อ.ดร.สิริกร อมฤตวาริน:

บทบาทของญาณปรัชญาจริยะ (Ethical epistemology) คือ ญาณปรัชญาที่เกี่ยวกับความดีคือ รู้ได้อย่างว่าเป็นความดี  และมีพัฒนาการวิธีการรู้ตามกระบวนทรรศน์ ซึ่งจะทำให้บุคคลมั่นใจได้ว่าตนเองรู้ว่าอะไรเป็นความดี แนวคิดญาณปรัชญาจริยะของนวยุคนิยม (Modern ethical epistemology) เกิดพร้อมกับปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นในปรัชญาจริยะว่า จะใช้อะไรเป็นหลักการสำหรับให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมด้วยสันติ โดยไม่คำนึงว่าจะนับถือศาสนาใดหรือไม่ จึงมีแนวคำตอบที่สำคัญ 4 แนว คือ

1.ความสำนึกในหน้าที่ จากประสบการณ์มนุษย์มีความสำนึกในหน้าที่ด้วยกันทุกคนในรูปของมโนธรรม ถ้าหากวิธีส่งเสริมให้ปฏิบัติกันอย่างจริงจังเป็นล่ำเป็นสัน สังคมจะสงบสุข คานท์ (Immanuel Kant, 1724 – 1804) เป็นผู้ริเริ่มจริยธรรมแบบหน้าที่นิยม (deontologism) คานท์ถือว่าทุกคนมีจิตสำนึกได้ว่า “หน้าที่จะต้องทำ” คือ รู้ว่าอะไรเป็นหน้าที่ก็จะรู้สึกถูกบังคับให้ต้องทำตาม ระวังอย่าฝืนอันจะทำให้มโนธรรมดังกล่าวค่อย ๆ ชินชาจนหายไปในที่สุด การคิดแต่เพียง “หน้าที่” โดยไม่คำนึงถึงความสุขหรือประโยชน์หรือจุดหมายใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นจริยศาสตร์ของคุณค่าบริสุทธิ (ethics of pure value) จริยศาสตร์ที่ไม่อ้างถึงความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะแต่บอกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องกระทำ ทำเพราะสำนึกในหน้าที่ ซึ่งเหมาะที่จะใช้สอนจริยธรรมสำหรับผู้ที่อ้างว่าตนเองไม่นับศาสนาหนึ่งศาสนาใด แนวความคิดนี้เป็นความคิดของคานท์

                                   คานท์ต้องการประนีประนอมคน 3 พวกเข้าไว้ด้วยกัน คือ  1) พวกวิทยาศาสตร์ ถือว่าความเป็นจริงมีเพียงเท่าที่ทดสอบได้ด้วยวิธีการวิทยาศาสตร์คือตัดสินด้วยผัสสะ ตามลัทธิปรัชญาประสบการณ์นิยม  2) พวกนิยมคณิตศาสตร์ ถือว่าความเป็นจริงมีเพียงเท่าที่คิดหาเหตุผลได้ คือตัดสินได้ด้วยเหตุผล ตามลัทธิเหตุผลนิยม  3) พวกศรัทธาต่อศาสนาคริสต์อย่างสุดขั้ว เชื่อว่าคำสอนทางศาสนาจะใช้ผัสสะและเหตุผลไม่ได้ ต้องยอมรับด้วยศรัทธาอย่างเดียว 

                                   แนวคิดของคานท์เป็นระบบปรัชญาใหม่ ซึ่งแถลงว่าผัสสะและเหตุผลให้ความจริงแก่เราเพียงขั้นปรากฏการณ์ (phenomena) เพราะสมองของเรามีกลไกสำหรับรู้และเข้าใจซึ่งเปลี่ยนสภาพของวัตถุแห่งความรู้ที่ผ่านเข้ามา วัตถุแรกแท้ ๆ ในตัวของมันเองก่อนจะผ่านเข้าสมองนั้น เป็นอะไรเราไม่รู้ ความเป็นจริงแท้ ๆ นั้นมีอยู่ภายนอกเรียกว่า นูมิเนอ (noumena)

