wilhelm Friedrich Hegel ค.ศ.1770-1831) เป็นแกนนำลัทธิมโนคตินิยมถือมูลบทว่า ระเบียบความเป็นจริงกับระเบียบความคิดเป็นอันเดียวกัน เมื่อความเป็นจริงเป็นองค์อสัมพัทธ์ (Absolute) ซึ่งเห็นว่าใครมีญาณวิเศษจะเห็นว่าความเป็นจริงมีแต่จิตดวงเดียว จิตที่สำนึกว่าตนยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ยังอาจจะก้าวหน้าได้ ความก้าวหน้าของจิตเรียกว่าปฏิพัฒนาการ (dialectic) ระเบียบความคิดหรือตรรกวิทยาก็ต้องดำเนินการตามกฎปฏิพัฒนาการเช่นเดียวกัน กฎปฏิพัฒนาการแสดงผ่านไตรลักษณ์สุดยอดของตรรกวิทยา คือ doctrine of being, doctrine of essence, doctrine of concept
โอกุสต์ กงต์ (Auguste Comte ค.ศ. 1798-1857) เป็นบิดากลุ่มปฏิฐานนิยม (positivism) เน้นวิธีการวิทยาศาสตร์ วิธีการของแต่ละแขนงวิชาจะต้องดูที่ประวัติของวิชานั้นจึงจะเห็นว่าวิธีการใดดีที่สุด วิธีการสำคัญได้แก่ การคำนวณ การสังเกต การทดลองและการเปรียบเทียบ
คาร์ล มากซ์ (Karl Marx ค.ศ. 1818-83) เห็นว่าความจริงคือ สสาร (matter) ไม่ใช่สสารที่เดินตรงตามกฎวิทยาศาสตร์ แต่เป็นสสารที่ดิ้นรนเพื่อความก้าวหน้าโดยเอาชนะอุปสรรค อุปสรรคก็คือ สสารเช่นเดียวกัน ที่ใดสสารขัดแย้งกันมากๆ ก็จะก้าวหน้าเป็นสิ่งมีชีวิตได้ ตามกฎปฏิพัฒนาการของสสาร (Dialectical Materialism)
จอห์น สจ๊วต มิลล์ (John Stuart Mill ค.ศ.1806-1873) เป็นบิดาของลัทธิปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (logical positivism) เห็นว่านิรนัยมีประโยชน์ แต่ไม่ให้ความรู้ใหม่ เพราะไม่สามารถสรุปได้มากกว่าที่รู้ในข้ออ้างแล้ว แต่มีประโยชน์ที่จำกัดความสนใจแคบเข้าเฉพาะหน่วยที่เราต้องการใช้ นิรนัยใช้ไม่ได้ผลสำหรับหาความจริง เพราะข้อเท็จจริงมากเท่าใดก็ไม่มีทางจะให้ความจริงสากลได้ ความจริงจึงได้จากการสังเกตสิ่งเฉพาะหน่วยแล้วทำอุปนัย ยิ่งได้ข้อเท็จจริงมากเท่าใด ความรู้ก็ยิ่งกว้างขวาง จนรู้สึกพอแล้วก็ปลงใจเชื่อ (consent) ว่าเป็นความรู้สากล ดังนั้นนิรนัยที่เคยใช้มาก็คืออุปนัยนั่นเอง หน้าที่ของวิทยาศาสตร์คือรวบรวมประพจน์บ่งข้อเท็จจริงให้มากๆ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ ซึ่งมิลล์ได้วางหลักหาประพจน์บ่งข้อเท็จจริงไว้ 5 อย่างดังนี้
- วิธีหาความสอดคล้อง (Method of agreement)
- วิธีหาความแตกต่าง (Method of difference)
- วิธีหาความสอดคล้องและความแตกต่าง (Method of agreement and difference)
- วิธีหาส่วนที่เหลือ (Method of residues)
- วิธีหาความผันแปร (Method of concomitant variation)
วิธีทั้ง 5 นี้ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูล และตั้งสมมติฐาน ต่อไปต้องทำการพิสูจน์ ถ้าได้ความจริงพอจะยึดถือต่อไปได้ก็เรียกว่ากฎจากประสบการณ์ (empirical law) ถ้าใช้ไปนาน ๆ แล้วไม่มีข้อยกเว้นเกิดขึ้นให้ถือเป็นกฎธรรมชาติ (laws of nature)
