พิบูลย์ ชัชวานิชย์:

ปฏิจจสมุปบาทธรรม ได้ชื่อว่าเป็นธรรมที่มีความละเอียด ลึกซึ้ง หยั่งยาก ดังคำกล่าวที่ว่า “ธรรมเหล่านี้แล ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ใช้เหตุผลคาดคะเนเอาไม่ได้ละเอียด รู้ได้เฉพาะบัณฑิต ซึ่งตถาคตรู้แจ้งเองแล้วสั่งสอนผู้อื่นให้รู้แจ้งตามอันเป็นเหตุให้คนกล่าวยกย่องตถาคตถูกต้องตามความเป็นจริง” (ที.สี. (ไทย) 9/37/16)

โดยความหมายของธรรมในที่นี้ก็คือ ปฏิจจสมุปบาท นั่นเอง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสต่อมาว่า “ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นคุณอันลึก เห็นได้ยากรู้ตามได้ยาก เป็นธรรมสงบ ประณีต ไม่หยั่งลงสู่ความตรึก ละเอียด เป็นวิสัยที่บัณฑิตจะพึงรู้แจ้ง ส่วนหมู่สัตว์นี้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย ชื่นชมในอาลัย ฐานะคือ ความที่อวิชชาเป็นปัจจัยแห่งสังขารเป็นต้นนี้ เป็นสภาพอาศัยปัจจัยเกิดขึ้นนี้ อันหมู่สัตว์ผู้เริงรมย์ด้วยอาลัย ยินดีในอาลัย ชื่นชมในอาลัยเห็นได้ยาก แม้ฐานะคือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง เป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สิ้นกำหนัด เป็นที่ดับสนิท หากิเลสเครื่องร้อยรัดมิได้นี้ ก็แสนยากที่จะเห็นได้ ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม สัตว์เหล่าอื่น ก็จะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่าแก่เรา จะพึงเป็นความลำบากเปล่าแก่เรา” (วิ.ม. (ไทย) 4/5/9)

ปฎิจจสมุปบาท เมื่อวิเคราะห์ตามรูปศัพท์ มาจากคำว่า “ปฎิจจ” กับคำว่า “สมุปบาท” สมาสกัน แปลว่า การเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายโดยอาศัยกัน การเกิดขึ้นร่วมกันโดยอาศัยกัน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างเกิดด้วยตัวเองโดด ๆ การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดขึ้นหรือการที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันมา ในภาษาอังกฤษนิยมแปลว่า dependent origination บางที่ใช้คาว่า dependent co-arising คำหลังนี้แม้จะแปลได้ตรงตัว แต่ความลึกซึ้งและความนิยมใช้สู้คำแรกไม่ได้ เพราะให้ความรู้สึกของการเป็นต้นเหตุหรือรากเหง้าแห่งความทุกข์ได้มากกว่า

เมื่อวิเคราะห์คำสำคัญในองค์ประกอบของปฏิจจสมุปบาท พบว่า คำสำคัญที่ถือเป็นกุญแจดอกแรกสำหรับไขเข้าไปถึงเนื้อหาของปฏิจจสมุปบาท มีอยู่ 12 คำ ได้แก่


1) อวิชชา (ignorance) คือ ความไม่รู้ ซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ อาทิ ความไม่รู้ว่าขันธ์ 5 ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นเป็นทุกข์ กามทั้งหลายไม่เที่ยง และความไม่รู้จักความดีความชั่วตามความเป็นจริง


2) สังขาร (mental activities, mental formations) คือ เจตสิกที่ปรุงแต่งให้เกิดวิญญาณ เน้นที่ เจตนา (volition) คือ ความตั้งใจ ความจงใจ เช่น เจตนาในการทำดี (ปุญญาภิสังขาร) เจตนาในการทำชั่ว (อปุญญาภิสังขาร) ยังครอบคลุมไปถึงเจตนาในการทำฌานถึงขั้นอรูปฌาน (อาเนญชาภิสังขาร)


3) วิญญาณ (consciousness) คือ การรับรู้อารมณ์ (objects, สิ่งเร้า) ต่าง ๆ ได้แก่ การรับรู้ทางตา (จักขุวิญญาณ = การเห็นรูป) การรับรู้ทางหู (โสตวิญญาณ = การได้ยินเสียง) การรับรู้ทางจมูก (ฆานวิญญาณ = การได้กลิ่น) การรับรู้ทางลิ้น (ชิวหาวิญญาณ = การรู้รส) การรับรู้ทางกาย (กายวิญญาณ = การรู้เย็นร้อนอ่อนแข็ง) และการรับรู้ทางใจ (มโนวิญญาณ = ความนึกคิด)