                                   อย่างไรก็ตามสมองเรามีสมรรถภาพอีกขั้นหนึ่ง เรียกว่า ปัญญาขั้นเหตุผลปฏิบัติ ซึ่งนักปรัชญาอื่น ๆ จะเรียกว่า อัชฌัตติกญาณ คือรู้เองด้วยการหยั่งรู้ ไม่ต้องใช้ผัสสะ ไม่ต้องใช้เหตุผล ใช้ก็ไม่สำเร็จ เพราะความรู้นั้นไม่ผ่านมาทางกลไกของสมองอย่างธรรมดา สมรรถภาพเหตุผลปฏิบัตินี้ช่วยให้เข้าถึงหลักจริยธรรมว่า “ต้องทำตามหน้าที่” เพราะความสำนึกในหน้าที่นี้เอง การกระทำในลักษณะนี้จึงไม่ต้องใช้เหตุผล

                                   แม้มีจุดหมายใด ๆ เช่น ความสุข ความพอใจ ฯลฯ จะกระตุ้นให้เราทำดี แต่ถ้าเราทำดีเพราะมีจุดหมายจริง ๆ เราก็ทำไปเหมือนสัตว์อื่นที่ทำไปเพราะต้องการประโยชน์ กิจกรรมที่ให้ประโยชน์เช่นนี้ไม่เรียกว่ากิจกรรมจริยธรรม คือถือว่าไม่ดีไม่เลว เว้นแต่ถ้าทราบว่าผิดหน้าที่แล้วยังทำอีกจึงจะถือว่าเลว กิจกรรมทางจริยธรรมต้องตัดสินกันด้วยความสำนึกในหน้าที่อย่างเดียวคือถ้ากระทำโดยมีมโนธรรมว่าเพราะเป็นหน้าที่จะต้องทำและทำตามมโนธรรมดังกล่าวจึงเรียกว่า  ทำดี คุณค่าภายนอกแม้สูงสุดก็ไม่มีอิทธิพลอันใดต่อคุณค่าทางศีลธรรม  ตัวกระตุ้นที่ให้ทำตามหน้าที่มีแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ เจตจำนงน้ำใจดี (good will) ของบุคคลนั้นยิ่งฝึกได้มากเท่าใดก็ยิ่งดีมากขึ้นทุกทีอย่างไม่มีขอบเขต

                                   ความสำนึกในหน้าที่แสดงออกมาเป็นคำสั่งเด็ดขาด (categorical imperative) โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ แต่มีกรอบ 5 ประการ ดังนี้ (กีรติ บุญเจือ, 2546) 1) ปฏิบัติตามแนวที่จะเป็นกฎทั่วไปได้ 2) ต้องถือว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นจะถือเอาใครเป็นเครื่องมือไปสู่จุดหมายของใครไม่ได้  3) มนุษย์ทุกคนเป็นสมาชิกในสังคมจริยธรรมอันเดียวกัน  4) การกระทำใด ๆ เพื่อจุดหมายของส่วนตัวจะขัดแย้งกับหลักจริยธรรมส่วนรวมไม่ได้ 5) แต่ละคนมีหน้าที่ต้องให้ความสะดวกแก่ผู้อื่นในการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม  กฎทั้ง 5 นี้เป็นโครงสร้างของคำสั่งจากเหตุผลปฏิบัติ ไม่แสดงให้เห็นเลยว่าเมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้จะมีคุณค่าอะไรเกิดขึ้น นอกจากคุณค่าของน้ำใจที่จะทำตามหน้าที่  ความดี – ชั่ว ไม่มีความหมาย จะพูดได้แต่เพียงว่าเป็นจริยธรรมหรือไม่เท่านั้น การกระทำที่เป็นจริยธรรมก็คือ อยู่ในกรอบแห่งหน้าที่ ถ้าไม่อยู่ในกรอบแห่งหน้าที่ก็ไม่เป็นจริยธรรมเป็นเพียงแรงกระตุ้น (impulse) เป็นอันว่า มาตรฐานความดี (good in itself) ซึ่งปรัชญากรีกพยายามสืบหามานั้นไร้ความหมายเสียสิ้นเชิง พร้อมกับความเป็นจริงในตัวเอง (thing-in-itself)