ลัทธิปฏิบัตินิยม (Pragmatism) นำโดย ชาลส์ เพิร์ส (Charles S. Peirce ค.ศ.1839-1914) วิลเลียม เจมส์ (William James ค.ศ.1842-1910) และจอห์น ดิวอี้ (John Dewey ค.ศ.1859-1952) เชื่อว่า ในเมื่อเราไม่รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จในขณะนี้ เนื่องจากผู้อ้างถึงญาณวิเศษมีความคิดไม่ตรงกัน และล้วนเป็นเครื่องมือแก่นักการเมือง ควรที่เราควรยึดถือคือประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ หากเห็นว่ายึดถือแล้วให้ประโยชน์แก่ตนมากที่สุดก็ให้ยึดถือไปพลางๆ ก่อน จนกว่าจะพบทางอื่นที่ให้ผลมากกว่าจึงจะเปลี่ยนไปยึดทางใหม่ ฝ่ายประสบการณ์นิยมถือว่า สัญชาน (sense-perception) เท่านั้นที่ให้ความจริงแก่เราได้อย่างน่ามั่นใจ จึงส่งเสริมการสังเกต ทดสอบ ส่วนความคิดเลยขึ้นไปนั้นให้รับรู้ไว้เป็นสมมุติฐานเพื่อทดสอบ ญาณปรัชญาของลัทธิปฏิบัตินิยมได้แถลงไว้ว่า มาตรการความจริงเหลือแค่การสมนัยและการสหนัยกับปรากฎการณ์ตามสถิติซึ่งจะต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้ถูกสรุปใหม่เป็น 5 ขั้นตอนได้แก่
- รวบรวมข้อมูล (Data)
- ตั้งสมมุติฐาน (Hypothesis)
- ทดสอบสมมุติฐาน (Testing)
- ตั้งทฤษฎี (Theorem)
- นำไปใช้ (Application)
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้เพิ่มส่วนของการทดลองสมมุติฐานขึ้นมา (ในข้อที่ 3 ) จึงทำให้การแสวงหาความรู้แตกต่างจากกระบวนทรรศน์โบราณที่ผ่านมา
กระบวนทรรศน์นวยุค มองทุกอย่างว่าเป็นระบบเครือข่ายวิทยาศาสตร์และใช้เกณฑ์ตัดสินความจริง 2 เกณฑ์คือ เกณฑ์เหตุผลและเกณฑ์ประสบการณ์ (ประจักษ์นิยม) ตามวิธีการวิทยาศาสตร์
คาร์ล ปอพเปอร์ (Karl Popper ค.ศ.1902-1994) มองว่า วิธีอุปนัยอันเป็นการพิสูจน์โดยอ้างประสบการณ์เฉพาะหน่วยไปสนับสนุนข้อความทั่วไปนั้นคือ การอนุมานจากข้อความเฉพาะหน่วยไปสู่ข้อความสากล คุณค่าทางญาณวิทยาจึงอยู่ในระดับน่าจะเป็น (probability) ความน่าจะเป็นมีอยู่ 2 ด้าน คือ ด้านจำนวนตัวเลขและด้านที่ไม่ช่ตัวเลขคือ คำนวณออกมาเป็นตัวเลขไม่ได้ ได้แต่เดาพอประมาณ ซึ่งความน่าจะเป็น มี ความหมาย 2 นัยคือ โชค (chance) ไม่ว่าโชคดีหรือโชคร้าย เป็นเรื่องไม่แน่นอน และความถี่ (frequency) ถ้ามีการเก็บข้อมูลจำนวนมากพอ และพยายามให้ตัวอย่างมีความหลากหลาย ก็จะได้ความถี่ที่ค่อนข้างตายตัว และสรุปไว้ใน The Logic of Scientific Discovery (1934) ด้วยข้อความหลักว่า “แท้จริงแล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะพิสูจน์อะไรสักอย่างว่าผิดอย่างชัดแจ้ง เพราะเป็นไปได้อยู่เสมอที่จะกล่าวว่า ความรู้วิทยาศาสตร์จริงตราบเท่าที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ได้ว่าเท็จ (principle of fallibility or principle of falsification)