4)นามรูป (mentality and materiality) แยกเป็น นาม คือ เจตสิก (mental formations) กลายเป็นกลางที่ปรุงแต่งจิตทุกขณะให้รับรู้ เช่น การกระทบอารมณ์ (ผัสสะ) การรู้สึกเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉย ๆ (เวทนา) การกำหนดหมายจนจำได้ (สัญญา) ความจงใจหรือความตั้งใจ (เจตนา) ความมีอารมณ์เดียวหรือการรับรู้อารมณ์ทีละอย่าง (เอกัคคตา, ขณิกสมาธิที่เป็นมูลรากของสมาธิอื่น ๆ) สภาวะที่ทำให้นามอื่น ๆ ทำหน้าที่ร่วมกันในแต่ละขณะ (ชีวิตินทรีย์) และการเอาใจใส่สิ่งเร้าที่มากระทบทำให้นามอื่น ๆ ตื่นตัว (มนสิการ) และ รูป คือ ปสาทรูป (ตัวประสาทและระบบประสาท) ต่าง ๆ ซึ่งทำหน้าที่รับและแปลความหมายตามการปรุงแต่งของนาม มี 5 คือ ประสาทตา ประสาทหู ประสาทจมูก ประสาทลิ้น และประสาทกาย

5)สฬายตนะ (six bases) คือ อายตนะ ได้แก่ ปสาทรูปที่แก่กล้า (mature) ถึงขั้นสามารถเป็นแดนหรือสนามให้เกิดการติดต่อกับสิ่งเราได้ มี 6 ได้แก่ แดนหรือสนามติดต่อคือตา (จักขายนะ = จักขุ + อายตนะ) แดนหรือสนามติดต่อคือลิ้น (ชิวหายตนะ = ชิวหา + อายตนะ) แดนหรือสนามติดต่อคือกาย (กายายตนะ = กาย + อายตนะ) และแดนหรือสนามติดต่อให้เกิดการนึกคิดคือใจ (มนายตนะ = มน + อายตนะ) ในที่นี้เน้น มนายตนะ หรือ มโนวิญญาณ 6)ผัสสะ (contact) คือ การปรุงแต่งจิตให้ติดต่อกับสิ่งเร้าที่มากระทบ เน้นไปที่มโนสัมผัส (การติดต่อทางใจ)

7)เวทนา (feeling) คือ ความรู้สึกเป็นสุข (สุขเวทนา) เมื่อสัมผัสกับอารมณ์ที่น่าปรารถนาความรู้สึกเป็นทุกข์ (ทุกเวทนา) เมื่อสัมผัสกับอารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา แล้วความรู้สึกเป็นกลาง (อุเบกขาเวทนา) เมื่อสัมผัสกับอารมณ์ที่ไม่ดึงดูดใจ

8)ตัณหา (craving) คือ ความอยาก มี 3 ได้แก่ ความอยากได้กามคือสิ่งที่น่าปรารถนา(กามตัณหา) ความอยากได้กามส่วนที่น่าปรารถนาคงอยู่ (ภวตัณหา) ความอยากให้กามส่วนที่ไม่น่าปรารถนาพ้นไปเพื่อจะได้กามใหม่ที่น่าปรารถนามาแทนที่ (วิภาวตัณหา, ความเบื่อของเก่าแล้วอยากได้ใหม่)

9)อุปทาน (clinging) คือ ความยึดมั่น ได้แก่ ความยึดมั่นในขันธ์ 5 ว่าเป็นอัตตา ทำหน้าที่เสวยกาม (อัตตวานุปาทาน) ความยึดมั่นในกามว่าทำให้อัตตาเป็นสุข (กามุปาทาน) ความยึดมั่นในความเห็นผิดว่าอัตตาจะได้เสวยกามเพื่อความสุข (ทิฏฐุปาทาน) แล้วความยึดมั่นในศีลพรตอันเป็นทางทำให้อัตตาได้กามตามที่ต้องการ (สีลัพพตุปาทาน)


10) ภพ (becoming) คือ ความมี ความเป็น หมายถึง ความเป็นกรรม (กัมมภพ = การกระทำที่มาจากกิเลสและยังต้องให้ผล) ในที่นี้คือ มโนกรรม หรือความนึกคิดที่เกิดต่อจากที่ได้รับรู้ทางตาเป็นต้น และความเป็นผลของกรรม (อุปปัตติภพหรือวิบาก) ที่กลั่นตัวเก็บไว้ในภวังคจิต (จิตใต้สานึก) หลังจากนึกคิดแล้วและพร้อมเกิดอีกทันทีที่มีสิ่งเร้ามากระทบถึงภวังคจิต