                                   คานท์ได้ให้พิจารณาว่า คำสั่งของจริยธรรม (moral Imperatives) ในตัวเรามีอยู่ 2 ประเภท คือ 1) คำสั่งโดยมีเงื่อนไข (Hypothetical Imperatives) มีจุดหมาย มีเงื่อนไข เป็นคำสั่งประเภทกฎของความเชี่ยวชาญหรือคำแนะนำให้รอบคอบ (A rule of skill or a counsel of prudence) มักมีเงื่อนไขด้วยคำว่า “ถ้า” (if) เช่น ถ้าเธออยากสอบได้ก็จงขยันดูหนังสือ ความดีของกิจกรรมประเภทนี้เนื่องมาจากผลประโยชน์ จึงตัดสินตามแนวประโยชน์นิยม (utilitarianism) คำสั่งประเภทนี้ผ่านโครงสร้างของเหตุผลบริสุทธิ์ 2) คำสั่งเด็ดขาด (Categorical Imperative) สั่งเด็ดขาด ไม่มีจุดหมาย ไม่มีเงื่อนไข สั่งด้วยความสำนึกในหน้าที่ (for duty’s sake) ผลจะเป็นอย่างไรไม่คำนึงถึง เมื่อรู้ว่าเป็นหน้าที่แล้วต้องทำหาเหตุผลไม่ได้เพราะไม่ผ่านเหตุผลบริสุทธิ์ แต่ทว่าเหตุผลบริสุทธิ์ก็มักจะอดช่วยไม่ได้อยู่ดี โดยพยายามหาเหตุผลและประเมินค่าความดีให้แก่กิจการที่เป็นหน้าที่ เรื่องความสำนึกในหน้าที่จึงเป็นเรื่องของเหตุผลปฏิบัติโดยตรง แม้เหตุผลบริสุทธิ์จะเสนอเหตุผลช่วยก็ไม่สนใจไยดี

                                   ความคิดนี้มีพื้นฐานมาจากปรัชญาบริสุทธิ์ของคานท์ที่เป็นญาณปรัชญา (กีรติ บุญเจือ, 2546) โดยมีจุดเริ่มต้นคำถามจากวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้การสังเกตทดลองสรุปด้วยเหตุผลและการทดสอบ ประเมินผล สรุป แต่วิทยาศาสตร์ก็เริ่มการค้นคว้าจากมูลบท ซึ่งมีลักษณะเป็นประพจน์สังเคราะห์ก่อนประสบการณ์ (synthesis a priori) คานท์จึงคิดว่าปรัชญาควรเริ่มโดยค้นคว้าเหตุผลสนับสนุนความรู้พื้นฐานดังกล่าว จึงเริ่มรวบรวมข้อข้องใจสรุปเป็นคำถามว่า “การตัดสินสังเคราะห์ก่อนประสบการณ์จะจริงได้อย่างไร” คานท์เชื่อว่าคำตอบคำถามนี้จะหาทางออกให้ทั้งฝ่ายเหตุผลนิยมและฝ่ายประสบการณ์นิยม

                                   การตัดสิน (judgement) คือกิจกรรมของปัญญาที่ยืนยันว่าภาคแสดงเข้ากันได้กับประธานอย่างไร ปัญญาติดสินได้ก็ต่อเมื่อเห็นความสัมพันธ์ระหว่างประธานกับภาคแสดง ความสัมพันธ์นี้เป็นพื้นฐานของข้อตัดสิน ข้อตัดสินจึงแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทตามชนิดของความสัมพันธ์คือ วิเคราะห์และสังเคราะห์  1) ข้อตัดสินวิเคราะห์ (analytical judgement) คือข้อตัดสินที่ความหมายของภาคแสดงบรรจุอยู่ในเนื้อหาของประธานแล้ว เพียงแต่วิเคราะห์ความหมายของประธานจะพบว่าความหมายของภาคแสดงอยู่ด้วย  2) ข้อตัดสินสังเคราะห์ (synthetical judgement) คือข้อตัดสินที่ความหมายของภาคแสดงมิได้มีบรรจุอยู่ในความหมายของประธาน วิเคราะห์ดูไม่พบ แต่ยังความสัมพันธ์ในฐานะที่อาจจะเข้ากันได้โดยไม่มีข้อขัอแย้ง  เราจะรู้ว่าเข้ากันในความเป็นจริงหรือไม่ก็โดยทดสอบดูด้วยประสบการณ์

