ดร.ใจกลั่น นาวาบุญนิยม.

หลักไตรสิกขาตามแนวคิดปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางเน้นกระบวนการพัฒนาผู้เรียนรอบด้านทั้ง ทางกาย ความคิดและจิตวิญญาณ เป็นกระบวนการที่ยืดหยุ่นได้ คัดสรรสิ่งดีมาใช้ เกิดเป็นกระบวนการใหม่ที่ช่วยให้พัฒนาผู้เรียนได้รอบด้าน สามารถตอบโจทย์การเรียนรู้ที่รอบด้านได้โดยมีการตีความหมายของไตรสิกขาเป็น อธิศีลสิกขา อธิสมาธิสิกขา และอธิปัญญาสิกขา

ในบทความนี้แบ่งเป็นรายละเอียด 3 ระดับ คือ ระดับกาย ระดับความคิดและระดับจิตวิญญาณ ดังนี้

1. อธิศีลสิกขา จาแนกเป็น 3 ระดับคือ อธิศีลสิกขาระดับกาย ( body ) หมายถึง พัฒนาการควบคุมกายให้มีกายปกติ มีศีล ปรากฏได้ทางกาย คือ มีกายสุภาพ กายสงบไม่ผิดในศีล และมีการประพฤติอยู่ในศีลและวินัย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เช่น ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา ไม่เสพสิ่งเสพติดเป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุปัจจัยให้มีสุขภาพที่ดีและมีกายที่แข็งแรง อธิศีลสิกขาระดับความคิด ( mind ) คือความคิดที่จะไม่ผิดศีล ความคิดที่ยินดีในการมีศีล ความคิดเพื่อชีวิตที่มีปกติในศีล ในชีวิตประจาวัน อธิศีลสิกขาระดับจิตวิญญาณ ( spiritual ) คือ ความเข้าใจ ความรู้ในเหตุผล รู้ว่าปฏิบัติศีลเพื่ออะไร

2. อธิสมาธิสิกขา จาแนกเป็น 3 ระดับคือ อธิสมาธิสิกขาระดับกาย คือมีกายที่มีการตั้งมั่น มีกายที่สงบ มีกายที่ควบคุมได้ อธิสมาธิสิกขาระดับความคิด มี 2 ลักษณะมีความคิดสงบแบบสมถะ หยุดความคิดได้ และมีความคิดที่ตามดูตามรู้แบบปัญญา อธิสมาธิสิกขาระดับจิตวิญญาณ คือ ความเข้าใจ ความสามารถของใจในการเข้าสมาธิ อยากจะเข้าสมาธิก็กระทาได้ อยากจะออกจากสมาธิก็กระทาได้ และพัฒนาอารมณ์ให้เป็นหนึ่งได้

3. อธิปัญญาสิกขา จาแนกเป็น 3 ระดับคือ อธิปัญญาสิกขาระดับกาย คือปัญญาความเก่งของสมอง ( IQ ) อธิปัญญาระดับความคิดคือ ปัญญาที่รู้และควบคุมอารมณ์ตนเองได้ เป็นความฉลาดทางอารมณ์ ( EQ ) อธิปัยญาระดับจิตวิญญาณ เป็นปัญญาทางคุณธรรมและจริยธรรมในการตัดสินใจ เป็นประสิทธิภาพของจิตวิญญาณ ( MQ )
การมีอธิศีล อธิสมาธิ และอธิปัญญา ที่มีระดับทั้ง 3 ระดับนั้นจะเห็นได้ว่า ทั้ง ศีลสิกขา สมาธิสิกขา และปัญญาสิกขา มีการพัฒนาไปพร้อมๆกันและเป็นลาดับหรือขั้นตอนของการพัฒนา จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม การพัฒนาสมองสู่การรับรู้การเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาสุขภาพทางกายได้เนื่องจาก การมีสุขภาพที่แข็งแรงย่อมมาจากสติปัญญาที่มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพ มีการปฏิบัติตามสิ่งที่ได้เรียนรู้อย่างตั้งมั่น (มีสมาธิ)

นอกจากการตีความไตรสิกขาเป็น 3 ระดับแล้ว กระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง สามารถนามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณโดยการสอน วิเคราะห์ วิจักษ์และวิธาน เพื่อเลือกสิ่งที่ให้คุณค่าที่สุดแก่คุณภาพชีวิต การสอนเรื่องการวิเคราะห์ ทาให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการวิเคราะห์เป็นการพัฒนาด้านความคิด การสอนวิจักษ์ทาให้ผู้เรียนสามารถแยกข้อดี และข้อเสีย แยกการมองสิ่งต่างๆทั้งด้านและด้านลบ จึงเป็นการมองครบทั้ง 2 ด้าน เป็นการพัฒนาความคิด การวิธานเลือกนาสิ่งที่ดีมีประโยชน์มาใช้เป็นการพัฒนาด้านปัญญา เมื่อผู้เรียนได้มีการฝึกฝนอยู่เป็นประจา ผลของการคิดอย่างวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธานนี้ จะส่งผลในการพัฒนาความคิดรวมถึงสติปัญญาให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น
ด้านจิตวิญญาณ ( spiritual ) การส่งเสริมการพัฒนาปัญญาในระดับจิตวิญญาณ เป็นปัญญาทางด้านคุณธรรม เป็นปัญญาในทางธรรมที่มาผลมาจากการฝึกฝนทางด้านไตรสิกขาอยู่เป็นประจา เป็นจิตที่เข้มแข็งทางปัญญา คือ สามารถยอมรับในสิ่งอื่น ยอมรับในความหลากหลาย ไม่ยึดมั่นถือมั่น เนื่องจากประสบการณ์ในการเรียนรู้ของแต่ละคน แต่ละยุคสมัย แต่ละกระบวนทรรศน์ ย่อมมีคุณค่ามีความหลากหลาย และมีความดีงามที่ต่างกัน

4. ปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางสนับสนุน การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการจัดการเรียนการสอนแบบไตรสิกขาตามปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สอนและผู้เรียนใช้กระบวนการทางปรัชญามาประกอบกับการคิด พูด ทา โดยมีจุดเน้นที่การไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่ยึดติดในรูปแบบอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงสามารถยืดหยุ่นได้ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียนและผู้สอน

เนื่องจากหลักการไตรสิกขาที่พระพุทธเจ้าได้บัญญัติไว้นั้นสอดคล้องกับการเรียนรู้ (learn) “learn means to gain knowledge or skill by study”.มากกว่า การศึกษา (study) “study means to read memorize facts , attend school ,etc” การเรียนรู้คือการได้รับ ความรู้ ความเข้าใจ พฤติกรรม ทักษะ ค่านิยม เจตคติ และความพึงพอใจ เป็นสิ่งแปลกใหม่หรือปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่

การศึกษา (study) เกี่ยวข้องกับเวลาและความสนใจ จะได้รับความรู้หรือ การเรียนที่เป็นวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการศึกษาตามหลักการ หรืออีกความหมายคือ มีรายละเอียด มีการตรวจสอบ วิเคราะห์ เป็นวิชาหรือมีสถาบันรองรับ (แปลจาก Oxford languages and google) ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนแบบไตรสิกขาควรเป็นการจัดการแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นได้ จึงสามารถปรับได้กับความต้องการของผู้เรียน สภาพแวดล้อม และใช้ร่วมกับแผนการสอนตามที่กระทรวงศึกษาต้องการได้เช่นกัน

การจัดการเรียนการสอนแบบไตรสิกขาเป็นกระบวนการพัฒนาผู้เรียนรอบด้านทั้งทางกาย ความคิด และจิตวิญญาณ กระบวนการไตรสิกขาตามปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลาง เป็นกระบวนการที่ยืดหยุ่นได้ และสามารถตอบโจทย์การเรียนรู้ที่รอบด้าน สอดคล้องกับการเรียนรู้ (learning) พร้อมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ จึงเหมาะสมกับการนามาใช้ในยุคปัจจุบัน เมื่อนาหลักการไตรสิกขามาการจัดการเรียนการสอนแล้ว จะเห็นได้ว่าวิธีสอนตามหลักการไตรสิกขา ที่จาแนกตามองค์ประกอบคือ ศีลสิกขา สมาธิสิกขา ปัญญาสิกขา สามารถนามาวิเคราะห์ความสอดคล้องกับแนวคิดปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางได้ดังภาพ

วิธีการสอนแบบไตรสิกขาเป็นการให้ผู้เรียนฝึกรักษาศีลและกฎระเบียบวินัยผู้เรียน โดยมีวิธีการสอนคือ ให้ฝึกปฏิบัติตามระเบียบวินัย ให้สมาทานศีล 5 ทั้งนี้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้คนปกติ อยู่รวมกันอย่างสงบสุข ไม่เบียดเบียนกันมีความสอดคล้องกับแนวคิดปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางคือ การเสริมสร้างสันติภาพในสังคม การมีเอกภาพบนความหลากหลายคือ ผู้เรียนสามารถรักษากฎระเบียบในการอยู่ร่วมกันได้และมีศีลตามฐานะของตน การอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปรองดอง (ภราดรภาพ) จิตสิกขา เป็นการฝึกอบรมตนให้มีความสงบหรือมีสมาธิแล้วนาเอาสมาธิมาใช้ประโยชน์ในทางปัญญาโดยมีวิธีการสอนคือ การนั่งสมาธิ 5 นาทีก่อนเริ่มเรียน ฝึกอ่านอารมณ์ขณะทากิจกรรม ฝึกสัมมาสมาธิกับการงานหรือกิจกรรม (มีความละเอียดความใส่ใจเข้าไปรู้อารมณ์ขณะประพฤติศีลแต่ละข้อรวมถึงรู้และเข้าใจผัสสะเมื่อมีสิ่งมากระทบการปฏิบัติศีล ) เพื่อความตั้งมั่นในความสงบใจ

แนวคิดปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางคือ เพื่อการเกิดสันติภาพภายใน ปัญญาสิกขา เป็นการฝึกอบรมตนให้มีปัญญา โดยมีวิธีการสอนคือ ทบทวนบทเรียนจดจาบทเรียน และหลักธรรม ฝึกการคิดอย่างมีเหตุผล ฝึกการคิดวิเคราะห์ ฝึกการตั้งคาถาม-ฝึกตอบคาถาม เพื่อได้ความรู้ ความทรงจา ความเข้าใจ และสามารถเลือกตัดสินใจเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ มีความสอดคล้องกับแนวคิดปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางคือ-ความไม่ยึดมั่นถือมั่น โดยการเปิดรับความคิดต่างๆด้วยใจเปิดกว้าง และการแสวงหาคาตอบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

Leave a comment

Quote of the Course

“Establish a supportive pedagogical framework designed to foster a robust learning culture and an optimal environment for student engagement. This model incorporates informal learning pathways that facilitate philosophical research tailored to individual student interests, thereby enabling the systematic development of their critical thinking and philosophical reasoning.”

~ Kirti Bunchua, 2018