11) ชาติ (birth) คือ การเกิดปรากฏของผลกรรมในขณะจิตแต่ละขณะ ซึ่งประกอบด้วยกิเลสอันเป็นปัจจัยให้เกิดภพ (กัมมภพ) ต่อไป รวมทั้งการเกิดมีชีวิตเป็นมนุษย์หรือสัตว์ในภพภูมิต่าง ๆ แต่ละภพภูมิ


12) ชรา (old age) คือความเสื่อมหรือความไม่คงอยู่ของขนาดจิตแต่ละขณะที่มีผลกรรมเกิดปรากฏ รวมทั้งความแก่ของร่างกายหลังจากเกิดมีชีวิตในแต่ละภพภูมิ
มรณะ (death) คือ ความแตกต่างของขนาดจิตแต่ละขณะที่มีผลกรรมเกิดปรากฏและเสื่อม รวมทั้งความแตกดับของร่างกายหลังจากเกิดมีชีวิตในแต่ละภพภูมิ

หากวิเคราะห์ในแง่ของสารัตถะ (substance) สิ่งที่เป็นแก่นแท้ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นอย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลง และมีการดำรงอยู่โดยตัวมันเอง (thing in itself) แต่หากพิจารณาตามกฎอนิจจังแล้ว ความเปลี่ยนแปลงสามารถเกิดขึ้นได้กับสิ่งที่เรียกว่าสารัตถะ เพราะในปฏิจจสมุปบาทนั้นปฏิเสธสิ่งที่เรียกว่าสารัตถะที่เป็นลักษณะปฐมเหตุ (first cause) ที่มีความสัมบูรณ์ (absolute) ที่เป็นอิสระ พ้นจากเงื่อนไขหรือเหตุปัจจัยทั้งปวง และเป็นต้นกำเนิดหรือผู้ให้กาเนิดสิ่งทั้งปวง เช่นแนวคิดเพื่อพรหมมันของฮินดูที่เชื่อว่าพระพรหมเป็นผู้สร้างโลกและจักรวาลนี้ หรือความเชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลกในศาสนาคริสต์ เป็นต้น ปฏิจจสมุปบาทได้อธิบายให้เข้าใจว่า สิ่งทั้งหลายในโลกและจักรวาลล้วนเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ดับไปเพราะเหตุเช่นกัน

ดังนั้น จึงไม่มีสิ่งที่เรียกว่าสิ่งสัมบูรณ์ที่อยู่โดยตัวมันเองโดด ๆ ได้ การเกิดขึ้นของสิ่งทั้งหลายหรือธรรมทั้งหลาย จำเป็นต้องอาศัยกันเกิดขึ้น ทุกข์ก็เช่นกัน ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ แต่เกิดเพราะเหตุปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัยเหล่านั้นดับลง ทุกข์นั้นก็ดับลงไปพร้อมกับเหตุปัจจัยนั้น ๆ หรือเรียกได้ว่าอาศัยกันเพื่อความดับลงไปนั่นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เรียกว่าสารัตถะ จึงมีลักษณะสัมพัทธ์ มากกว่าจะเป็นสิ่งที่สัมบูรณ์ เพราะสารัตถะแท้เป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนไปได้เสมอตามเหตุปัจจัยรอบข้าง เช่น คุณภาพ ปริมาณ ความสัมพันธ์ เวลา สถานที่ เป็นต้น สารัตถะเกิดขึ้นพร้อมกันกับเหตุปัจจัย และเมื่อเหตุปัจจัยเหล่านั้นแปรเปลี่ยนไป สารัตถะนั้นก็พร้อมแปรเปลี่ยนตามไป เนื่องจากไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวมันเองเพียงลำพัง ดังนั้น สารัตถะที่กล่าวถึงนี้จะเรียกว่ามีอยู่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่มีก็ไม่ใช่ แต่เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ได้เพียงชั่วคราวตามเหตุตามปัจจัย ไม่คงที่ตายตัวนิรันดร หากมองว่าสิ่งที่ดำรงอยู่นี้เป็นอัตตา ก็เป็นอัตตาในลักษณะที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ลักษณะเช่นนี้ ในทางพุทธปรัชญาเถรวาท เรียกว่า อนัตตา


Leave a comment