                                   ข้อตัดสินสังเคราะห์ยังอาจจะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทย่อยตามลักษณะของความสัมพันธ์ว่าจำเป็นจะต้องสัมพันธ์กันเสมอเช่นนั้นไปทุกกรณีหรือไม่ ถ้าจำเป็นเรียกว่า สังเคราะห์ก่อนประสบการณ์ (synthetical a priori) ถ้าไม่จำเป็นเรียกว่า สังเคราะห์หลังประสบการณ์ (synthetical a posteriori) (กีรติ บุญเจือ: 2546) ข้อตัดสินวิเคราะห์ (analytical judgement) เป็นประเภทก่อนประสบการณ์เสมอ เพราะเนื้อหาของภาคแสดงบรรจุอยู่ในเนื้อหาของประธานแล้ว

    2. ประโยชน์ส่วนตัว กลุ่มนี้เห็นว่าการใช้สำนึกในหน้าที่นั้น ใช้ได้เฉพาะตัวเท่านั้นใช้ในสังคมไม่ได้ผล เพราะใคร ๆ ก็อาจจะอ้างได้ว่าเพราะสำนึกในหน้าที่ แต่ปากกับใจอาจจะไม่ตรงกันก็ได้ จึงควรใช้หลักการที่ตรงกับความต้องการของมนุษย์และควบคุมได้ นั่นคือประโยชน์ส่วนตัว มนุษย์ทุกคนต้องการประโยชน์ส่วนตัวด้วยกันทั้งนั้น ผู้รับผิดชอบในสังคมควรอบรมส่งเสริมให้ทุกคนมุ่งกอบโกยหาประโยชน์ใส่ตนตามทรรศนะของตนให้เต็มที่ เช่น นักบวชและผู้มีศรัทธาก็ให้มุ่งกอบโกยบุญกุศล พ่อค้ามุ่งหาผลกำไร ทหารมุ่งได้ยศและตำแหน่ง นักการศาสนามุ่งหาความนิยมให้ศาสนาของตน ผู้ริเริ่มความคิดนี้ได้แก่ เบนเธิม (Jeremy Bentham   1748  – 1852) ได้ชื่อลัทธิว่าประโยชน์นิยม (Utilitarianism) ซึ่งตั้งเป้าหมายไว้ว่า ผู้รับผิดชอบต้องบริหารให้สังคมได้ความสุขมากที่สุดให้แก่ประชาชนจำนวนมากที่สุด (Greatest happiness of the greatest number) โดยกระตุ้นให้ทุกคนทำงานอย่างแข็งขันที่สุด เช่น เสนอคติพจน์ว่า งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข

                                   เบนเธิม (Jeremy Bentham) ชาวอังกฤษ ถืออภิปรัชญาจักรกลนิยมของฮับส์ มีทรรศนะว่า มนุษย์ในทุกยุคทุกสมัยต้องการความมั่นใจว่าจะได้ความพึงพอใจ (pleasure) และสามารถเลี่ยงความทุกข์ (pain) ซึ่งทรรศนะที่มีพื้นฐานว่า คนทุกคนดิ้นรนเพื่อเงิน เพราะเงินเป็นแก้วสารพัดนึก จะเนรมิตอะไรก็ได้ ซึ่งสามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าจะได้ความพึงพอใจและดับทุกข์ของตนได้  เบนเธิมจึงเสนอมาตรการความประพฤติดีอยู่ที่การกระทำที่นำประโยชน์ให้แก่ตัวเอง ประโยชน์ได้แก่ความสามารถให้ความพึงพอใจและหลีกเลี่ยงความทุกข์  แนวคิดนี้เจตนาไม่มีความสำคัญสำหรับมาตรการนี้ ขอให้ได้ประโยนช์มาก็พอ จะเจตนาอย่างไรนั้นไม่สำคัญรัฐบาลจะให้รางวัลหรือลงโทษก็ดูที่ผลของการกระทำ เจตนาเป็นเรื่องที่ดูยาก และไม่ตรงกับเป้าหมายของมาตรการนี้ (กีรติ บุญเจือ: 2546)

    3.ประโยชน์ส่วนรวม  กลุ่มนี้เห็นว่าการสนับสนุนให้ทำการเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวนั้น ไม่สมศักดิ์ศรีของมนุษย์ ยิ่งกว่านั้นจะออกกฎหมายให้รัดกุมสักปานใด กฎหมายก็ยังมีช่องโหว่ให้คนฉลาดเอาเปรียบคนโง่อยู่จนได้ จึงขอเปลี่ยนหลักการให้ผู้รับผิดชอบในสังคมส่งเสริมให้ทุกคนมุ่งหาผลประโยชน์ส่วนรวม เมื่อทำเช่นนี้กันอย่างจริงจังทั่วหน้า ประโยชน์ส่วนตัวจะตามมาเองและทุกคนจะอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความร่มเย็น ผู้ริเริ่มความคิดนี้ได้แก่ สจ๊วต มิล (Stuart Mill 1806 – 1873) ลัทธินี้ได้ชื่อว่า ประโยชน์นิยมเช่นกัน แต่เรียกว่าประโยชน์ส่วนรวมนิยม (altruistic Utilitarianism) และของเบนธัมได้ชื่อว่าประโยชน์ส่วนตัวนิยม (egoistic Utilitarianism) (กีรติ บุญเจือ: 2546)

                                   จอห์น สจ๊วต มิล (John Stuart Mill) ชาวอังกฤษ ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของลัทธิปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (logical) เป็นผู้รื้อฟื้นประสบการณ์นิยมของอังกฤษให้ฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ มีความเชื่อว่าความเห็นมนุษย์มีอิทธิพลอย่างกว้างขวางต่อความเป็นอยู่ สังคม และประวัติศาสตร์ของมนุษย์ จึงพยายามสร้างระบบความคิดซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ต่อเสรีภาพของมนุษย์และความผาสุกส่วนรวม

                                   มิลสรุปว่าความรู้ใหม่ได้มาด้วยวิธีอุปนัย (Induction) และวิธีนิรนัยที่เคยใช้กันนั้นความจริงเป็นเรื่องของอุปนัยมากกว่า   วิธีอุปนัยเป็นวิธีถูกต้องวิธีเดียวที่จะหาความรู้ใหม่ได้ แต่วิธีนี้ก็มีพื้นฐานอยู่บนความเชื่อกฎความคงตัวของธรรมชาติ (principle of the uniformity of nature) กล่าวคือเหตุการณ์เดียวกันจะเกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมที่เหมือนกัน ข้อความนี้ไม่ใช่นิยามโดยแปลศัพท์และไม่ใช่หลักการทั่วไป (ซึ่งเราทึกทักเอาเอง) แต่เป็นประพจน์บ่งข้อเท็จจริง (factual proposition) ถือเป็นเพียงประมวลข้อเท็จจริงที่เห็นมาแล้ว เลยเดาได้ว่าจะเป็นเช่นนี้ต่อไป

                                   หลักการของมิลกระตุ้นให้ทดลองทางจิตวิทยาจนเกิดจิตวิทยาทดลอง (Experimental Psychology) ซึ่งเป็นวิชาสำคัญวิชาหนึ่งในปัจจุบัน มิลให้ข้อคิดไว้มาก แต่ยังไม่เป็นระบบ การถือว่าความเป็นจริงปรัชญาอยู่ภายในขอบเขตของจิตวิทยาภาคทดลอง เช่นนี้เรียกว่า จิตวิทยานิยม (psychologism) และจิตวิทยาแห่งผลประโยชน์ก็ได้ถูกใช้เป็นข้อมูลสำหรับสรุปเป็นเกณฑ์จริยธรรมลัทธิประโยชน์นิยม (utilitarianism)

                                   อภิปรัชญาในความหมายแท้นั้นไม่มี เพราะเราไม่สามารถจะรู้อะไรที่เลยขอบข่ายของประสบการณ์ไปได้ ประสบการณ์นิยมของมิลอ่อนกว่าของฮิวม์ แต่ก็ไม่ใช้ความเชื่อมากเหมือนบาร์กลีย์  แนวคิดของมิลจึงเป็นสายกลางที่มีเนื้อหาถกเถียงกันต่อมาในลัทธิปฏิฐานนิยมใหม่ เป็นเหตุให้มิลได้ชื่อว่าเป็นบิดาของลัทธิปฏิฐานนิยมเชิงตรรกะ (logical positivism)

                                   ความพอใจ คือ สิ่งดี และความทุกข์ร้อนคือ สิ่งเลว   แนวทางในการคิดตัดสินสิ่งดีและสิ่งเลวที่สามารถอธิบายได้ชัดเจน ซึ่งใช้วิถีชีวิตที่ดำเนินไปในแต่ละช่วงเวลาเป็นแนวตัดสินสิ่งดีเลว แนวคิดนี้เป็นแนวความคิดของลัค (Locke) (กีรติ บุญเจือ: 2546)

                                   ลัคคิดว่าทุกคนมีประสบการณ์โดยตรงเกี่ยวกับความพอใจหรือความทุกข์ร้อน(pleasure or pain) จึงเป็นเรื่องที่นิยามไม่ได้และวิเคราะห์ไม่ได้ แต่ประสบการณ์เรื่องนี้ผิดกับประสบการณ์โดยตรงอื่น ๆ เพราะเป็นประสบการณ์ที่ควบคู่ไปกับประสบการณ์อื่น ๆ ทุกอย่างไม่ว่าเรามีประสบการณ์และมีมโนคติเรื่องใด เราจะต้องรู้สึกพอใจหรือทุกข์ร้อนอย่างใดอย่างหนึ่งควบคู่ไปด้วยเสมอ และไม่มีใครปฏิเสธได้   จึงได้สรุปว่า ความประพฤติที่นำความพอใจก็เป็นความประพฤติดี และความประพฤติใดที่นำความทุกข์ร้อนมาสู่ตนก็เป็นความประพฤติชั่ว หน้าที่ของจริยศาสตร์จึงอยู่ที่ค้นคว้าเพื่อกำหนดลงไปว่า ในสิ่งแวดล้อมเช่นนั้นเช่นนี้บุคคลจะต้องทำอย่างไร จึงจะให้ความพอใจและหลีกเลี่ยงความทุกข์ร้อนได้มากที่สุด การรู้อะไรให้ความพอใจ อะไรให้ความทุกข์เป็นเรื่องของความรู้สึก ซึ่งไม่ใช่เรื่องของเหตุผล “จริยธรรมเป็นเรื่องคุณสมบัติรู้สึกได้ยิ่งกว่าจะตัดสินได้”  เพราะด้วยเหตุที่ว่าคนเราแต่ละคนปัญญาไม่เท่ากัน บางคนเข้าใจเหตุผลวิทยาศาสตร์ บางคนก็ไม่เข้าใจ  แม้คนที่เข้าใจบางครั้งก็ยังไม่สามารถเดินตามเหตุผลได้  ด้วยเหตุผลตามความจำเป็นบางอย่างของตนเอง  เพื่อช่วยขจัดความทุกข์ร้อน จึงต้องประมวลหลักปฏิบัติขึ้นเป็นเกณฑ์ เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหาเฉพาะหน้าจะได้รู้แนวทางปฏิบัติได้ทันทีไม่ต้องกังวลชั่งดูเหตุผล เพราะในเหตุการณ์เฉพาะหน้าจิตใจมักไม่ผ่องแผ้วพอสำหรับคิดเพื่อใช้เหตุผล  ลัคจึงคิดกฎที่แบ่งออกได้ 3 ประเภท คือ  1) กฎของพระเจ้า (The Divine Law) ลัคถือว่าเป็นฐานของกฎหมายอื่น ๆ ทั้งหลาย กฎหมายอื่น ๆ มีหน้าที่เพียงขยายความหรือตีความกฎนี้ จะขัดแย้งหรือยกเลิกเสียไม่ได้  2) กฎหมายบ้านเมือง (The Civil Law) นำเอากฎของพระเจ้ามากำหนดเจาะจงลงไปให้แน่นอนว่าในแต่ละกรณีจะต้องทำอย่างไร เพื่อทุกคนจะได้มีความสุขและเพื่อประกันประสิทธิภาพก็จะต้องมีการจับกุม ลงโทษ ผู้ละเมิดตามความจำเป็น   3) กฎหมายตามความเห็น (The Law of Opinion or Reputation) เป็นกฎหมายตามความเห็นของกลุ่มชนที่เห็นว่าแต่ละคนควรปฏิบัติอย่างไร เพื่อความสุขส่วนรวมของกลุ่มชนนั้น ๆ ผู้ไม่ปฏิบัติตามก็ถูกประนามว่าเห็นแก่ตัว ทำให้เสียเกียรติ เสียชื่ออยู่ในกลุ่มชนนั้นต่อไปไม่ได้ ผู้ใดสมัครใจจะเป็นสมาชิกในกลุ่มชนใดก็ต้องยอมรับกฎหมายประเภทนี้ของกลุ่มชนนั้น ๆ โดยปริยาย                      

    4.ประเพณีของแต่ละท้องถิ่น  กลุ่มนี้เห็นว่าหลักการของ มิลสมศักดิ์ศรีของมนุษย์ดีอยู่แต่จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อสมาชิกในสังคมมุ่งหาประโยชน์ส่วนรวมกันจริง ๆ ทุกคนโดยไม่มีการยกเว้น ถ้ามีใครสักคนอ้างว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม แต่ใจจริงมุ่งกอบโกยหาผลประโยชน์ส่วนตัว ในไม่ช้าก็จะเกิดความไม่ไว้วางใจกันขึ้น และทุกคนก็จะมุ่งหาประโยชน์ส่วนตัว หลักการที่เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงของมนุษย์อย่างที่สุดก็คือ ให้แต่ละท้องถิ่นถือเอาประเพณีของตนเป็นหลัก เพราะประเพณีย่อมมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ในตัว ประเพณียิ่งเก่าแก่ยิ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ จึงควรรักษาไว้คู่บ้านคู่เมืองผู้ย้ายมาจากถิ่นอื่นก็ควรทิ้งประเพณีของถิ่นเดิม และยอมรับประเพณีของถิ่นใหม่ ทั้งนี้เพื่อความสงบสุขในสังคม ผู้ริเริ่มความคิดนี้ได้แก่ เวสเทอร์มาร์ค (Westermark, 1862-1939) และลัทธินี้ได้ชื่อว่าสัมพัทธนิยมทางวัฒนธรรม (Cultural Relativism) ซึ่งนับว่าเป็นความพยายามที่จะรื้อฟื้นประเพณีขึ้นมาใช้

                                   มาตรการในนวยุคภาพถือว่าความถูกต้องดี/ชั่ว เป็นผลสรุปจากกฎเกณฑ์วิทยาศาสตร์ ต้องให้ผู้ฉลาดที่สุดในสังคมเป็นผู้ชี้ขาด เพราะถือว่ารู้กฎดีกว่าผู้อื่น คนรุ่นใหม่ถือว่าความต้องการของสังคมต่างหากเป็นตัวชี้ขาด  หากความต้องการของสังคมเปลี่ยนไปความถูกต้องดีชั่วก็พึงเปลี่ยนไปให้รับกันกับความต้องการของสังคม แนวคิดในการอรรถปริวรรตจึงตีความตามความเชื่อในแต่ละกลุ่ม ดังเช่น (กีรติ บุญเจือ: 2546)

                                   ดูร์คายม์ (Emile Durkheim, 1880-1917) จากการศึกษามาตรการจริยะในสังคมต่าง ๆ พบว่า มาตรการจริยะเกิดจากการเห็นชอบร่วมกันของสมาชิกในแต่ละสังคมความรู้สึกชอบส่วนตัวไม่สามารถเป็นมาตรการจริยะได้ เพราะถ้าสมาชิกอื่น ๆ ในสังคมไม่เห็นด้วย ตัวเองฝืนทำไปก็คงไม่สบายใจและอาจจะถูกลงโทษ จึงถือเป็นมาตรการจริยะจริง ๆ ไม่ได้

                                   เอดเวิร์ด เวสเทอร์มาร์ค (Edward Westermark, 1862-1939) ชาวอังกฤษ พบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดมาตรการจริยะขึ้นในแต่ละวัฒนธรรมก็คือ บังเอิญมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอันทำให้คนจำนวนมากเกิดอารมณ์สะเทือนใจขึ้นทั่วไป จึงเกิดความรู้สึกพร้อมใจกันโดยอัตโนมัติที่จะกำหนดมาตรการจริยะ ซึ่งเชื่อกันในหมู่คณะนั้นว่าสามารถป้องกันมิให้เหตุการณ์อันไม่พึงประสงค์นั้นเกิดขึ้นซ้ำอีก

                                   คาร์ล มานฮายม์ (Kart mannheim) รื้อฟื้นความคิดของเธรอซีมเมอเคิสขึ้นมาอธิบายใหม่โดยแก้ไขว่า มาตรการจริยะของชุมชนใดชุมชนหนึ่งก็คือ อุดมคติของผู้มีอำนาจโดยเล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ชุมชนนั้น ๆ ดังนั้นมาตรการจริยะของสังคมเดียวกันก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปได้ตามความเหมาะสมของเหตุการณ์ที่บันดาลใจให้ผู้มีอำนาจคิดเปลี่ยนแปลงไป

                                   ญาณปรัชญาของเฮเกล ปฏิพัฒนาการของจิตสัมพัทธ์ก็คือ ศิลปะ ศาสนา และปรัชญา (Art, Religion, Philosophy) เพราะฉะนั้นศิลปะก็คือการแสดงออกของจิตอสัมพัทธ์ ในวัตถุให้รู้สึกได้  (กีรติ บุญเจือ: 2546)  ในด้านจริยศาสตร์เฮเกลมองว่า บุคคลเป็นเฉพาะหน่วยหากอยู่โดดเดี่ยวจะไร้ความหมาย เพราะบุคคลแต่ละบุคคลเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติซึ่งจะต้องวิวัฒน์ตัวเองขึ้นจนรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิตใหญ่ บุคคลหนึ่ง ๆ จึงเป็นวาระชั่วคราวของจิตที่กำลังวิวัฒน์ตัวเอง บุคคลจะมีความหมายก็เฉพาะในความหมายของจิตใหญ่เท่านั้น  บุคคลแต่ละบุคคลไม่มีสาระความเป็นมนุษย์ (no human nature) สาระที่บุคคลแต่ละคนพอจะมีได้ก็คือ กิจกรรมของเขา “ภาวะที่แท้จริงของมนุษย์คือการกระทำของเขา” การกระทำอันจะนำตัวบุคคลเข้ารวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตใหญ่ ถ้าปราศจากการกระทำเสียแล้ว บุคคลก็ไร้ความหมายทุกอย่าง  แนวคิดของเฮเกลมาสรุปลงจุดเดียวกับคานท์ที่สรุปไว้ว่าทุกคนต้องกระทำตามหน้าที่จึงจะมีคุณค่าในชีวิต เพียงแต่แนวคิดของเฮเกลมองว่าการกระทำของบุคคลเป็นเพียงเพื่อวิวัฒน์ให้จิตย่อยสามารถเข้าไปรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจิตใหญ่

    โดยสรุป ผู้คนในนวยุคภาพ สนใจหลักการในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และมองว่าเป็นความดี การกระทำดีจึงประกอบด้วย 4 แนวทาง ได้แก่ การทำตามหน้าที่ตามแนวคิดของคานท์ การกระทำตามหลักประโยชน์ส่วนตัวของเบนเธิม การกระทำตามหลักประโยชน์ส่วนรวมของมิลล์ และการกระทำที่สอดคล้องกับประเพณีของแต่ละท้องถิ่นของเวสเทอร์มาร์ค หากเชื่อในแนวทางใดก็ให้พึงทำดีตามแนวทางนั้น ก็จะมั่นใจได้ว่าตนทำสิ่งที่ถูกต้องและได้ความดีเป็นผลลัพธ์ของการกระทำนั้น


    Leave a comment